วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Singapore Marathon 2013 : My first Marathon

วันนี้แล้วสินะ กับความตั้งใจที่อดทนซ้อมมาแรมเดือน .. ถึงเวลาปลดปล่อยแล้ว

ตรวจสอบก่อนเข้านอน .. ร่างกายพร้อม จิตใจพร้อม ขอให้คืนนี้นอนหลับเป็นสุขด้วยเถิด

ตื่นตามเวลาที่ตั้งปลุก ตีสองสี่สิบห้า .. ชีพจรเช้านี้อยู่ใกล้ ๆ ๖๐ ลุกมากินกล้วย อัลมอนด์ ดื่มน้ำ ซด 5
-hours energy ที่มีคนใจดีฝากมาให้ (ไม่กินก็เสียดายอะนะ) ถ่ายให้เรียบร้อย ตีสามสี่สิบห้าก็พร้อมออกจากโรงแรม

นัดกันกับน้องตั๊ก .. เพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมห้อง ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกัน .. ว่าจะจ๊อกจากโรงแรม
ไปยังจุดสตาร์ท ระยะเกือบสี่กิโลเมตร (จากแผนที่)

จ๊อกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดสตาร์ท เหงื่อซึมได้ที่ คนหนาตาแล้ว ถามเจ้าหน้าที่ถึงจุดฝากของ แล้ว
ทิ้งน้องตั๊กไว้ระหว่างทาง .. อ้อ ลืมเล่า ว่ามีพี่ช่างภาพท่านหนึ่ง ทักเราสองคนระหว่างทางและขอถ่ายรูป
เราสองมัวแต่งงว่าพี่เขารู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนไทย จนลืมถามชื่อพี่เค้า ลืมถามเว็บไซท์ด้วย ทีนี้จะ
หารูปเจอได้อย่างไรกัน

กว่าจะมาคิดได้ว่า ก็ใส่เสื้อ "สถาวร" ประกาศหราอย่างนั้น ใครเห็นก็ต้องรู้สินะว่ามาจากประเทศไหน

ถึงจุดฝากของก็ไปเข้าคิว ... แถวค่อนข้างยาว แต่มั่นใจในเจ้าหน้าที่ว่าน่าจะจัดการได้ดี ไม่น่าจะใช้
เวลามาก  ..แต่มันดันไม่เป็นอย่างที่คิด .. เข้าแถวรอฝากของจนตัวเย็น เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนเกือบ
ครึ่งชั่วโมงถึงจะได้ทิ้งของไว้ที่รถบรรทุกรับฝาก (งานนี้จัดจุดเริ่มต้นกับเส้นชัยคนละที่ จึงต้องขนของ
ขึ้นรถ เพื่อไปจุดรับของ ณ ปลายทาง) อาศัยได้ยืดเหยียดในแถว แต่ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ ใด ๆ เลย
นี่เป็นข้อผิดพลาดข้อที่หนึ่ง ซึ่งค่อนข้างร้ายแรง >.<

ฝากของเสร็จ ดูนาฬิกา อีกสองนาทีถึงเวลาปล่อยตัว รีบจ๊อกไปจุดปล่อยตัว เข้าแถวที่หางแถว และ..
ไม่ได้เข้าห้องน้ำอีกรอบก่อนเริ่มแข่งขันเหมือนที่วางแผนไว้ (ข้อผิดพลาดข้อที่สอง) แต่โชคดีที่ไม่
รู้สึกปวดท้องหรืออยากเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด  อย่างน้อย ก็ไม่ต้องกังวลในข้อนี้ก่อนเริ่มวิ่ง

ค่อย ๆ เดินตามฝูงชนจนถึงจุดสตาร์ท เวลาที่ข้อมือบอกให้รู้ว่า ล่วงเลยไปกว่าสิบห้านาทีแล้ว ออกวิ่ง
ด้วยเพซที่ไม่ได้ดังใจ และไม่สามารถทำเวลาตามแผนได้ จนกระทั่ง แปดกิโลผ่านไป >.<  ณ ตอนนั้น
ความหวังที่แอบหวังไว้ลึก ๆ ไม่ได้บอกใคร เริ่มเลือนลาง (แอบคิดว่าจะวิ่งได้ภายในสี่ชั่วโมง ซึ่งต้องวิ่ง
ด้วยอัตราเร็วคงที่ ที่ เพซ ๕:๔๐) สิบกิโลถัดมา พยายามประคองให้อยู่ในเพซ ๕:๔๐ ซึ่งก็ได้บ้าง ไม่
ได้บ้าง .. ก็ไม่เป็นไร เอาเท่าที่ได้ล่ะเนาะ

ผ่านครึ่งทาง .. แซง pacer เป้าหมายห้าชั่วโมงมาได้แล้ว  กลับตัวในสวนริมทะเล บรรยากาศดีมาก
อากาศกำลังดี แดดไม่ร้อนอย่างที่กังวลไว้ก่อนจะมา เมฆกลับครึ้มช่วยบังแดด มองออกไปทางซ้าย
เป็นเวิ้งทะเลกว้าง มีเรือลำใหญ่น้อยเป็นแบ็คกราวด์ ก็สิงคโปร์ เป็นเมืองท่านี่นะ .. ระหว่างทาง มีชาว
บ้าน(?) ยืนให้กำลังใจ บ้างมีกระติกน้ำแข็ง คอยยื่นน้ำเย็น ๆ ให้นักวิ่ง บ้างก็ยื่นน้ำหวานหลอด (ถ้าเกิด
ทัน มันคือโพลีสมัยข้าพเจ้ายังเด็กนั่นเอง) บ้างก็ปรบมือคอยเชียร์  .. Keep going, don't give up, go
ahead... blah blah

ซักกิโลที่ ๒๗-๒๘ แซง pacer สี่ชั่วโมงครึ่ง ก็ใกล้ถึงระยะหวั่นใจ คือซ้อมทีไร ขามันจะไม่ค่อยไหว
ช่วงนี้ทุกที แต่ก็ยังรักษาจังหวะ รักษาก้าววิ่งไปเรื่อย ๆ นาฬิกาเตือนครบกิโลเมื่อไหร่ ก็ก้มดูเพซที ก็รู้
ว่าแรงเริ่มตก แต่จังหวะก็ยังดีอยู่ .. นึกถึงที่เคยคุยกับ Berry ไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และหยิบเอาเทคนิค
"ตรวจสอบร่างกาย" มาใช้ คือแทนที่จะกังวลเรื่องเวลา ก็ให้ความสนใจไปกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
แทน ขายังไหว ลมหายใจยังสม่ำเสมอดีอยู่ หัวใจเต้นเป็นจังหวะ ไม่หอบเหนื่อยเกินไป .. รู้สึกดีกับตัว
เองมาก ๆ

พอเลยระยะ ๓๓-๓๔ ไปแล้ว ขาเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจดจ่อกับเวลาก็รังแต่จะเครียดไปเปล่า ๆ ดังนั้น
จึงบอกตัวเองว่า แปดเก้าโลต่อจากนี้ ขอวิ่งด้วยจังหวะที่รู้สึกสบาย ไม่เค้นร่างกายเกินไป คิดซะว่า ผ่าน
สมรภูมิอันยาวนานมาแล้ว ต่อจากนี้เป็นการจ๊อกผ่อนคลายก็แล้วกัน บอกตัวเองดังนั้นแล้วรู้สึกเลยว่า
ใจเบาขึ้น ร่างกายสบายขึ้น แล้วรักษาจังหวะต่อไป ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับทุกสิ่งรอบข้าง นาทีนั้น มี
ความสุขเหลือเกิน แถมช่วงท้าย ๆ นี้เทวดาก็พรมน้ำมนต์ให้ชื่นใจอีกด้วย รู้สึกดีจริง ๆ

ช่วงห้าหกกิโลสุดท้าย ต้องขึ้นสะพานสองช่วง จังหวะนี้ ถูกกลุ่ม pacer สี่ชั่วโมงครึ่งแซงกลับ (แถมเค้า
ยังเป่านกหวีดปรี๊ด ๆ พาให้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนยิ่งนัก ป่านนั้นบางกอกจะเป็นเยี่ยงไรบ้างหนอ) บน
สะพาน คนรอบข้างหยุดวิ่ง สลับเป็นเดินกันเป็นแถว .. แม้ขาจะอยากหยุด แต่ใจสั่งขาให้ไปต่อ เพราะรู้
ว่าถ้าหยุดแล้ว ความล้าทั้งปวงจะรุมโจมตีจนอาจตั้งตัวไม่ติด ควบคุมตัวเอง ให้จ๊อกต่อไป ไม่ต้องรีบ
ค่อย ๆ ไป แต่ไม่หยุด แม้จะมีความเจ็บปวดแทรกอยู่บ้าง คือเริ่มเจ็บปุ่มข้าง ๆ หัวเข่าซ้ายด้านนอก แต่
ก็บอกตัวเองว่า อีกนิด ถึงเส้นชัยก็ได้พักแล้ว ... ขาก็พาตัวเองไปจนถึงเส้นชัยจนได้แฮะ (แปลว่ากล่อมตัวเองสำเร็จ เย่ !!)



รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด ๔๒.๘ กิโลเมตร (ตามการ์มินที่ข้อมือ) ด้วยเวลา ๔ ชั่วโมง ๑๘ นาที ๑๘ วินาที
เวลาแยกแต่ละกิโลเป็นดังนี้

5:49 / 5:54 / 6:26 / 5:30 / 6:30 / 5:35 / 5:50 / 6:02 / 5:38 / 5:35 /
5:33 / 5:36 / 5:51 / 5:56 / 5:50 / 5:54 / 5:40 / 5:37 / 5:46 / 5:40 /
5:46 / 5:46 / 5:51 / 6:02 / 5:54 / 5:59 / 5:57 / 6:05 / 6:05 / 6:11 /
6:15 / 6:10 / 6:24 / 6:45 / 6:34 / 6:37 / 6:36 / 6:27 / 6:46 / 6:22 /
6:19 / 6:38 / 5:04 (810 m.)


ข้อผิดพลาดของการวิ่งในงานนี้

๑. วางแผนเอาเสื้อแห้งไปเปลี่ยน จึงต้องไปฝากของ ซึ่ง คนเยอะมาก แม้เจ้าหน้าที่รับฝากจะเยอะแต่ก็
ไม่พอ กว่าจะได้ฝาก ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมง อุตส่าห์จ๊อกวอร์มจากโรงแรมเป็นระยะเกือบสี่กิโลเมตร มา
รอฝากของจนตัวเย็น แถมไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์อีกตะหาก ถ้าครั้งหน้าจะมาวิ่งที่นี่อีก จะไม่ฝากของ
แล้ว วิ่งเสร็จ จ๊อกกลับโรงแรมก็ได้ ไม่ต้องกลัวตัวเปียกเหงื่อแล้วไปหนาวแอร์ในรถไฟฟ้า .. จำไว้เลย

๒. ผลสืบเนื่องจากข้อ ๑ ทำให้ไม่สามารถแทรกตัวไปยังจุด pacer ที่หมายตาไว้ได้ ต้องไปต่อท้ายแถว
กว่าจะถึงจุดสตาร์ทปาไปเกือบ ๑๕ นาที และด้วยความที่คนเยอะ ดังนั้น ๘ กิโลแรกไม่สามารถทำ
เวลาอย่างที่ตั้งใจไว้ได้เลย >.<

๓. ยังอึดไม่พอ ถ้าจะวิ่งมาราธอนอีก ต้องฝึกว่าจะทำยังไงให้ช่วง ๘-๙ กม. สุดท้ายยังสามารถรักษา
จังหวะไว้ได้ ไม่อยากอินกับคำว่า "ทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือก" อีกแล้ว อยากวิ่งให้เป็นสุข ๆ มันคง
ต้องซ้อมให้มากกว่านี้อีกสินะ

สิ่งดีที่เกิดขึ้นในการวิ่งครั้งนี้

๑. วิ่งได้ครบระยะโดยไม่ปวดฉี่ ข้าศึกไม่บุกเลย เป็นข้อดีมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ก่อนออกจาก
โรงแรม ถ่ายไปนิดเดียวและนั่นก็ทิ้งความกังวลไว้เล็กน้อย แต่ถึงเวลาวิ่งจริง ๆ กลับไม่มีอาการใด ๆ
...ขอบคุณความมหัศจรรย์ของร่างกายจริง ๆ

๒. อากาศดี เทวดาเป็นใจ อากาศไม่ร้อนเลย ไม่มีอาการขาดน้ำ เหงื่อออกตลอดทางก็จริง แต่มันไม่
ร้อนแสบผิวอย่างที่แอบกังวล

๓. ร่างกายเชื่อฟัง วิ่งจบแบบไม่เจ็บ (เจ็บจี๊ด ๆ มันก็ต้องมีบ้าง ใช้ร่างกายขนาดนั้น แต่แค่จ๊อกคลายใน
วันถัดมาก็ดีขึ้นจนเกือบไม่มีอาการใด ๆ หลงเหลือ) ยกความดีให้กับการซ้อมอันยาวนานที่ผ่านมา ยก
เป็นความดีของครูที่มอบแผนการซ้อมดี ๆ ให้

ว่าด้วยเรื่องสนามแข่ง ...

เกือบจะให้คะแนนสิบเต็มกับการจัดงานครั้งนี้ของสิงคโปร์ ตั้งแต่การรับสมัคร การรับเบอร์ รับเสื้อ ระบบ
tracking ต่าง ๆ การจัดทางวิ่ง การกั้นรถ ดีพร้อมไม่มีข้อติ มาพลาดนิดเดียวตรงการฝากของรับของ
เนี่ยล่ะ จุดรับของหลังจากวิ่งเสร็จของระยะฟูลกับระยะฮาล์ฟอยู่ไกลจากเส้นชัยมาก เท่านั้นไม่พอ ..
ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน ต้องถามสต๊าฟบ้าง ถามนักวิ่งบ้าง พอได้คำตอบว่าให้ไปใต้ดิน ก็ลงไปตาม
คำบอก เจอป้ายในสถานีใต้ดิน แต่ป้ายนั้นก็ไม่ได้มีความชัดเจนใด ๆ ไม่มีป้ายบอกว่าให้เดินต่อไปทาง
ไหน ต้องสุ่มลองผิดลองถูกในขณะที่ ขาก็ล้ามาก ณ นาทีนั้น ต้องเดินขึ้นลงบันไดหลายรอบ (บันได
เลื่อนไม่ทำงาน) กว่าจะได้ของ เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง  จากที่ตอนแรกกะว่าจะไปรอรับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่
จุดนัดพบบ้าง ก็พาลหมดอารมณ์ ตัดสินใจกลับโรงแรมเลย -_-''