แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ running แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ running แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Chanthaburi Scenic Half Marathon : My 23rd Half Marathon

เข้านอนสามทุ่ม ตั้งปลุกตีสามสิบห้านาที
.
ตื่นตามเวลาที่ตั้งไว้ ถ่ายหนักไปหนึ่งรอบ (ดีงาม ที่จัดการเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่โรงแรม) ตีสี่กินนัตตี้โบ๊ทหนึ่งอัน (มันคือพายใส่สาระพัดถั่ว) แล้วไปขึ้น shuttle bus ไปยังจุดปล่อยตัว
.
ไปถึงสนามตีสี่ครึ่ง ต้องเดินไปฝากของ ใช้เวลาประมาณนึง ตอนนั้นเห็นคิวห้องน้ำยาวเหยียด ก็คิดกันกับอิ๋ว ว่าเราต้องเข้าคิวตอนนี้แหละ ไม่งั้นจะไม่ได้เข้า ซึ่งเห็นแววแล้วว่าถ้าต่อคิว ก็จะไม่ได้วอร์มอัพ ก็เลยวิ่งอยู่กับที่ในคิวนั่นแหละ ซักพักมีคนเดินมาบอกว่า ด้านในมีห้องน้ำอีกชุดใหญ่ ก็เลยชวนกันจ็อกเข้าไปด้วยความคาดหวังว่าแถวจะสั้นกว่านี้
.
แถวสั้นกว่าจริง แต่ไม่มาก มีรถสุขาสองคันจอดอยู่ ห้องน้ำบนรถมีสองฟาก ฟากละห้าห้อง แถวก็น่าจะหดสั้นลงเร็ว แต่ไม่ เพราะว่าห้าห้องที่มี ใช้การได้จริงสองห้อง ต่อคิวจนตีห้าสิบห้าถึงได้เข้า นี่คือลุ้นมาก ยังคงจ็อกวอร์มและยืดเหยียดอยู่ในแถวเข้าห้องน้ำนี่แล เข้าเสร็จจ็อกไปหน้าเส้น ใกล้เวลามากแล้ว
.
ระหว่างทางเจอโค้ชม้อก ได้คุยกันสองคำ ขอชาร์จพลังจากหมอผีเจ้าถิ่น แล้วแยกไปต่อแถว
.
พยายามแทรกตัวไปหน้าๆ ก็หน้าได้ไม่มาก คนมารอกันเยอะแล้ว ขณะที่ยังลังเลอยู่ว่าจะแทรกไปอีกหน่อยมั้ย ก็ได้ยินเสียงพิธีกรเชิญประธานกล่าวเปิดงาน แล้วก็นับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง ... เฮ้ย ตอนนั้นเวลา 5:26 น. ปล่อยแล้วเหรออออ ปล่อยก่อนเวลาที่ระบุไว้เกือบห้านาที ดีนะ กดนาฬิกาเข้าโหมดวิ่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
คนเยอะ ช่วงปล่อยตัวก็จะมัวแต่หาทางแทรก ตัดสินใจออกข้างๆ ไปวิ่งนอกกรวยที่ตั้งไว้ ไม่งั้นคือมันไม่ได้จังหวะ มันจะช้าไป พอได้จังหวะไหลๆ เหล่มองการ์มิน ตายห่ะ วัตต์พุ่งร้อยเจ็ดสิบ เบาไว้แก ใจเย็นๆ
.
พยายามคุมวัตต์ให้อยู่ในช่วงที่โค้ชกำหนดให้ สี่ห้าโลแรกก็ยังสวยๆ อยู่ เข้าโลห้าเริ่มปริ่มๆ ขอบล่างละ นี่ขนาดตั้งใจไว้แล้วนะ เป็นจุดอ่อนจริงๆ ช่วงกลางๆ เผลอๆ นี่มันคอยจะเบา ต้องบิ๊วตัวเองอย่างหนัก พยายามฝืนตัวเองให้ได้ ขายังดีงามอยู่ หายใจยังโอเค ถ้าไม่เต็มที่ วิ่งแล้วเหลือมันคือไม่ใช่นะ ไหนต้นอาทิตยฺ์สะกดจิตตัวเองไว้ว่าไง "วิ่งให้สุดแรงแล้วพบว่าไม่ตาย ดีกว่าวิ่งผ่อนคลายแล้วพบว่าไม่หมดไง" ไปๆ จัดท่าทาง แล้วใส่แรงลงไปอีก
.
ตอนนี้สังเกตแล้วว่าพอวิ่งสวนทางลมแล้วเลขวัตต์จะตก ทั้งๆ ที่ความรู้สึกคือเรายังสับขาใส่แรงลงไปเท่าเดิม คิดแล้วว่าลมมันทอนแรง แต่--นี่คือจุดอ่อนอีกจุดของเรา--เราไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะคีพวัตต์ที่ตั้งไว้ได้ ได้แต่มองมันตกลงไป น่าเสียดายนัก 
.
ถึงโลสิบเอ็ด ผ่านครึ่งทางแล้วเช็คตัวเอง อาการยังดี ขายังสบาย หายใจโอเค ครึ่งแรกนี่มันยังไม่มีอะไร เนินที่ผ่านมาก็เล็กๆ สบายๆ พอผ่านครึ่งแรกมาสวยๆ ก็ตกลงใจว่า ครึ่งทางจากนี้จะต้องคุมให้เข้มกว่าเดิม อย่ายอมอ่อนให้ตัวเองอีก คิดได้ดังนั้นจึงชาร์จพลังตัวเองด้วยการหยิบสปอร์ตบีนส์ที่เตรียมมาใส่ปากไปสามเม็ด ซึ่งมันอยู่ในปากแบบนั้นจนเกือบตลอดทาง ให้มันค่อยๆ ละลายไป
.
ระหว่างทางก็มีนักวิ่งบางท่านที่ฝีเท้าใกล้ๆ กันผลัดกันแซงไปมาให้ได้หมายตาหมายใจหมายหัวไม่ยอมแพ้กันและกัน เป็นการบิ๊วตัวเองอีกทางหนึ่ง
.
ช่วง กม. 14-15 เจอโค้ชม้อกมายืนเชียร์ลูกทีม แล้วโค้ชม้อกก็พูดอะไรบางอย่าง ตะโกนกลับไปว่า "ไม่ได้ยิน" สงสาร คม ต้องพูดใหม่อีกรอบ คือฮีบอกว่า พี่เป็นลำดับสอง (ในรุ่น) ตามเขาอยู่สองนาทีครึ่ง ถ้าพี่วิ่งทรงนี้ไปเรื่อยๆ อาจแซงได้ โอ้โห นอกจากจะนับตัวให้ ยังประเมินสถานการณ์ให้อีก ตอนนั้นคิดในใจแค่ว่า เหลืออีกเจ็ดโล อีกแค่ไม่ถึงสามรอบสวนลุมก็จบแล้ว หลังเจอ คม ก็มาเจอกองทัพนักวิ่งระยะสิบโลกะห้าโล ทีนี้คนเต็มถนนเลย
.
แต่เราไม่สน เราคุมตัวเองให้อยู่ก็พอ ไม่ได้มาเอาชนะใคร นี่มาลงสนามแบบไม่ได้สนว่ามีใครอยู่ข้างหน้ากี่คนเลยอะ จริงๆ ก็เห็นชื่อขาแรงในรุ่นอายุตัวเองอยู่(พี่แฝดชลบุรี) แต่รู้ว่าเค้าแรงมาก ป่วยการจะปั่นเท้าตาม มันจะเป็นการฆ่าตัวตายซะเปล่าๆ 
.
วิ่งไปอีกไม่เท่าไหร่ เจอน้องแป้ง จริงๆ น้องนำมาตั้งแต่แรกๆ เลย แล้วช่วงกลางๆ เราก็แผ่วจนมองเกือบไม่เห็นน้องละ ใจก็ไม่ได้คิดว่าแซง แต่นี่เหมือนน้องแผ่ว ก็เลยให้กำลังใจกันและกัน บอกน้องแป้งสู้ๆ แล้วก็จัดการทิ้งน้องไป 555 เราเป็นมนุษย์ไม่กลัวเนิน ชอบมากตอนวิ่งลงเนิน ดังนั้น พอแข็งใจจ็อกขาขึ้นถึงยอดเนินได้ ขาลงนี่คือสวรรค์ ไม่ปล่อยโอกาสไปเฉยๆ ทำตัวเบา เอนตัว ปล่อยโลกดึง สับขาให้ทันและไม่วิ่งกระแทก จุดนี้คือฟินมาก ต้องระวังอีกอย่างคือ ระวังคนที่อยู่ข้างหน้า ละนี่คือเจอนักกีฬา ทั้งมินิและฟันรันด้วย แบบ ต้องระวังเด็ก ระวังคนเดิน บางช่วงต้องตะโกนบอกให้เค้าระวังตัว เพราะเราก็ไม่อยากกดเบรค
.
วิ่งไปอีกพักเจอเอก น้อง ผช ที่มาจากเชียงราย เมื่อคืนแชทกันน้องบอกจะคุมเพซ 4:50 ยังบอกน้องว่าคงเห็นหลังน้องซักสองสามโล ตอนที่เจอกันนั้นน้องก็คงจะหมด เป็นทางลงเนินพอดี ได้ยินน้องตะโกนแว่วๆ พี่นกแซงไปแล้วววว แฮ่ ไม่ได้แซงเฉยๆ พี่หยิ่งด้วยฮ่ะ ไม่พูดไม่จา ก็โลกมันดึงอยู่ หยุดไม่ได้ แตะเบรคคือการเสียโอกาส 
.
หลังจากนั้นเป็นเนินของจริง เข้ากิโลสิบหกแล้ว ปลอบใจตัวเองว่า อีกแค่สองรอบสวนลุมเอง ฮึบๆ ขาขึ้นพยายามเลี้ยงวัตต์ ยังไงก็ได้ให้มันใกล้เป้าหมาย ปลอบตัวเองว่าพอถึงยอดเนินก็สบายแล้ว -- ละก็คิดต่ออีกว่า อย่าลืมว่ากลับตัวแล้วต้องมาเจออีกรอบ ลงสบายเท่าไหร่รอบหน้าก็ทรมานเท่านั้น -- เนินขึ้นยังพอเคยฝึกมา ยังรู้ว่าต้องทำยังไง ยังคีพวัตต์ได้ดีกว่าตอนเจอลมซะอีก ต้องไปฝึกเล่นกับลมเยอะๆ แต่จะหาสนามลมได้ที่ไหนกันเล่า 
.
กลับตัวที่ กม. 18 กว่าๆ วิ่งมาได้หน่อยมารู้ตัวว่าแม่เหล็กหลุด
.
คืองานนี้เอาแม่เหล็กกำลังสูงมาใช้ติดบิบ ทดลองติดกับเสื้อแล้วเห็นว่ามันแน่นหนาดีไม่หลุดง่าย มั่นใจว่าถ้าไม่เอามือไปตวัดอย่างแรงจะไม่หลุดแน่ (ซื้อแม่เหล็กพลังสูงมาเพื่อใช้ในงานฝีมือนานแล้ว แล้วก็มีเยอะมากก็เลยหยิบมาใช้สี่ชุดแปดตัว) ลืมคิดถึงเรื่องลมไปเลย 
.
วิ่งมาครึ่งทางบิบก็ยังเรียบร้อยดีงามอยู่ เพิ่งมารู้สึกตอนนี้ว่าเฮ้ย มันหลุดไปสองจุดด้านซ้าย รู้เพราะลมมันตีบิบสะบัดมาทางขวา อ้าวเฮ้ย ... ตอนนั้นน่าจะโลสิบเก้าแล้วแหละ เป็นเนินที่ตะกี๊ลงมาสนุกๆ นั่นแหละ แต่ขากลับมันเป็นขาขึ้นไง ก็แบบ จากที่เพซตกเพราะความเป็นเนินอยู่แล้ว ต้องมาพะวงกะบิบอีก คิดในใจ เอาไงฟระ ถ้าต้องคอยเอามือจับไว้อย่างนี้ ท่าไม่สวย จังหวะพัง เพซเละ ไม่เข้าท่าแน่นอน ขาชะลอลงไปอีก คิดว่าเห้ย แกต้องตัดสินใจ ชะลอคือต้องยอม แล้วก็ย้ายแม่เหล็กจากฝั่งขวาชุดนึง ไปติดฝั่งซ้ายให้มันเป็นมุมทแยง คือ ขวาบน และ ซ้ายล่าง ตอนแกะก็ยากหน่อย ต้องล้วงมือไปใต้เสื้อ แล้วมันพลังสูงไง มันก็จะดึงยากนิดนึง ดึงแล้วต้องระวังไม่ให้มันหล่นหายอีก ตอนย้ายไปอีกฝั่งก็ต้องล้วงเข้าไปใต้เสื้ออีกรอบ จำไว้เลย สนาม windy city ไม่เอาแบบนี้นะแก
.
ติดเสร็จ ด้วยความที่ผ่อนเท้ามา มันก็เลยฝืดๆ เป็นเนินขาขึ้นด้วย ต้องกัดฟัน ท่องคาถาน้องพี่ปู ห้ามหยุด ห้ามเดิน เจอเนินห้ามร้อง ท่าเหมือนจ็อกแต่เพซเหมือนเดินแล้วตอนนั้น ช้ามากกกก ก้มหน้า กัดฟัน เงยมาอีกที โปรตุ้มแห่งชัตติ้งรันเนอร์นั่งอยู่ข้างหน้า ฮ่าๆ เข้ากล้องไม่ทันสินะ จ็อกอีกหน่อยเจอป๋ากบ กะลังลดกล้องในมือลง แล้วขยับตัวเหมือนหาจุดยืนใหม่ ละป๋ากบเหลือบมาเห็น ยิงข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิดมาก คาดว่า หน้าคงอืดเต็มเฟรมอินดี้แน่นวล ใครเจออืดๆ ไม่ต้องแท็กก็ได้นะฮะ 
.
แล้วในที่สุดก็ถึงยอด ลงเนินมาสวยๆ ระวังมากๆ หน่อย ช่วงนี้เด็กเยอะมาก เหลืออีกโลเดียว ซัดแหลก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าแก๊  เหลือไม่ได้นะ เหลือคือวิ่งสบายไป จัดไปให้สุด เข้าเส้นชัยเหลือบดูนาฬิกาหน้าเส้นบอกเวลา1:50:xx รับเหรียญ รับคูปองอาหาร เดินไป print ใบรายงานผล net time อยู่ที่ 1:49:49 หยิบสปอนเซอร์กระป๋องนึง จิบนิดๆ สลับกับน้ำเปล่า
.
เพซแต่ละกม. :

4:50 / 4:56 / 5:00 / 4:56 / 5:03 /
5:02 / 5:05 / 5:02 / 5:10 / 5:17 /
5:13 / 5:20 / 5:15 / 5:20 / 5:01 /
5:03 / 5:44 / 5:20 / 5:40 / 5:55 / 4:53 / 0:53(0.17 k)

การจิบน้ำวันนี้ จิบที่ กม. 2/6/10/12/14/18
.
รับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วไปเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง รอรับรางวัล ไม่ได้กินอะไรอื่นใด ทั้งๆ ที่ในกระเป๋ามี่ mixed nut แล้วก็เลยทำให้มีอาการมึนๆ กว่าจะได้กินก็เมื่อถึงโรงแรม สิบเอ็ดโมงแล้วตอนนั้น แต่พอกินแล้วก็ดีขึ้น
ถึงห้องนอนยกขาพาดกำแพง อาบน้ำ ลั้นลาได้
ขอบคุณอาปูสำหรับนัตตี้โบ๊ต และกล้วยน้ำว้าสองลูกนั้น 
ขอบคุณอิ๋วกะเอ๋ เป็นสารถี เป็นเพื่อนกิน เป็นเพื่อนนอน ขอบคุณอิ๋วที่มาลงสนามนี้ด้วยกันด้วย
ขอบคุณครูดินสำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี
ขอบคุณโค้ชม้อกที่มอบพลังให้ก่อนแข่ง
ขอบคุณโค้ชวินที่ปั้นร่างกายและจิตใจจนแข็งแรงขนาดนี้ เจอเนินขนาดนี้ยังไม่มีอาการบาดเจ็บใดใด มันคือสุดยอด
ขอบคุณทุกคนที่เชียร์ด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Amazing Thailand Marathon Bangkok 2018 : My 22nd Half Marathon : 4 Feb 2018

สถานที่วิ่ง : ถนนราชดำเนิน หน้าวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ
ปล่อยตัวเวลา : 04:45 น.

ตื่นมาพบว่าอากาศเย็น เย็นจนหนาว คว้าเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับชุดวิ่ง และนั่นคือจุดเริ่มของหายนะ
.
condition นักวิ่งวันนี้ : เป็นมนุษย์เมนส์วันที่ 3 และมีอาการตึงน่องมาตั้งแต่วันศุกร์บ่าย ๆ
.
เรียกแท็กซี่ออกจากบ้าน แล้วรู้ตัวตอนกลางทางว่าลืมการ์มิน ครั้นจะวนกลับไปก็ใช่ที่ ทำใจแล้วไปต่อ นึกย้อนไป อ้อ เราใส่เสื้อกันหนาว แขนเสื้อคลุมข้อมือ จึงไม่รู้สึกว่าข้อมือโล่ง ก็เลยไม่นึกถึงนาฬิกา
.
ถึงสนาม โทรหาพี่ปู ตามที่นัดไว้ว่าจะฝากของมีค่า (มือถือและเป๋าตัง) ไว้ที่พี่ปู เจอพี่ปูแล้วบ่นกะพี่ปูว่าลืมเอานาฬิกามา โชคดีพี่ปูพก milestone pod มาด้วย เหมือนจะรู้ว่ามันจะมีประโยชน์กะคนบางคน ก็เลยได้ pod ของพี่ปูมาใช้ ไม่รู้หรอกว่าวิ่งเสร็จมันจะซิงค์กะมือถือได้ไหม แต่ก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
.
ตอนจ็อกวอร์ม (วอร์ม ยืดเหยียด muscle activate ทำในบล็อก) เจอโอ๋ ไปรษณีย์ กับ พี่แมว (ขาแรงทั้งคู่) กำลังจะไปห้องน้ำกัน ก็เลยไปด้วย แล้วก็เลยเกาะติดกันไป ทุกคนได้อยู่บล็อกบีหมดเลย แล้วก็ชวนกันเล็ดรอดไปปนกะพวกบล็อกเอ ดังนั้น ตอนออกตัวก็จะอยู่หน้า ๆ หน่อย ออกตัวแรงมาก ไอ่เราไม่มีนาฬิกามาก็กะว่าจะเกาะพี่แมวไป เพราะถามแล้วเพซเป้าหมายใกล้เคียงกัน แต่ออกตัวปุ๊บ ทุกคนก็หายไปจากสายตา ไอ้เราก็รู้ละว่าแรงจัด ก็ปล่อยพวกเค้าไป มาสังเกตลมหายใจตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองวิ่งช้า เพราะดันไปเทียบกะคนอื่น มีหลายคนแซงไป และรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ ก็เลยไม่กล้าผ่อนเยอะ กลัวจะช้าไป (หมายใจว่าวิ่งยังไงก็ได้อย่าให้เพซเซอร์ 1:45 แซง) ที่ไหนได้ มาดูเวลาตอนวิ่งเสร็จ check point แรกที่ กม.4.5 นั่น เพซเฉลี่ย 4:37 ...ทำไปได้ไง ณ จุดนี้แอบดีใจที่ไม่มีการ์มินมา ไม่งั้นต้องผ่อนตั้งแต่ กม.แรก ๆ และอาจจะนอยด์ตั้งแต่โลแรกที่มันดีดขนาดนั้นและอาจทำเวลาไม่ได้ตามเป้า (ตั้งเป้าไว้ในใจที่ 1:45h)
.
ก่อนวิ่ง กินนัตตี้โบ๊ตไปหนึ่งชิ้นก่อนออกจากบ้าน (03:30น.) มันคือสแน็ค ประกอบด้วยแป้งพาย เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วต่าง ๆ และพก สปอร์ตบีนมา 4 เม็ดถ้วน กะจะเติมที่ กม.10 & 15
.
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ สังเกตร่างกาย สังเกตลมหายใจ ตอนวิ่งนี่ไม่มีอาการตึงน่องเลยแม้แต่นิด ทั้ง ๆ ที่ตอนเดินเช้านี้ยังตึง ๆ อยู่เลย มันคงใช้กล้ามเนื้อคนละชุดกัน จิบน้ำครั้งแรก จุดที่สองที่ทางงานจัดไว้ ครั้งที่สอง บนสะพานจุดแรก ครั้งที่สาม จุดแรกหลังกลับตัวบนสะพานพระราม 8
.
ตอนที่แซงพี่แมวมาได้นี่ดีใจมาก (น่าจะเกินสิบสามสิบสี่โลไปแล้ว) พี่แมวเป็นขาแรงระยะสิบโลที่ไม่เคยตามเค้าทัน ได้แซงในขณะที่เราเช็คร่างกาย ยังรู้สึกสด เคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ วันนี้รู้สึกร่างสด วิ่งสนุกตลอดทาง แอบเสียดายหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มินก็จะไม่มีข้อมูล hr ด้วย แง ๆ
.
ระหว่างทางมีฝรั่งคนนึงเหมือนเค้าจะหมายหัวเราเป็นคู่แข่ง พอเราแซงไปซักพัก นางก็จะเร่งฝีเท้าแซงคืน รู้จากลมหายใจว่าหอบมา พอแซงได้เค้าก็น่าจะผ่อน เพราะเราไปของเราตามจังหวะก็ตามไปแซงได้อีก เค้าก็ไม่ยอมแซงคืน จนท้าย ๆ นางแซงแล้วไม่ผ่อนลอยหายไป แอบจำเลขบิบนางมาเช็คผล นางเข้า 1:44:01 แต่ชื่อเป็นคนไทย คงจะซื้อบิบมาวิ่ง
.
หยิบ Beans ขึ้นมาอมเม็ดเดียวหลัง 15k ตอนนั้นเพซเซอร์ 1:45 จี้หลังมาแล้ว ได้ยินแว่ว ๆ เขาพูดกันว่าเหลืออีกสองรอบสวนลุม ก็ประมาณห้าโล โดนเพซเซอร์แซงไป ดังนั้นจุดให้น้ำถัดมาก็เลยไม่แวะ แซงเพซเซอร์มาได้ พยายามปลุกตัวเอง อีกนิด ๆ ถ้าเธอยอมแพ้ตอนนี้ เธอจะทำตามเป้าในใจไม่ได้ แล้วเธอก็จะไม่มั่นใจในการซ้อมที่จะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ปลายปี ดังนั้น เธอจงฮึด อย่ายอมแพ้ เจอพี่หมวยวิ่งมากะเพซเซอร์ 1:45 พอเจอช่วงลงสะพานก็อาศัยโลกดึงแซงพวกเค้าไป แต่ช่วงกิโลสุดท้ายก็โดนแซงกลับ ทำให้เข้าเส้นตามหลังพวกเขาประมาณ 100 เมตร (ตอนนี้คิดว่าเติมพลังน้อยไปด้วยก็เลยทำให้ช่วงสุดท้ายหมด เพซตกชัดเจน ครั้งนี้ไม่กล้ากินเพราะอากาศเย็นทำให้เริ่มปวดฉี่นิด ๆ ถ้ากินก็ต้องจิบน้ำตาม จะทำให้ปวดฉี่หนักขึ้น ก็เลยตัดสินใจไม่กินดีกว่า)
.
เข้าเส้นแล้วจ็อกไปหาพี่ปู ได้มือถือปุ๊บก็เปิดแอพเช็คเวลา ดีใจมากที่ทำได้ตามเป้าเป๊ะ ถ้วยกับเงินรางวัลที่ได้ถือเป็นของแถม เราพิชิตเป้าหมายในใจได้นั่นคือรางวัลหลักของเราแล้ว
.
เสียใจหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มิน ก็เลยไม่มีเวลาแต่ละแล็ปมาแปะ และด้วยความที่ใช้ milestone pod เป็นครั้งแรก ไม่เคย calibrate ให้เข้ากับตัวเอง ดังนั้นมันจึงเก็บระยะมาเกือบ 24 กิโลเมตร (ทั้งที่ตัดมาแค่ 1:45 ชั่วโมงที่วิ่ง)
.
ป.ล.หลังวิ่งเสร็จ ได้กินแตงโมไปสองสามชิ้น มาม่าสองสามคำ แล้วก็วุ่นวายกับการรับรางวัลนานมาก ได้กินจริง ๆ คือเที่ยงกว่า ๆ เติมสารอาหารเข้าร่างไม่ทัน ก็รู้สึกตึงเส้น ลามไปปวดหัว เกือบกินไม่ลง พอค่อย ๆ พยายามกินก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ตบท้ายด้วยกาแฟปั่นอีกแก้ว ฟินกันไป คราวหน้าต้องเตรียมตัวเรื่องโภชนาการให้ดีกว่านี้
.
ขอบคุณร่างกายนี้ ที่ยอมตามใจ ไม่งอแง(มากนัก)
ขอบคุณจิตใจนี้ ที่แข็งแรง ไม่นอยด์ทั้งเรื่องลืมนาฬิกา ทั้งเรื่องตึงน่อง
ขอบคุณครูดิน สำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี #ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งดีดีได้มาจากไหน
ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงทั้งกายและใจมาโดยตลอด





วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง



วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Chiang Mai Marathon 2015 : My 20th Half Marathon

ก่อนจะถึงจอมบึง สนามวิ่งที่ ๑ สำหรับปี ๒๕๕๙ เราก็ต้องมาบันทึกถึงสนามสุดท้าย ของปี ๒๕๕๘ กันก่อน

จริง ๆ สนามนี้เป็นสนามที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาแข่ง

เรื่องของเรื่องคือช่วงปลายปี เป็นช่วงที่ว่างงาน ไม่มีโปรเจคท์ พอได้อีเมล์จากนกแอร์ ประชาสัมพันธ์ตั๋วราคาดีดี ก็เลยคลิก ๆ จองดูเล่น ๆ ได้ตั๋วไปกลับราคาสองพันนิด ๆ ก็เลยจัดมา หาเรื่องไปนอนกอดหลาน สวัสดีป๊าม้าช่วงก่อนปีใหม่ ห่างไกลผู้คน หนีช่วงเทศกาลซะหน่อย ตั๋วที่จองได้คือบินไปเชียงใหม่ค่ำวันที่ ๑๕ ธันวา และกลับกรุงเทพ ๒๔ ธันวา

สองวันหลังจองเสร็จ เห็นว่า งานเชียงใหม่มาราธอนยังไม่ปิดรับสมัคร ก็เลยสมัครระยะฮาล์ฟซะหน่อยละกัน เผื่อได้รางวัลมาชดเชยค่าตั๋วเครื่องบิน ... แม้จะยังไม่ปิดรับสมัคร แต่ก็หมดระยะราคา early bird แล้ว ดังนั้น ค่าสมัครวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน จึงปาไปแปดร้อยบาทถ้วน (เท่าราคาระยะฟูลที่ขอนแก่นเลย -_-'')

วันแข่ง นอนสามทุ่ม ตื่นตีสามสิบนาที ออมเป็นสารถีขับรถพาไปแข่ง แถมพ่วงด้วยตำแหน่งช่างภาพอีกหนึ่งตำแหน่ง -- ขอบคุณนะ <3 --

วอร์มอัพ ๒ กิโลเมตร กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ได้แค่สองเที่ยวก็ได้ยินเสียงเรียกให้ไปยืนรอปล่อยตัวซะแล้ว

ตั้งเป้าไว้ที่ ๑ ชั่วโมงสี่สิบ เพราะอยากทำฟูลที่ ๓ ชั่วโมงครึ่ง (อาจหาญมาก ตั้งเป้าซะขนาดเน้ ก็นะ ..เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนไม่ใช่เหรอ)

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้

4:31.75 / 4:47.20 / 4:40.59 / 4:45.57 / 4:42.63 / 4:49.09 / 4:44.46 / 4:53.57 / 4:56.97 / 4:59.18 / 4:46.64 / 4:53.49 / 4:54.05 / 4:53.74 / 4:56.09 / 5:01.98 / 4:42.79 / 4:45.59* / 4:49.39 / 4:45.27 / 4:36.73 / 2:13.95 (0.46k)

* จิบน้ำ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วค่อย ๆ ปรับจังหวะ ให้สอดคล้องกับลมหายใจ เจอพี่แหม่ม-มณีรัตน์ตามมาทักตอนประมาณกิโลเมตรที่ ๒ ก็ปล่อยพี่แหม่มแซงไป เกรงว่าหากเร่งตามไปแล้วจะเสียจังหวะตัวเอง เดี๋ยวไปตายตอนท้าย ถึงอย่างนั้นเพซที่ กม. สาม ก็ฟ้องว่าเธอแอบเร่งตามเค้าไปนิด-นิด กว่าจะไหวตัวทัน (เพซกระตุกขึ้นไปที่ 4:40) รักษาจังหวะไปเรื่อย ๆ ไปแซงพี่แหม่มคืนตอนกิโลที่เจ็ด ช่วงจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุเทพ แล้ววิ่งตามถนนสุเทพไปเรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายอีกทีที่กาดพยอมเข้าถนนรอบเมืองเชียงใหม่ เส้นทางทับกับเส้นทางระยะเต็มมาราธอน แต่ของระยะฮาล์ฟจะไปกลับตัวประมาณ กม.ที่ ๑๓

ช่วงกลับตัวเป็นช่วงที่มืดมาก ไฟถนนไม่มี มืดราวกับวิ่งในถ้ำ วิ่งไปแบบไม่เห็นคนข้างหน้า ไม่เห็นทาง ไม่เห็นหลุมบ่อใด ๆ วิ่งไปภาวนาไปอย่าให้เจอหลุมเลย มิน่าล่ะ เค้าถึงได้แจกไฟส่องกบให้ใน race pack --เพิ่งจะถึงบางอ้อก็ตอนนี้ แต่ก็ไม่ทันละ ไม่ได้ติดมาด้วยเพราะไม่คุ้น-- เจ้าหน้าที่ต้องพูดใส่สปีคเกอร์ว่าให้กลับตัวตรงนี้ ถึงกระนั้น อิชั้นก็เลยไปสามสี่ก้าวก่อนเลี้ยวกลับตัว เพราะว่ามองไม่เห็นกระทั่งกรวยกั้น (เค้ามีมั้ยไม่รู้อะ รู้แต่ว่ามองไม่เห็น)

ด้วยความที่อากาศเย็น แม้ไม่เท่าปีที่แล้ว แต่นั่นก็เป็นผลดี ทำให้ไม่รู้สึกกระหายน้ำ กว่าจะจิบน้ำก็ปาไปกิโลที่ ๑๗-๑๘

งานนี้คุมจังหวะค่อนข้างดี ประคองมาเรื่อย ๆ มาเร่งสองโลท้ายตามที่ฝึกมา เร่งขึ้นก็สบายใจละ :)

เข้าเส้นชัยที่ ๑:๔๓.xx กับระยะ ๒๑.๔๖ กม. เป็นลำดับที่ ๑ ในรุ่นอายุ ได้ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านสมใจ :D

ได้ครีมกันแดดมาอีกกระบุงนึง :D



วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔ : My 19th Half Marathon


ชืองาน : ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔

สถานที่ : วิหารเซียน สัตหีบ

อันที่จริง ไม่ควรจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยข้ามปีแบบนี้เลย
ลืมหมดแล้ว ความรัก อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสนาม >.<

บ่ายของวันเสาร์ก่อนวันแข่ง ฝนตกหนักมาก จนแอบหวั่นใจ ว่าฝนจะตกวันแข่งมั้ยนะ ... ม่ายยยยย อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามกว่า ๆ ออกจากที่พักถึงสนามประมาณตีสี่ครึ่ง วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด ดริล สไตรด์ ตามสเต็ป แวะเข้าห้องน้ำจัดการข้าศึกให้เรียบร้อย ... พร้อมที่สุดละ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วจับลมหายใจ ค่อย ๆ เตือนตัวเองให้ก้าวขาตามจังหวะของตน ใจเย็นไอ้น้อง ถ้าไม่อยากตาย อย่าไปตามใครเค้า

จำได้ (อย่างเลือนลาง) ว่าเนินสุดท้ายก่อนกลับตัว (ประมาณ กม.ที่ ๗) เป็นเนินเดียวที่ต้องยั้ง ไม่กล้าจัดเต็มเนื่องจากกลัวหน้าจะทิ่มถ้าสับขาไม่ทันแรงดึงของโลก ซึ่งนั่นก็แปลว่าเนินแรกที่เจอหลังกลับตัวนี่มันก็จะหนืดสุดเหวี่ยง .. คือถ้าเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงพอ ฝึกซ้อมกับเนินมามากพอ เนินนี้ก็อาจจะเด็ก-เด็กสำหรับผู้นั้นก็เป็นได้ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หึ หึ หึ ความรู้สึกตามที่กล่าวมาเลย

พอเข้ากิโลที่ ๑๖ เริ่มหมดกำลัง และรู้สึกเหงาเปลี่ยวเดียวดายมาก ข้างหน้ามีผู้ชายนำไปห่าง ๆ เหลียวไปข้างหลังไม่เจอใครเลย พยายามเล็ง ผช ที่ใกล้ที่สุดไว้ไม่ให้คลาดสายตา ไม่ใช่อะไร กลัวจะเลี้ยวผิด!! ช่วงหลังนี่เป็นเนินหนืด ๆ ถามตัวเองซ้ำซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วระยะฮาล์ฟนี่คือระยะถนัด สนามโหดได้ใจจริง ๆ

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้ (สังเกตความเป็นเนินได้จากเพซ)

4:33.89 / 4:51.93 / 5:27.99 / 4:24.41 / 5:10.78 / 5:11.53 / 4:56.72 / 5:32.25 / 4:39.87 / 4:32.44 / 5:03.53* / 4:59.36 / 4:56.55 / 4:44.00 / 5:22.72 / 5:40.47 / 5:38.36 / 5:41.78 / 5:13.95 / 5:06.65 / 5:17.17 / 2:47.76 (0.56k)

สนามนี้เป็นสนามแรกที่มีความรู้สึก "เมื่อไหร่จะถึงซะที" คือวิ่งระยะมาราธอนมาสามสนาม ยังไม่เคยรู้สึกขนาดนี้เลย ช่วงสองสามร้อยเมตรสุดท้ายนี่คือความยาวนานในความรู้สึกมาก ๆ เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่ ถ้าปีหน้าจะมาอีกก็คงเพราะอยากรู้ว่า ความรู้สึกนั้นจะเกิดซ้ำอีกไหม เราจะเอาชนะมันได้ไหม ... ฮือม์ คิดแล้วก็น่าลองแฮะ

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ยืดเหยียด รอรับถ้วยรางวัลโอเวอร์ออลฝ่ายหญิง รับจากมือครูดินกันเลยทีเดียว :D





วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

River Kwai International Half 2015 : My 17th Half Marathon

กลับมาเยือนอีกครั้ง กับสนามในดวงใจ RiverKwai International Half Marathon

มากี่ครั้งก็วิ่งอยู่ที่ระยะนี้ ด้วยความชอบส่วนตัว ค่าสมัครวิ่งเท่ากันทั้งระยะฮาล์ฟและมินิ ดังนั้น จ่ายแล้วควรวิ่งให้คุ้ม .. ระยะฮาล์ฟได้วิวจุใจกว่าด้วย

ปีนี้เปลี่ยนสปอนเซอร์ จาก Mizuno เป็น New Balance แต่หลายคนก็ยังเรียกชื่องานว่ามิซูโน่ริเวอร์แควกันอย่างติดปาก

ออกจากกรุงเทพแปดโมงนิด ๆ แวะหม่ำมื้อเที่ยงบ่ายโมงหน่อย ๆ ถึงโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจบ่ายสองกว่า ๆ เช็คอินที่โรงแรม ที่พักก็เป็นแบบเรือนแพที่เพิ่งซื้อต่อจากห้อง "แบ่งปันฯ" ที่มีสมาชิกหลายท่านจองไว้ แต่ติดงานสำคัญ-ธุรกิจด่วนทำให้มาไม่ได้พอดี โชคร้ายของท่านที่มีกิจทำให้อดวิ่ง ทำให้เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ทำให้มีที่นอนสบาย ๆ ใกล้จุดปล่อยตัว

เรือนแพหลังหนึ่งแบ่งเป็นสามห้อง ค่าที่พักเรือนแพห้องละ ๒๘๐๐ บาท  ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับความสะดวกที่ได้รับ ตอนเช้าไม่ต้องเดินทางมาเอง ลืมตามาเปลี่ยนชุดออกไป มีรถบริการรับส่ง ณ จุดปล่อยตัวด้วย

ในห้องมีเตียงใหญ่ นอนได้ ๒ คน ๑ เตียง และเตียงเล็ก นอนคนเดียว อีกหนึ่งเตียง มีระเบียงสำหรับนั่งชมวิวแม่น้ำแควชิล ๆ คอเบียร์ถ้าได้จิบเบียร์ไปด้วยก็คงพริ้มมมม

นอกจากนั้นก็ยังมีคูปองอาหารเย็นสำหรับ ๒ ท่าน (ส่วนอาหารเช้า มีคูปองมากับบิบอยู่แล้ว) ห้องกว้างพอที่จะปูนอนได้อีกสองสามคนเลยล่ะ ถ้าเป็นคนกินง่ายนอนง่ายนอนพื้นแข็งได้ เพียงแต่ต้องหาเครื่องนอนมาเอง -- อ้อ .. ที่จริงในตู้มีหมอนสำรองให้อีกใบด้วย ถ้าเตรียมตัวมาดี เตรียมอาหารมาเองก็จะประหยัดไปอีก แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา ซื้อคูปองอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์เพื่อกินพร้อมกะเพื่อนร่วมห้องด้วยก็สะดวกดี ราคาอยู่ที่ ๓๒๐ บาทต่อหัว

ด้วยความที่เพิ่งได้ที่พักมาหมาด ๆ ก็เลยกะไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นห้องพัก ว่าจะเนียนนอนกันสี่คน ก็เตรียมถุงนอนเครื่องนอนกันมา กะว่านอนพื้นสองคนแหละ แต่พอเห็นห้อง โอ้ สบายมาก ต่อให้มาอีกสองก็ยังไหว ทางโรงแรมก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักในเรื่องของจำนวนคน แค่ว่า ถ้ามากันเยอะก็ต้องบริหารเวลาเรื่องห้องน้ำห้องท่ากันเอง

นี่มากันสี่คน ซื้อคูปองอาหารเย็นเพิ่ม ๒ ใบ รวมจ่ายไปทั้งสิ้น ๒๘๐๐ + ๖๔๐  หารกันก็ตกหัวละ ๘๒๐ ถือว่าโอเคแหละ

(เขียนเรื่องที่พักเยอะราวกับรีวิวเชียวเนอะ ฮ่า ๆ)

อะตัดมาตอนเช้า

วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วเดินขึ้นไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากคนเยอะ รถบริการไม่ทัน พวกเรา(พร้อมครูดิน)ก็ขี้เกียจคอย ก็เลยเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย ระยะทางเกือบกิโลเท่านั้นเอง เอาของไปฝาก ณ จุดฝากของ เดินฝ่าหมู่นักวิ่งซึ่งเยอะมากไปยังหน้าเส้น ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย คนก็เยอะมากแล้ว ก็เลยแทรกตัวแล้วไปยืนจ๊อกถี่ ๆ หน้าเส้นเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ด้วยความที่มาสนามนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สภาพสนามเป็นยังไงก็พอรู้อยู่ ห้ากิโลแรกไม่กดดันตัวเองมาก หวังแค่เพซเฉลี่ยห้าโลบนสภาพเนินขึ้นล้วน ๆ ไม่ให้หล่นไปต่ำกว่า ห้าครึ่งก็พึงพอใจ แล้วไปทดเอาขาลงเนิน เหินลงด้วยแรงดึงดูดของโลก ปล่อยให้โลกดึงร่างไปสบาย ๆ ไม่ต้องใส่แรง แค่สับขาให้ได้จังหวะพอเหมาะกับแรงดึงที่โลกส่งมา ลั้นลา ลั้นลา  ฟินนนนนนนนนน

วันนี้เป็นวันที่วิ่งแบบไม่ได้นับก้าว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนเริ่มวิ่ง แล้วก็เลยไม่นับไปเลยแล้วกัน เจอพี่น้องนักวิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาก็ทักทายกันไป ไปได้เกือบสองโลเจอครูดินวิ่งไล่ขึ้นมา ก็ได้วิ่งกับครูพักใหญ่ ก่อนครูจะทิ้งไปเพื่อกลับตัวระยะมินิ อิชั้นวิ่งฮาล์ฟก็วิ่งต่อไปข้างหน้า เห็นสาวเสื้อดำฟ้อนต์เหลือง น้อง snail gang เสื้อเหลือง น้องเพ็ญเสื้อเขียว ธกส พอช่วงลงเนินที่ถนัด ก็ได้โลกช่วยดึงแซงน้องเสื้อเหลือง กะ น้องเสื้อเขียวได้พักนึง อีกพักน้องทั้งสองก็เร่งแซงขึ้นมา ในใจก็คิดว่า ไปเหอะ ป้าไม่ตามไปแซงหรอก ส่วนน้องเสื้อดำฟอนต์เหลือง (มารู้ทีหลังว่าคือน้องอุ้งขาแรงแห่งโตโยต้า) เค้าไปไกลเกินจะสาวเท้าตามแล้ว ...

กลับตัวเจอหนุ่มฝรั่งคนนึงยืนคอยเชียร์ (หรือทำงาน?) อยู่ ฮีบอกกับฉันว่า fifth place women แล้วกางนิ้วห้านิ้วเป็นเครื่องหมายของเลขห้า ฉันก็เลยแปะมือ hi-5 กะฮีเรียกพลังฮึดซะหน่อย แล้วไปต่อ พอกลับตัวแล้ว ได้ยินเสียงเรียกเชียร์เป็นระยะ ก็นะ ด้วยความที่สายตาก็สั้น แถมนิสัยส่วนตัวตอนวิ่งต้องหยิ่งให้เต็มที่ บางทีก็เลยไม่ได้หัน ได้แต่ยกมือแสดงว่ารับรู้ ในใจนั้นขอบคุณทุกเสียงที่ส่งมานะคะ

ระหว่างวิ่ง มีอาการเสียดท้องเป็นระยะ ก็ควักธรรมะออกมาช่วย ดูมันไป ความเสียดนั่นก็ไม่ใช่เรา มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แทรกมา มันมาได้แพพ ๆ แล้วมันก็หายไป ใจไปจ่อกับเท้าที่กำลังก้าว แขนล่ะ เป็นยังไง จินตนาการถึงวงล้อที่อยู่ข้างหน้า แขนสองข้างพับ-ดึงศอก ตีล้อให้ไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่อเนื่อง วงล้อก็คือขาสองข้างนั่นแหละ แขนตี ขาดึงเป็นวง จังหวะหายใจสัมพันธ์กัน มันก็สนุกกับการวิ่งต่อเนื่องไป ดูร่างกายมันทำงานไป ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ฝึกทั้งกายทั้งใจในคราวเดียว

ปีนี้ไม่มีพี่ตุ้มมาฟาดฟันก่อนเข้าเส้น กิโลสุดท้ายเลยเร่งได้นิดเดียว ไม่กระชากขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะอย่างปีที่แล้ว - นิสัยเสียส่วนตัว ไม่มีใครให้หมายตาแข่ง ก็ไม่ยอมเร่งซะอย่างนั้น

อากาศวันนี้ดีมาก เย็นสบาย ท้องฟ้ามีหมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ให้ อดเห็นไข่แดงหลังจากกลับตัวเหมือนปีก่อน แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องโดนแดด ถือว่าพอให้อภัย ข้างทางเป็นสนามเขียว ๆ แซมด้วยรั้วไม้ขาว ๆ เบื้องหน้ามีหมอกหนาพาดผ่านทิวเขา โอ้ .. ชีวิตดี

เสียบรรยากาศไปบ้างกับขบวนรถที่สัญจรไปมา ปีนี้รู้สึกรถมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อกลับตัวมาแล้ว รถบรรทุกเยอะมาก ปีที่แล้วยังได้ hi-5 กับหลายคน แต่ปีนี้หาจังหวะไม่ได้เลย ...อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่จะประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนแค่ปีละห้า-หกชั่วโมง ตีห้าครึ่งถึงสิบเอ็ดครึ่ง-อะไรงี้

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.54 / 5:06.23 / 5:27.60 / 5:10.51 / 5:27.21 /
5:02.24 / 4:45.21 / 4:50.93 / 4:36.02 / 4:49.65 /
4:53.82* / 5:07.22 / 5:22.88 / 5:02.32 / 5:02.71 /
4:50.39 / 4:36.61 / 4:41.94 / 4:41.45 / 4:51.84 / 4:46.59

 * จิบน้ำ

เนื่องจากมีความรู้สึกส่วนตัวว่า FR220 ที่ใช้อยู่มันมีความเพี้ยนอยู่เล็กน้อย จึงไม่ใส่ใจที่จะเทียบกิโลต่อกิโลกับผลงานปีที่แล้ว เอาเป็นว่า รวม ๆ เร็วขึ้นครึ่งนาที พี่ก็พอใจละ

(เข้าเส้นเป็นคนแรกของผู้หญิงกลุ่มอายุ ๔๐-๔๙ ปี ด้วยเวลา chip time : 1:43.43)

เข้าเส้นแล้วจ๊อกคูลดาวน์ รับของที่ฝากไว้ ยืดเหยียดเยอะ ๆ จบการแข่งขันแต่เพียงเท่านี้ รีรอจนเจ้าหน้าที่ประกาศผลการแข่งจากชิปเป็นที่เรียบร้อย ค่อยลงไปกินข้าวพร้อมรอรับถ้วยรางวัล ปีหน้า มาใหม่แน่นอน


ปีที่แล้ว


ปีนี้




วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Tokyo Marathon 2015 : My 3rd Marathon

20  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบแรกกับออม รับบิบและช็อปปิ้ง หมดไปหลายหมื่นเยน -_-" 
21  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบสอง กับครูและเพื่อน ๆ ที่มากับ KNT  สอยรองเท้าไปอีกคู่
       คืนนั้น เข้านอนห้าทุ่มกว่า

ไปค้นหาชื่อตัวเอง ที่งาน Expo ..หาเจอด้วยนะ!!



22 กุมภาพันธ์

ตื่นตีห้ากว่า ๆ แต่งตัว แล้วลงไปกินข้าวที่ห้องอาหารโรงแรม เจ็ดโมงสิบห้าได้เวลานัดหมาย เรียวซังพาเดินไปจุดปล่อยตัวของแต่ละบล็อค ฝนตกปรอย ๆ ยิ่งเสริมความหนาวเข้าไปอีก ซึ่งอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสก็ไม่ธรรมดาสำหรับนักวิ่งเมืองร้อนอย่างฉันอยู่แล้ว  ดีที่เตรียมตัวมาพร้อม ใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อ เสื้อกล้ามชมรม กางเกง cw-x รุ่นขายาวถึงข้อเท้า สวมแจ็กเก็ตชมรม (ชุดดับเพลิงในสายตาใคร ๆ) อีกชั้นหนึ่ง โชคดีที่เอาเสื้อกันฝนมาด้วย ตามคำแนะนำของหลาย ๆ คน เสื้อฝนนี่กันทั้งละอองฝน และทั้งไอหนาวได้ดีทีเดียว

ถึงจุดรับฝากของ ก็เข้าคิวเอาของไปฝาก ก่อนถึงจุดรับฝาก จะต้องเข้าแถวผ่านด่านเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจว่า ไม่มีของต้องห้าม ใครเอาร่มมาก็ต้องทิ้งกันตอนนี้ ตอนฝากของ เจ้าหน้าที่ถามว่า มีของมีค่าอะไรไหม ตอนแรกไหวตัวไม่ทัน บอกว่ามี เจ้าหน้าที่คืนมาทั้งถุงแล้วบอกว่า หยิบออกด้วย ไม่รับฝากของมีค่า ฉันเลยเปิดถุง ทำท่าคิด แล้วบอกว่าไม่มีอะไร (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มีทั้งมือถือ กระเป๋าตัง ไอแพดและสัมภาระครูดิน ฯลฯ)  ฝากของเสร็จแล้วเข้าห้องน้ำ คิวห้องน้ำยาวและมีจำนวนหลายแถว แต่จำนวนห้องน้ำเยอะอยู่จึงเข้าแถวไม่นานมาก จากนั้นจ๊อกวอร์ม ยืดเหยียดนิดหน่อย แล้วไปรอปล่อยตัวในบล็อค G พร้อมยุ้ยกับพี่มาร์ค ไม่ได้ดริล แต่ได้สไตรด์นิดนึง

ชิปน่ารักเนอะ เป็นของที่ระลึกอีกชิ้น


ออกตัวกิโลแรกไม่ช้ามาก เพซอยู่ที่ 5 ครึ่ง ใจชื้นขึ้นมาเพราะทีแรกนึกว่าจะช้าเพราะติดคนเหมือนตอนไปวิ่งที่สิงคโปร์ กิโลถัดมาก็วิ่งจับจังหวะไปเรื่อย ๆ กะให้ไม่เกิน 5:20 ตามเป้า

-----------------------------------------------------------
โน้ต : ตั้งเป้าไว้ที่ 3:45 เนื่องจากจะทำเวลาให้ผ่าน Boston Qualified ซึ่ง ระยะมาราธอนภายใน 3 ชั่วโมง 45 นาทีนี้จะต้องวิ่งด้วยเพซเฉลี่ย  5:20
-----------------------------------------------------------

วิ่งไปซักเจ็ดแปดกิโลก็เริ่มร้อนเพราะเสื้อกันฝนเก็บไอร้อนจากตัวไว้  ก็เลยถอดออกและฝากทิ้งไว้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครซึ่งมากันอย่างหนาแน่นตลอดทาง วิ่งไปเรื่อย ๆ คุมเพซได้ค่อนข้างดี มาพลาดสะดุดพรมเช็คพอยท์ที่ กม. 15.5 (lap 16) ถลาตัวลอย เข่าน่าจะถลอกทั้งสองข้าง แต่ตอนนั้นมันไม่รู้สึกอะไร พลิกตัวยืนได้ก็ออกวิ่งทดสอบ ไม่เจ็บไม่ปวดก็วิ่งต่อ กลายเป็นว่าแลปนั้นและแลปถัดมาทำเวลาดีสุดใน 42 กม. ที่วิ่งเลยทีเดียว

ล้มปุ๊บลุกปั๊บ ร่องรอยมีเท่านี้ อาการเจ็บไม่มี ก็ไปต่อ :)
การวิ่งสนามนี้ เป็นการวิ่งในเมืองแท้ ๆ เส้นทางวิ่งเริ่มที่ Tokyo Metropolitan Government  Buliding (Shinjuku) กลางใจเมือง แล้วผ่าน > Iidabashi > Imperial Palace > Hibiya > Shinagawa > Ginza > Nihombashi > Asakusa Kaminarimon Gate > Tsukiji > Ariake (Toyosu)  แล้วไปสิ้นสุดที่ Tokyo Big Sight ซึ่งข้าวของที่ฝากไว้ จะถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามหมายเลขบิบเป็นโซน ๆ ง่ายต่อการค้นหาอย่างมาก

เป็นระเบียบเรียบร้อย

สองข้างทางของสนาม จะมีกองเชียร์ตลอดทาง มากันเป็นครอบครัวก็มี ลูกเด็กเล็กแดงจูงกันมาเชียร์  มีการแสดงจัดไว้หลายสิบจุด แต่ฉันไม่ค่อยได้ดูหรอก ที่จำได้แม่นก็เห็นจะเป็นการแสดงลุงป้าใต้สะพาน อย่าได้ถามว่าสะพานอะไร จำชื่อไม่ได้ รู้แต่ว่า อยู่ในช่วงครึ่งทางหลังแน่ ๆ คุณลุงคุณป้ายืนเรียงเป็นแถว เป็นการขยับตัวเข้าจังหวะ หันซ้ายทีขวาที อันที่จริง ถ้าได้มาวิ่งชิล ๆ เสพการแสดงทุกจุดก็น่าจะดีแฮะ ไม่เน้นวิ่ง เน้นเสพบรรยากาศ ... น่าจะทำอย่างนี้สักปี (ถ้ามีเงินเหลือ)

เท่ปะล่า


ช่วงกลาง ๆ ของรูทวิ่ง ได้ไปกลับตัวที่หน้าวัดอาซากุสะด้วย จังหวะนั้นมีช่างภาพดักถ่ายภาพ ฉันแอบขอพรจากวัดนี้เบาเบา ขอให้ทำเวลาได้ดังใจด้วยเถอะ อย่าเพิ่งหมดแรงไปก่อน

เวลาไปตกช่วง กม. 27-32 คำนวณแล้วทดไว้เยอะอยู่เลยไม่กังวล มาเร่งเอาห้าโลท้ายตามตำราครูดิน ไปแผ่วสะพานสุดท้ายก่อนเข้าเส้น เวลารวม 3:43.40 ชั่วโมงกับระยะที่จับได้ 42.95 กม.


เวลาแต่ละ กม. เป็นดังนี้

5:34.34 / 5:15.08 / 5:09.58 / 5:18.64 / 5:15.80 / 5:16.89 / 5:15.75 / 5:22.77 / 5:13.91 / 5:23.76 / 5:13.85 / 5:02.01 / 5:29.57 / 5:18.19 / 5:10.37 / 4:48.90* / 4:36.63 / 5:06.85 / 5:11.64 / 5:05.38 / 5:07.73 / 5:07.69 / 5:11.45 / 5:05.35 / 5:12.17 / 5:06.79 / 5:23.86 / 5:28.36 / 5:26.00 / 5:15.63 / 5:25.12 / 5:25.68 / 5:12.48 / 5:12.46 / 5:08.30 / 4:56.15 / 5:06.69 / 4:57.21 / 4:53.30 / 511.98 / 5:13.66 / 5:35.14 / 4:57.33 (0.95k)

 * เหินนนนนน


สำเร็จแล้ว สอบผ่านแล้ว เย้!!





เข้าเส้นจ๊อกไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดรับผ้าขนหนู เหรียญ น้ำ กล้วย ส้ม เกลือแร่ ไปหยุดจ๊อกตอนเจอ จนท แล้วรีบถามหา medical service เพื่อทำแผล เลือดที่ออกตั้งแต่ กม. 16 แห้งกรัง ทำให้กางเกงติดแผล ค่อย ๆ ลอกออกแล้วให้ จนท. ตัดกางเกงส่วนเข่าทิ้งเพื่อทำแผล เสร็จแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง ยืดเหยียดรอออม แล้วเพิ่งมารู้ภายหลังว่าครูวิ่งเต็มระยะ แถม จนท ไม่อนุญาตให้เดินกลับเข้าไปรอครูที่สนามแข่ง จึงไปรอ ณ จุดมีตติ้งพอยท์กับคุณจอห์นเป็นชั่วโมง ใจคอไม่ค่อยดีเพราะรู้ว่าครูไม่ได้ซ้อม ไม่ได้เผื่อใจว่าจะมาวิ่งระยะเต็มมาราธอน เดินไปจุดประชาสัมพันธ์เพื่อขอประกาศตามหา แต่ จนท. แจ้งว่าไม่มีบริการนี้ กลับมาทำใจยืนคอยที่จุดเดิม จนกระทั่งได้รับข้อความจากน้องมินท์ ว่าครูอยู่ในโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ติดต่อกันได้แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย 

เข้าเส้นแล้วรับของที่ระลึก
เจอครูแว้ว ดีใจ ๆ 

ฟินิชเชอร์เอ้อ เอ้อ เอ้อ :D






วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Chombeung Marathon 2015 : My 15th Half Marathon : 18 Jan 2015

นอนสามทุ่มเศษ ตื่นเกือบตีสาม

ถึงสนามตีสามครึ่ง รอส่งมาราธอนเนอร์ (ช่วงส่งมาราธอนเนอร์เสร็จนี่ อยู่ ๆ ก็มีอาการไม่ค่อยอยากวิ่ง เกือบจะงอแงละ อาจเป็นเพราะหลังเชียงใหม่มาราธอนมานี่ ซ้อมสิบโล สิบห้าโลไม่ได้ดีเท่าไหร่ เลยไม่อยากลงสนาม แต่ในที่สุดก็เอาวะ สมัครมาแล้วนี่) แล้วไปฝากของ เข้าห้องน้ำ ผจญกับอาการส้วมเต็มไปราว ๆ สิบห้านาที เกือบราดไม่ลง เหงื่อตกเลยทีเดียว

ออกมาวอร์มอัพสิบนาที กายบริหาร ยืดเหยียด หาบริเวณสไตรด์ยากมากเนื่องจากนักวิ่งเยอะและใกล้เวลาเช็คอิน เลยใช้วิธีจ๊อกเร็วอยู่กับที่แทน

ยังคงคอนเซ็ปท์ กรีนรันเนอร์ :)
เห็นถ้วยใบไม้ในมือนั่นไหม?
ออกตัวได้ไม่เท่าไหร่ รู้สึกได้ว่ามีอะไรสะบัดกระทบเท้า ก้มมองก็พบว่าเชือกรองเท้าหลุด เชียร์ส์ส์ (สบถเบา ๆ) แล้วคิดต่อว่าเอาไงดีว้า ในที่สุดก็ยอมเข้าข้างทางผูกเชือกให้ดีก่อน ผูกตอนนี้ดีกว่าทนรำคาญ แล้วในที่สุดก็ต้องแวะผูกอยู่ดี (ซึ่งถึงตอนนั้นอาจกำลังเครื่องติดแล้ว ต้องมาเบรค คงไม่ดีแน่) วันนี้เอา Saucony Kinvara 5 ที่ซื้อเมื่อคราวไปสิงคโปร์มาออกงานครั้งแรก ตอนแรกว่าจะใช้เป็นรองเท้าซ้อม แต่วันก่อนซ้อมแล้วรู้สึกดี เลยลองเอามาลงสนาม  เสียเวลาผูกเชือกแป๊บนึงแล้วออกวิ่งต่อ ได้ยินเสียงใครซักคนพูดลอย ๆ ว่า "อ้าว ทำไมวันนี้น้องนกมาอยู่ตรงนี้" แหะ ขออภัยน้องไม่ได้หันไปตอบ อีกพักนึงไล่ตามเพนท์ทัน เพนท์ก็ถาม "พี่นกไปทำไรมา" ด้วยความที่เพิ่งผูกเชือกเสร็จ ต้องเร่งชดเชยที่เสียเวลาไป เลยตอบเพนท์ไปสั้น ๆ "เชือก" .. ได้แต่หวังในใจว่า เสียงคงไม่ต่ำไปจนน้องคิดว่าอิชั้นหยาบคาย ตอบไป ว่า "เผือก" นะน้องนะ

อากาศวันนี้เย็นสบาย เร่งชดเชยช่วงผูกเชือกรองเท้าไปแป๊บนึงแล้วก็นึกได้ว่า ใจเย็น ๆ การเร่งตั้งแต่กิโลแรกไม่ใช่เรื่องดี คิดได้แล้วจึงวิ่งหาจังหวะเหมาะแล้วก็นับก้าวไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดให้น้ำจุดแล้วจุดเล่า ยังไม่หิวน้ำ ประกอบกับฝึกซ้อมความอดทนต่อการเสพน้ำมาพอควร จุดแรกที่จิบ จึงอยู่ใน กม.ที่ ๑๒ ก่อนกลับตัวระยะฮาล์ฟหน่อยนึง

พอกลับตัวมาซักพัก ก็เริ่มมีพี่ ๆ น้อง ๆ ทักทาย เรียกชื่อ ปรบมือ ให้แรงใจ ส่งเสียงเชียร์ ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง รู้ตัวคนเรียกบ้าง ไม่รู้บ้าง ได้ยกมือตอบบ้าง (เหมือนจะ)เพิกเฉยบ้าง ก็ขอขอบคุณทุกเสียงเชียร์ ทุกแรงใจ ... วิ่งมาอีกหน่อย เจอหลวงพ่อนั่งคอยประพรมน้ำมนต์ ก็ได้หันไปยกมือไหว้รับพรรับน้ำมนต์จากท่าน ดูไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่นาทีนั้นก็ไม่สามารถจะชลอได้ แหม่ ... ขากำลังปั่นได้ที่เลย

อีกพักนึง พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ อวดโฉมเป็นไข่แดงดวงเบ้อเร่ออยู่ตรงหน้า งามจับตาจับใจ ถึงกับเคลิ้มและแอบคิดถึงแดนอาทิตย์อุทัยที่เรากำลังจะไปเยือนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ... อาห์ (โน้ต : ข้าพเจ้าจะไปวิ่งระยะเต็มมาราธอนที่สนามโตเกียวมาราธอนเดือนหน้านี้)


ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:47 / 4:36 / 4:51 / 4:58 / 4:59 / 4:55 / 4:57 / 4:47 / 4:49 / 4:49 / 4:58 / 4:56* / 4:46 / 4:44 / 4:50 / 4:48 / 4:46 / 4:42 / 4:46 / 4:33 / 4:30 / 0:33 (0.11 k)
* แวะจิบน้ำ

วันนี้เป็นอีกวันที่วิ่งสนุกมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่วิ่งคุมจังหวะได้และไม่มีอาการเสียดท้อง เมื่อนั้นจะวิ่งอร่อย วิ่งไปเรื่อย ๆ บางกิโลแอบผ่อน แต่ไม่ยอมให้แตะ 5 บางกิโลมีคู่แข่งให้เก็บอยู่ข้างหน้าก็เร่งขึ้นนิดนึง (และเวลากิโลนั้นก็จะโดดขึ้นมา)

สองกม.สุดท้ายแรงยังเหลือ เห็น ผญ ชุดฟ้าน้ำเงินอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก เช็คร่างกาย เช็คขา เช็คลมหายใจว่าเร่งไหว แล้วเพิ่มความเร็ว แซงขึ้นมาได้ และแรงยังดีอยู่ ก็เลยได้เร่งสองโลท้ายตามตำรา เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ด้วยเวลา ๑:๔๑:๑๗ ทำนิวพีบีระยะฮาล์ฟด้วย ... เยสสสส



เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ด้วยการจ๊อกเบาไปหาน้องจิ๊บเพื่อมอบผ้าขนหนูวิ่งวัดใจฯ ยืดเหยียดระหว่างไปรอเชียร์พี่ ๆ น้อง ๆ จบการแข่งขันด้วยความฟินไปอีกวัน :D

ความรู้สึกหลังวิ่ง : รู้สึกดีใจที่ในที่สุดก็วิ่งเต็มที่แม้จะมีอาการไม่ค่อยอยากขึ้นมาแว้บนึงในตอนแรก และ อยากเร่งสองโลท้ายได้ในระยะเต็มมาราธอน  คงรู้สึกดีพิลึก

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Chiang Mai Marathon 2014 : My Second Marathon : 21 Dec 2014

ปีที่แล้ว ไปวิ่งมาราธอนแรกไกลถึงสิงคโปร์
มาปีนี้ เลือกสนามที่สองที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลสองข้อคือ
หนึ่ง อยากวิ่งในบ้าน .. หมายถึงว่าในไทย ไม่ต้องโกอินเตอร์ไปวิ่งระยะฟูลบ้านอื่นเมืองอื่น
สอง ถือโอกาสไปนอนกอดหลาน ไปกอดป๊ากอดม้าให้หายคิดถึง ค่าที่ว่า ปีที่แล้วมัวแต่มีรายการวิ่ง ไม่ได้ไปเชียงใหม่เลย (**โน้ตไว้สำหรับใครที่ไม่รู้ ข้าเจ้าบ่ใจ้สาวเจียงใหม่ แต่น้องชายไปตั้งรกรากที่นู่น ผลิตหลานชายมาสามหน่อ แล้วเลยขนป๊าขนม้าไปอยู่นู่นด้วยเลย)

จองตั๋วไปเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภา
บอกกล่าวโค้ชดินสุดหล่อตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อขอตารางซ้อม
และสมัครวิ่งระยะฟูล ตั้งแต่แรก ๆ ที่เปิดรับสมัคร

งานเชียงใหม่มาราธอนปีนี้ จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม
อิฉันบินไปเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ธันวา พอเช้าวันที่ ๑๙ ก็ออกไปจ๊อกเบา ๆ ตามสูตร
อากาศเย็น อุณหภูมิอยู่ในช่วงสิบห้าถึงสิบแปดองศา ก็ตื่นแต่ตีสี่ เพื่อจะทดสอบวิ่งกับสภาพอากาศคล้ายวันจริง แต่งตัวด้วยชุดวิ่งที่คิดว่าจะใช้วันแข่ง จ๊อกออกไปนอกบ้าน วิ่งมันบนถนนในหมู่บ้านเนี่ยแหละ

ออกตัวไปไม่กี่ร้อยเมตร ได้ยินเสียงหมาเห่า รู้ล่ะว่าเป็นหมาของเพื่อนบ้าน รู้ด้วยว่าบ้านไหน รู้อีกว่ามันอยู่ในบ้านออกมาไม่ได้แน่ ๆ แต่ก็ไม่วายเหลียวหน้าเหลียวหลัง เป็นเหตุให้ลืมสนใจทางวิ่ง ซึ่งมีลูกระนาดอยู่เบื้องหน้า ประกอบกับความมืด ด้วยมีต้นไม้ตะคุ่ม ๆ และมันเพิ่งจะตีสี่ครึ่ง

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็ถลาลงไปกองกับพื้นแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่า cw-x ตัวเก่ง ตัวเดียวกับที่ไปวาดลวดลายฟูลมาราธอนแรกที่สิงคโปร์ ความยาวถึงข้อเท้านั้น ได้ขาดซะแล้วที่เข่าทั้งสองข้าง

ย่องเข้าบ้านเงียบ ๆ สำรวจแผล อือม์ ถลอกนิดหน่อย ... เข้าไปใช้ฝักบัวฉีดน้ำประปาล้างแผลที่เข่าสองข้าง มือก็ถลอกด้วยเล็กน้อย ซักพัก เลือดค่อย ๆ ซึม แผลไม่ลึก แต่กินบริเวณค่อนข้างกว้าง ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วหยดเบตาดีน

อัพรูปขึ้นเฟซให้ชาวบ้านช่วยกันตกใจ แล้วก็ได้รับคำแนะนำจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่หวังดี ให้ไปหาหมอเพื่อล้างแผลและขอยาชนิดครีมมาทาเพื่อให้มันไม่ตึง วันมะรืนจะได้พอวิ่งในสนามแข่งได้

เจี๊ยกกกกกกกก


แผลดูน่ากลัว แต่มันไม่ได้รู้สึกเจ็บอย่างที่ตาเห็นเลยนะฮะ .. ด้วยความสัตย์จริง (หรืออากาศหนาวจะช่วยทำให้ชาก็มิอาจรู้ได้)

บุรุษพยาบาลทำแผลให้  แผลที่เราอุตส่าห์ถนอม ล้างมาเบา ๆ บุรุษพยาบาลก็ทำหน้าที่ ใช้สำลีชุบน้ำเกลือ ถู ๆ ๆ ๆ ไม่ปรานีปราศรัย เอาให้สะอาด ที่ไม่เจ็บก็มาเจ็บจนชา ณ จุดนี้แหละ -_-''

โดนฉีดยากันบาดทะยักไปอีกเข็ม ค่าเสียหายพันสี่ร้อยเศษ ๆ .. ประกันจ่าย

พอวันเสาร์ ตกเย็น ก็ไปล้างแผลอีกรอบ ให้บุรุษพยาบาลพันผ้ากันกางเกงเสียดสีขณะวิ่ง

ค่ำวันนั้นไปกินข้าวกัน ณ ร้านข้าวต้ม -- คนวิ่งยาวเค้าให้หนักแป้ง ดังนั้น จึงได้กินข้าวสวยแทนข้าวต้ม สะสมพลังไว้

ตีสองของวันอาทิตย์ ตื่นมาแทะขนมปังสองแผ่น ระหว่างแทะหนมปัง เปิดเฟซมาเจอสองรูปนี้ โอ้โห กำลังใจมาเต็มเปี่ยม ขอบคุณมาก ๆ เลย คิดได้ไงอะ น่ารักมาก ๆ พวกตะเองทำให้เค้ามีแรงวิ่งจนสุดทางเลยรู้มั้ย ... จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่งตัวเก่ง แล้วปลุกออมกับพี่จิ๋ม และ ครูดิน ที่มานอนค้างที่บ้าน ให้เตรียมตัวให้พร้อม

น่ารักทุกคนเลย  กำลังใจสุด ๆ 


ดูสิ ช่างทำเนอะ


เล่าก่อนว่า ทีแรก ออมกับพี่จิ๋ม จองโรงแรมไว้ใกล้จุดปล่อยตัว แล้วด้วยเหตุที่ข้าพเจ้าเรียนเชิญครูดินมาเชียร์ที่เชียงใหม่ ก็เลยจัดห้องให้ครูมาค้างที่บ้าน ทีนี้ความลำบากเกิดขึ้นตรงที่ ข้าพเจ้าดันขับรถไม่เป็น แผนแรกคือ ออมจะมารับที่บ้าน ไปสนามแข่งด้วยกัน (ออมไม่ได้ลงวิ่งสนามนี้ - พี่จิ๋มวิ่งระยะสิบโล) แต่แล้วตอนกินข้าว คุยกันไปมาก็เปลี่ยนแผน .. อย่ากระนั้นเลย มานอนด้วยกันที่บ้านนี่แหละ ตอนเช้าจะได้ออกไปพร้อมกัน ออมกับพี่จิ๋มก็ยอมจ่ายค่าโรงแรมฟรีไปคืนนึง แล้วมานอนด้วยกัน

ณ บรรทัดนี้ ขอขอบคุณทั้งสามท่านที่กล่าวนามมา ทุกคนเสียสละเพื่ออิฉันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงไหว ออมก็ไม่ได้วิ่ง พี่จิ๋มวิ่งสิบโล แทนที่จะได้ตื่นตีสี่ครึ่งจ๊อกไปสนามแข่ง ก็ต้องมาตื่นตีสองครึ่งพร้อม ๆ กัน ครูดินยิ่งแล้ว เสียสละเวลาทั้งเสาร์อาทิตย์ ยอมเหนื่อยเดินทาง มาถึงบ่าย ๆ ก็ได้เวลากินมื้อเย็น แล้วก็ต้องรีบนอน ตื่นแต่เช้า เชียร์เสร็จก็ต้องรีบกลับกรุงเทพฯ เหนื่อยนะนี่ เที่ยวก็มิได้เที่ยว กราบขอบพระคุณครูดิน ขอบคุณออม ขอบคุณพี่จิ๋ม มา ณ ที่นี้

ตีสองห้าสิบ ล้อหมุน ถึงสนามตีสามนิด ๆ ได้จอดรถใกล้จุดปล่อยตัวมาก ๆ ถึงแล้วขอตัวทุกคนไปเข้าห้องน้ำ วอร์มอัพไปสองโล สไตรด์ไปห้าเที่ยว ก่อนจะไปขยับแข้งขยับขาหน้าเส้น เจอพี่ตุ๊กสวนลุมที่จุดสตาร์ทนี่เอง

อย่างที่หลายคนอาจจะทราบแล้วว่า งานนี้อิฉันตั้งเป้าไว้ที่ ๓ ชั่วโมง ๔๕ นาที เพซเฉลี่ยต้องอยู่ที่ ๕:๒๐ ก็เลยหมายมาดไว้ในใจว่า จะเริ่มวิ่งที่เพซ ๕:๑๕ ทดไว้นิดหน่อย เผื่อแผ่วช่วงท้ายอันเป็นนิสัยส่วนตัว ทำ negative split ไม่เคยได้ซักที

พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น บรรยากาศรอบข้างก็พาไป ส่งผลให้กิโลเมตรแรก เวลาพุ่งไปที่ ๔:๓๗ ความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าวิ่งเร็ว กลับรู้สึกว่าตัวเองสับขาช้าจัง วิ่งช้าแบบนี้เพซปาไปเท่าไหร่นี่ พอครบโลนาฬิกาบอกว่าสี่กว่า ๆ ตายหะ ต้องผ่อน ๆ ไม่งั้นมีเดี้ยงกลางทางแน่ ก็เลยค่อย ๆ จับจังหวะขา จับจังหวะหายใจ นับก้าวไปเรื่อย ๆ สิบโลแรกผ่านไปสบาย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ เพซค่อนข้างสวย เร็วกว่าที่คาดนิดหน่อย แต่ในเมื่อขาไปสบาย ๆ หายใจยังดี ก็เลยปล่อยให้มันไปเท่าที่ร่างจะรู้สึกสบาย อีกสิบโลถัดมาก็ยังถือว่าดีอยู่ บวกลบในใจ ยังบวกอยู่นิด ๆ รู้สึกดีมาก อากาศก็เย็นเป็นใจ ใครบอกว่าวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ไม่จริงเลย ยิ่งวิ่งก็ยิ่งหนาว ยิ่งบางช่วงบางตอนที่ลมมาด้วย ยิ่งเย็นจนมือชา

พก Gu Gel มาด้วยสองซอง พอครบยี่สิบโลก็เริ่มหยิบเจลซองแรกมาฉีก ทยอยกินทีละน้อย ไปหมดซองเอาแถว ๆ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ขาออก (พืชสวนโลก) ประมาณโลที่ ๓๐

ขายังไปได้ดีอยู่ บางขณะมีรู้สึกแปล๊บ ๆ ที่ผิวแผลที่หกล้มบ้าง แต่มันไม่ได้เจ็บปวด ไม่ได้บาดลึก มันแค่ผิว ๆ บางขณะตึงสะโพก แต่โดยรวมแล้วยังรู้สึกดีอยู่ กำลังใจดีมากเพราะคุมเพซมาได้ถึงสามสิบโล หัวใจเต้นปกติ ลมหายใจสัมพันธ์กับขา ไม่มีอาการเสียดท้อง ... จะมีสุขใดไหนมากกว่านี้อีก

ออกจากพืชสวนโลกซักพัก เส้นทางเริ่มให้ข้ามถนนมาใช้เส้นทางร่วมกับขามา เริ่มเจอนักวิ่งระยะฮาล์ฟบ้าง ช่วงนี้เพซเริ่มหล่นเกิน ๕:๒๐ ที่ตั้งไว้บ้างในบางกิโล แต่เมื่อทดกับที่ทำไว้แรก ๆ ถือว่าไม่เสียหาย ก็คุมจังหวะมาเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งอะไร เทียบกับมาราธอนแรกแล้ว ครั้งนี้ทำได้ดีกว่ามาก ครั้งแรกนั้น สิบโลท้ายต้องปลอบใจตัวเองว่าให้ถือเป็นการจ๊อกคลาย แต่ครั้งนี้ สิบโลท้ายก็ยังสามารถคงจังหวะได้ แม้จะตกไปบ้าง(ถือว่าเล็กน้อย) ช่วงกม.สามสิบกว่า ๆ มีบางแว้บที่แอบเมื่อย ก็อาศัยนึกถึงบุคคลผู้เสียสละทั้งสามที่กล่าวไปข้างต้น พลังก็มาใหม่ พอถึงกิโลสามแปด เริ่มเร่งขึ้นนิดหน่อย แล้วก็มาเสียจังหวะที่กม. ๓๙ เนื่องจากถูกเบรคให้รถไปก่อน ต้องจ๊อกกับที่รอ จนท. ปล่อยรถแป๊บนึง เข้าคูเมือง เจอออมยืนรอถ่ายรูปให้ ได้ยินเสียงครูดินเชียร์มาจากอีกฟากถนน ใจมาเป็นกอง วิ่งต่ออีกนิดก็ถึงเส้นชัย เห้ย ทำไมเร็วจัง การ์มินยังไม่ตื๊ดเตือนกม.ที่ ๔๑ เลย ... ปรากฏว่า ระยะขาด การ์มินที่ข้อมือบอกระยะ ๔๐.๖๘ กม. ในเวลา ๓:๓๕.xx (แต่นาฬิกาสนามอยู่ที่ ๓:๓๔) ถูกเจ้าหน้าที่ดักคล้องป้ายอันดับ กาเครื่องหมายบนบิบ แจกเหรียญ แจกกล้วย แจกเบอร์เกอร์ หลุดจากกองเจ้าหน้าที่ได้ก็วิ่งต่อ คิดในใจว่าชั้นต้องทำ ๓๔๕ ให้ได้ ต้องวิ่งให้ครบระยะ ก็วิ่งวน ๆ บนถนนแถวอนุสาวรีย์สามกษัตริย์จนครบระยะ ในเวลา ๓:๔๒.xx เป็นอันฟินนนนน ทำได้อย่างที่หวังไว้ โว้เย

รูปนี้ขายาวเกินจริง ดูงามเชียว กิกิ


เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๔ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๙ ปี
ทดไว้หน่อย อันดับ ๑ คือ พี่ตุ๊ก สวนลุม เข้ามาด้วยเวลา ๓:๑๗.xx อันดับ ๒ ฝรั่งชาวเนเธอร์แลนด์ อันดับ ๓ พี่เอ๋ ดุษณี แซ่เฮ้ง อันดับสุดท้ายเป็นต่างชาติ ดูจากชื่อ น่าจะเป็นคนจีน

เวลาแยกแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:37.16 / 5:08.82 / 5:08.34 / 5:00.05 / 5:08.06 / 5:13.13 / 5:01.95* / 5:17.00 / 5:06.46 / 5:18.83 / 5:29.36 / 5:03.45 / 5:05.14 / 5:12.41 / 5:15.19* / 4:59.48 / 5:07.09 / 5:19.90 / 5:20.95 / 5:18.21* / 5:06.61 / 5:04.11 / 5:17.37 / 5:21.64 / 5:17.70* / 5:23.92 / 5:17.40 / 5:29.40 / 5:07.30 / 5:17.35* / 5:34.42 / 5:22.35 / 5:18.86 / 5:21.21 / 5:27.29 / 5:24.14 / 5:21.30 / 5:17.10 / 5:37.32** / 5:14.21 / 5:29.69 / 5:43.27*** / 1:14.27 *** (0.2km)

* จิบน้ำ
** ถูกเบรคให้รถไปก่อน
*** จ๊อกต่อให้ครบระยะ


ม้ากะป๊าโผล่มาหาที่เส้นชัยโดยไม่ได้นัดหมาย ชอบมาเซอร์ไพรส์ลูกสาวอยู่เรื่อยเลย ขอบคุณนะค้า ดีใจอ่า :D


โอ๊ะ ปะป๊ามา

อ๊ะ ม้าก็มาด้วย




วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2014 : My 14th (Super) Half Marathon

งานวิ่งเขาชะโงก ปีนี้จัดขึ้นวันที่ ๒ พฤศจิกายน

ตั้งใจมาก ๆ กับการลงแข่งสนามนี้ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ เป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตนักวิ่งกับการที่จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ที่เรารัก (ถ้าติดอันดับ) สองคือ เป็นการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งระยะฟูลมาราธอนปลายปี

การซ้อมสองครั้งก่อนลงสนาม ที่ระยะ ๒๕ กม. และระยะ ๒๘ กม. ไม่ค่อยได้ดังใจเท่าไหร่ คือที่ระยะ ๒๕ กม. ตั้งเป้า ๒ ชั่วโมง ๘ นาที แต่วันที่ซ้อม ทำได้ที่ ๒ ชั่วโมง ๙ นาที ๓๑ วิ ส่วนระยะ ๒๘ กม. ตั้งเป้าไม่เกิน ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที เอาเข้าจริง ปาไป ๒ ชั่วโมง ๓๒ นาที เพราะดันเสียดท้องตั้งแต่ กม. ๒๑ ... กัดฟันวิ่งจนจบก็บุญหนักหนาแล้ว

ดังนั้น ก็เลยแอบกังวลนิดหน่อย .. ตั้งเป้าไว้ว่าระยะ ๓๒ กม. ของสนามนี้ อยากทำเวลาต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง ๕๐ นาที เพราะว่าตั้งเป้าระยะฟูลที่เลขเรียง ๓:๔๕ หวังไว้ว่า ห้าสิบห้านาที กับอีกสิบโลที่เหลือน่าจะพอถูไถ (ไหมนะ?--ที่จริงก็หมิ่นเหม่ไปหน่อย เพราะว่าฟูลมาราธอนแรกนั้น ช่วงท้าย ปาไปหกกว่า ๆ เลยเชียวนะ)

แต่ก็นั่นแหละ ตั้งเบา ๆ ไว้ก่อน จะได้มีแรงพุ่งชนเป้าหมาย

...

ค่ำก่อนวันแข่ง แวะกินมื้อเย็นร้านตามสั่งแถวที่พัก ตอนแรกว่าจะกินสุกี้น้ำ แต่งานนี้ ครูดินไม่ให้ผ่าน บอกว่าให้เปลี่ยนเป็นเมนูข้าว เพราะพรุ่งนี้วิ่งมาก ๆ ต้องสะสมพลังงานไว้เยอะ ๆ ... ก็เลยเปลี่ยนเป็นข้าวกะเพราเห็ด เสริมพลังด้วยไข่เจียวอีกหนึ่งฟอง จัดไป

คืนนั้น เข้านอนสามทุ่ม ตั้งนาฬิกาไว้ตีสามยี่สิบ กะว่าน่าจะพอดีกับที่ออมจะเข้าห้องน้ำเสร็จเป็นคนแรก (ออมตื่นตีสาม) จริง ๆ ก็ตื่นพร้อมกับที่นาฬิกาออมดัง ลืมตามาแพพนึง มีสายเข้า ... ปรากฏว่าเป็นครู โทรมาบอกให้กินขนมปังไปสองแผ่น

ล้อหมุนจากที่พักตีสี่ ถึงสนามตีสี่ครึ่งแทบไม่ได้วอร์ม ฝากกระเป๋าให้ออมเอาไปฝากที่จุดรับฝากของ แล้วจ๊อกไปหาห้องน้ำ โรคนี้ไม่หายซักที อยู่ที่พักดีดี ถ่ายไม่ค่อยจะออก พอถึงสนามปุ๊บ ข้าศึกชอบมาจ่อประตูเมือง -_-''

ทำธุระเรียบร้อย ออกมาสไตรด์ได้แค่สี่เที่ยว ก็ได้ยินเสียงเรียกไปเช็คอิน วอร์มเวิร์ม ยืดหย่งยืดเหยียดไม่ต้องทำกันละ ผิดสเต็ปนะนี่

ยืนเต้นหน้าเส้นไม่นานก็ได้เวลาปล่อยตัว .. เจอพี่ปู (กัญ คูสุวรรณ) ขาแรงที่หน้าเส้น ได้คุยกันนิดหน่อย หลังปล่อยตัว ก็ทันได้เห็นหลังพี่ปูแค่สองสามร้อยเมตร แล้วพี่ปูก็จากไปในความมืดซะแล้ว แง ๆ

ตอนแรก ก็ว่าจะเอาไฟฉายติดไม้ติดมือไปด้วย ค่าที่ว่า ผู้มีประสบการณ์แข่งสนามนี้เมื่อปีที่แล้วบอกไว้ว่ามันค่อนข้างมืด ออมอุตส่าห์เอาไฟฉายคาดหัวมาให้ ก่อนมาก็อุตส่าห์ลองจนสรุปว่าคาดไว้ที่เอวน่าจะเหมาะสุด แต่ตอนเดินทาง ครูดินกับครูพี่ชายบอกว่า ไม่ต้องเอาไปให้เกะกะหรอก มันไม่จำเป็น วิ่งไปมืด ๆ นั่นแหละ แพพเดียวก็สว่างแล้ว

ก็เลยต้องเชื่อสองครู :D

งานนี้ตั้งใจคุมจังหวะ เอาให้ละม้ายกับวิ่งระยะฟูลเลย แบ่งทีละสิบกิโล แล้วก็คุมจังหวะได้ค่อนข้างดี ช่วงสิบโลแรกพยามบอกตัวเองให้ช้า ๆ สังเกตลมหายใจให้ไหลลื่น มองรอบข้าง ไม่เจอคู่แข่งเพศหญิงเลย รู้สึกสบายใจ ไม่เครียดไม่กังวล สนุกกับการไหลลงเนินมาก ๆ ปล่อยให้โลกช่วยดึง ... สิบโลถัดมาก็ยังจังหวะดีอยู่ ดูเวลากิโลต่อกิโล บวกลบช่วงขึ้นเนินลงเนิน เฉลี่ยดูไม่เกินเป้าที่ตั้งไว้ สบายใจไปอีกเปลาะ ... ก่อนจะกลับตัว พี่ปูวิ่งสวนมา ตะโกนบอกว่า "นกไม่ต้องรีบ ยังเป็นคนที่สองอยู่" -- ต้องขอบคุณพี่ปู นับตัวให้น้องด้วย ก็เคาะจังหวะเท่าที่ยังวิ่งสบายด้วยลมหายใจที่ไหลลื่น ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่เครียด เพลินกับบรรยากาศรอบ ๆ

เข้าสิบโลที่สามอยากจะเร่งขึ้นนิดนึงตามแผนที่วางไว้ แต่ก็เร่งได้แค่ช่วง กม. ๒๑-๒๓ หลังจากนั้นเจอเนิน ก็วิ่งหนืด ๆ ไป ยังใจเย็นเพราะยังไม่เห็นใคร แอบสบายใจที่อาการเสียดท้องไม่เกิดขึ้นเลย จริง ๆ ห้าโลสุดท้ายอยากเร่งขึ้นอีกหน่อยแต่ขาล้าขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว มาเร่งได้สองโลสุดท้ายตามสูตร

ผลเป็นดังนี้
4:31.87 / 4:51.23 / 5:39.77 / 4:34.85* / 5:06.97 / 5:00.06 / 4:58.09 / 5:15.39 / 5:17.23 / 5:21.04 / 5:07.45 / 5:00.99 / 5:21.19 / 5:37.85* / 4:31.18 / 5:17.18 / 5:10.38 / 5:12.83 / 5:11.61 / 5:18.02* / 5:08.16 / 4:54.93 / 5:12.13 / 5:25.58* / 5:27.20 / 5:29.62 / 4:48.61 / 5:18.46 / 5:23.81 / 5:31.23 / 5:28.07 / 5:08.06

*จิบน้ำ

เข้าเส้นชัยที่ 2:44.xx (ตามป้ายเวลาที่สนาม) ขาดอีกร้อยกว่าเมตร จึงวิ่งต่อให้ครบ ๓๒ กม. เข้าเป็นลำดับที่ ๒ ของรุ่นอายุ เข้าเส้นก็วิ่งเลยไป ไม่ได้รับป้าย น้องทหารต้องวิ่งตามเอาป้ายและเหรียญมาให้ เจอน้องปลาเอาน้ำมาเสิร์ฟถึงที่ -- ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้-- คูลดาวน์นิดหน่อย ยืดเหยียด หาน้ำดื่มอีกแก้ว แล้วไปรายงานตัว น้องทหารบอกว่า ๙ โมงให้ไปที่ปะรำพิธี ก็เลยเดินไปหาที่อาบน้ำ

แล้วก็บุญดีเหลือเกิน เจอแม่หวังระหว่างทาง แม่หวังพาไปอาบน้ำห้องทหารเวร ไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกับใคร สบายใจสุด ๆ

ในที่สุดก็สำเร็จ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ในระยะใกล้ชิด ใกล้กว่าตอนรับปริญญาทั้งสองครั้งอีก .. ครั้งหนึ่งในชีวิตนักวิ่งตัวเล็ก ๆ อย่างเรา คิดถึงทีไรก็ขนลุกด้วยความปลื้มปิติไม่หาย

ขอบคุณทุกสิ่งอย่าง ที่ทำให้ชีวิตเดินมาถึงวันนี้

ขอบคุณจริง ๆ

+++ ยังไม่แปะรูปละนะฮะ ไว้ว่าง ๆ ค่อยคุ้ยมาแปะ +++
++ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ... ทิ้งข้อความไว้บ้างก็ได้นะคะ ++