แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Runner แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Runner แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Amazing Thailand Marathon Bangkok 2018 : My 22nd Half Marathon : 4 Feb 2018

สถานที่วิ่ง : ถนนราชดำเนิน หน้าวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ
ปล่อยตัวเวลา : 04:45 น.

ตื่นมาพบว่าอากาศเย็น เย็นจนหนาว คว้าเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับชุดวิ่ง และนั่นคือจุดเริ่มของหายนะ
.
condition นักวิ่งวันนี้ : เป็นมนุษย์เมนส์วันที่ 3 และมีอาการตึงน่องมาตั้งแต่วันศุกร์บ่าย ๆ
.
เรียกแท็กซี่ออกจากบ้าน แล้วรู้ตัวตอนกลางทางว่าลืมการ์มิน ครั้นจะวนกลับไปก็ใช่ที่ ทำใจแล้วไปต่อ นึกย้อนไป อ้อ เราใส่เสื้อกันหนาว แขนเสื้อคลุมข้อมือ จึงไม่รู้สึกว่าข้อมือโล่ง ก็เลยไม่นึกถึงนาฬิกา
.
ถึงสนาม โทรหาพี่ปู ตามที่นัดไว้ว่าจะฝากของมีค่า (มือถือและเป๋าตัง) ไว้ที่พี่ปู เจอพี่ปูแล้วบ่นกะพี่ปูว่าลืมเอานาฬิกามา โชคดีพี่ปูพก milestone pod มาด้วย เหมือนจะรู้ว่ามันจะมีประโยชน์กะคนบางคน ก็เลยได้ pod ของพี่ปูมาใช้ ไม่รู้หรอกว่าวิ่งเสร็จมันจะซิงค์กะมือถือได้ไหม แต่ก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
.
ตอนจ็อกวอร์ม (วอร์ม ยืดเหยียด muscle activate ทำในบล็อก) เจอโอ๋ ไปรษณีย์ กับ พี่แมว (ขาแรงทั้งคู่) กำลังจะไปห้องน้ำกัน ก็เลยไปด้วย แล้วก็เลยเกาะติดกันไป ทุกคนได้อยู่บล็อกบีหมดเลย แล้วก็ชวนกันเล็ดรอดไปปนกะพวกบล็อกเอ ดังนั้น ตอนออกตัวก็จะอยู่หน้า ๆ หน่อย ออกตัวแรงมาก ไอ่เราไม่มีนาฬิกามาก็กะว่าจะเกาะพี่แมวไป เพราะถามแล้วเพซเป้าหมายใกล้เคียงกัน แต่ออกตัวปุ๊บ ทุกคนก็หายไปจากสายตา ไอ้เราก็รู้ละว่าแรงจัด ก็ปล่อยพวกเค้าไป มาสังเกตลมหายใจตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองวิ่งช้า เพราะดันไปเทียบกะคนอื่น มีหลายคนแซงไป และรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ ก็เลยไม่กล้าผ่อนเยอะ กลัวจะช้าไป (หมายใจว่าวิ่งยังไงก็ได้อย่าให้เพซเซอร์ 1:45 แซง) ที่ไหนได้ มาดูเวลาตอนวิ่งเสร็จ check point แรกที่ กม.4.5 นั่น เพซเฉลี่ย 4:37 ...ทำไปได้ไง ณ จุดนี้แอบดีใจที่ไม่มีการ์มินมา ไม่งั้นต้องผ่อนตั้งแต่ กม.แรก ๆ และอาจจะนอยด์ตั้งแต่โลแรกที่มันดีดขนาดนั้นและอาจทำเวลาไม่ได้ตามเป้า (ตั้งเป้าไว้ในใจที่ 1:45h)
.
ก่อนวิ่ง กินนัตตี้โบ๊ตไปหนึ่งชิ้นก่อนออกจากบ้าน (03:30น.) มันคือสแน็ค ประกอบด้วยแป้งพาย เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วต่าง ๆ และพก สปอร์ตบีนมา 4 เม็ดถ้วน กะจะเติมที่ กม.10 & 15
.
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ สังเกตร่างกาย สังเกตลมหายใจ ตอนวิ่งนี่ไม่มีอาการตึงน่องเลยแม้แต่นิด ทั้ง ๆ ที่ตอนเดินเช้านี้ยังตึง ๆ อยู่เลย มันคงใช้กล้ามเนื้อคนละชุดกัน จิบน้ำครั้งแรก จุดที่สองที่ทางงานจัดไว้ ครั้งที่สอง บนสะพานจุดแรก ครั้งที่สาม จุดแรกหลังกลับตัวบนสะพานพระราม 8
.
ตอนที่แซงพี่แมวมาได้นี่ดีใจมาก (น่าจะเกินสิบสามสิบสี่โลไปแล้ว) พี่แมวเป็นขาแรงระยะสิบโลที่ไม่เคยตามเค้าทัน ได้แซงในขณะที่เราเช็คร่างกาย ยังรู้สึกสด เคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ วันนี้รู้สึกร่างสด วิ่งสนุกตลอดทาง แอบเสียดายหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มินก็จะไม่มีข้อมูล hr ด้วย แง ๆ
.
ระหว่างทางมีฝรั่งคนนึงเหมือนเค้าจะหมายหัวเราเป็นคู่แข่ง พอเราแซงไปซักพัก นางก็จะเร่งฝีเท้าแซงคืน รู้จากลมหายใจว่าหอบมา พอแซงได้เค้าก็น่าจะผ่อน เพราะเราไปของเราตามจังหวะก็ตามไปแซงได้อีก เค้าก็ไม่ยอมแซงคืน จนท้าย ๆ นางแซงแล้วไม่ผ่อนลอยหายไป แอบจำเลขบิบนางมาเช็คผล นางเข้า 1:44:01 แต่ชื่อเป็นคนไทย คงจะซื้อบิบมาวิ่ง
.
หยิบ Beans ขึ้นมาอมเม็ดเดียวหลัง 15k ตอนนั้นเพซเซอร์ 1:45 จี้หลังมาแล้ว ได้ยินแว่ว ๆ เขาพูดกันว่าเหลืออีกสองรอบสวนลุม ก็ประมาณห้าโล โดนเพซเซอร์แซงไป ดังนั้นจุดให้น้ำถัดมาก็เลยไม่แวะ แซงเพซเซอร์มาได้ พยายามปลุกตัวเอง อีกนิด ๆ ถ้าเธอยอมแพ้ตอนนี้ เธอจะทำตามเป้าในใจไม่ได้ แล้วเธอก็จะไม่มั่นใจในการซ้อมที่จะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ปลายปี ดังนั้น เธอจงฮึด อย่ายอมแพ้ เจอพี่หมวยวิ่งมากะเพซเซอร์ 1:45 พอเจอช่วงลงสะพานก็อาศัยโลกดึงแซงพวกเค้าไป แต่ช่วงกิโลสุดท้ายก็โดนแซงกลับ ทำให้เข้าเส้นตามหลังพวกเขาประมาณ 100 เมตร (ตอนนี้คิดว่าเติมพลังน้อยไปด้วยก็เลยทำให้ช่วงสุดท้ายหมด เพซตกชัดเจน ครั้งนี้ไม่กล้ากินเพราะอากาศเย็นทำให้เริ่มปวดฉี่นิด ๆ ถ้ากินก็ต้องจิบน้ำตาม จะทำให้ปวดฉี่หนักขึ้น ก็เลยตัดสินใจไม่กินดีกว่า)
.
เข้าเส้นแล้วจ็อกไปหาพี่ปู ได้มือถือปุ๊บก็เปิดแอพเช็คเวลา ดีใจมากที่ทำได้ตามเป้าเป๊ะ ถ้วยกับเงินรางวัลที่ได้ถือเป็นของแถม เราพิชิตเป้าหมายในใจได้นั่นคือรางวัลหลักของเราแล้ว
.
เสียใจหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มิน ก็เลยไม่มีเวลาแต่ละแล็ปมาแปะ และด้วยความที่ใช้ milestone pod เป็นครั้งแรก ไม่เคย calibrate ให้เข้ากับตัวเอง ดังนั้นมันจึงเก็บระยะมาเกือบ 24 กิโลเมตร (ทั้งที่ตัดมาแค่ 1:45 ชั่วโมงที่วิ่ง)
.
ป.ล.หลังวิ่งเสร็จ ได้กินแตงโมไปสองสามชิ้น มาม่าสองสามคำ แล้วก็วุ่นวายกับการรับรางวัลนานมาก ได้กินจริง ๆ คือเที่ยงกว่า ๆ เติมสารอาหารเข้าร่างไม่ทัน ก็รู้สึกตึงเส้น ลามไปปวดหัว เกือบกินไม่ลง พอค่อย ๆ พยายามกินก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ตบท้ายด้วยกาแฟปั่นอีกแก้ว ฟินกันไป คราวหน้าต้องเตรียมตัวเรื่องโภชนาการให้ดีกว่านี้
.
ขอบคุณร่างกายนี้ ที่ยอมตามใจ ไม่งอแง(มากนัก)
ขอบคุณจิตใจนี้ ที่แข็งแรง ไม่นอยด์ทั้งเรื่องลืมนาฬิกา ทั้งเรื่องตึงน่อง
ขอบคุณครูดิน สำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี #ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งดีดีได้มาจากไหน
ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงทั้งกายและใจมาโดยตลอด





วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Bangsaen42 : My 7th Marathon : 19 Nov 2017

เข้านอนหนึ่งทุ่ม แต่รู้ตัวว่านานมากกว่าจะหลับ แถมยังตื่นตอนสามทุ่มครึ่งอีก พยายามนอนก็นอนหลับไม่สนิท ฝันด้วย ฝันว่าวิ่งจบ แต่จำรายละเอียดตั้งแต่บนสะพานไม่ได้เลย คล้าย ๆ กับวาร์ปมา 

ตื่นอีกทีตีหนึ่ง ก่อนที่ตั้งปลุกไว้ เพราะมือถือพี่อิ๋วเพื่อนร่วมห้องดังก่อน นอนกลิ้งไปมา พยายามนอนนิ่ง ๆ เพื่อลองวัดชีพจร ปรากฏว่าพุ่งไปใกล้ ๆ 60 (เรื่องชีพจรนี่ แต่ก่อนเคยอยู่แถว ๆ 51-52 เดี๋ยวนี้มันมาอยู่ที่ 57-58 ไม่รู้เป็นเพราะอะไร)

คว้าขนมปังมาเคี้ยวละเอียด 1 แผ่น แต่งตัวพร้อมแล้วเดินจากห้องไปจุดปล่อยตัว ฝากของแล้วจ๊อก 1.4 กม. กายบริหาร ยืดเหยียด muscle activate ดริล 5 ท่า ท่าละ 3 เที่ยว สไตรด์ 3 เที่ยว คือเวลาเหลือเยอะไง แล้วไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปที่บล็อกบี อันเป็นบล็อกปล่อยตัว

ตอนนั้นมือเผลอไปจิ้ม ๆ แถวใต้ก้นข้างขวา แล้วรู้สึกเจ็บ เฮ้ย ตกใจนิดหน่อย มาเจ็บอะไรตอนนี้ พยายามคิดว่าลมดัน พยายามกดไล่ลม แล้วก็เลิกใส่ใจ อะไรที่ทำให้ใจเสียตอนนี้ ตัดทิ้งให้หมด

เข้าบล็อกเรียบร้อย เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปยืนข้าง ๆ อักษรเอ เฮ่ย นี่มันเกินบล็อกบีแล้วนี่นา ขยับจะเดินถอยออกมา ก็เห็นบิบคนรอบข้างเป็นตัวอักษรบี เอาวะ คนบล็อกเอคงน้อยแหละ ยืนตรงนี้น่าจะได้ 

รู้สึกพร้อมมาก อยากวิ่งแล้ว ปล่อยตัวไปก็หมายใจว่าจะคุมที่ 5:30 ดูก่อน ช่วงแรกคนเยอะ ก็อยู่ที่หกปลาย ๆ พอหาช่องซิกแซกได้ก็ค่อยเร่งขึ้นมา จบกิโลแรกสวย ๆ ที่ 5:31 รู้สึกมีกำลังใจ พยายามกำจัดกรอบออกไป บอกตัวเองว่าถ้ามันจะไหลก็จะปล่อย แล้วสำรวจร่าง สำรวจลมหายใจเป็นระยะ ปรากฏว่าไหลได้แค่สองสามโล เริ่มเสียดท้อง อากาศก็ร้อนอบอ้าวมาก เริ่มผ่อนแรง กิโล 7 เริ่มหลุดเยอะ จบสิบโลแรกที่ 56:40 นาที ใจเริ่มอยากจะขยับไปตั้งฐานที่ 5:40

(ถ้านับฐานที่ 5:30 สิบโลแรกทำเวลาเกินฐานไป 74 วิ ปกติจะบวกลบไปเรื่อย ๆ แต่นี่ดูแล้วว่ายิ่งบวกจะยิ่งใจเสีย เลยล้างทิ้ง สิบกิโลถัดมาก็เริ่มตั้งต้นที่ 0 ใหม่)

สิบโลถัดมา อาการเสียดท้องก็ยังมีมาเป็นระยะ พยายามหายใจดี ๆ กดท้องให้มันเรอออกมา โฟกัสที่ขาแทนจะได้ไม่พะวง เวลาก็ยังบวกไปอีก 94 วิ ล้างทิ้งอีกรอบ

สิบโลที่สองนี้ เส้นทางเริ่มเปลี่ยนจากถนนราดยางเป็นสะพานคอนกรีตที่กม. 14-15 พื้นแข็งขึ้น ลมไม่มี ความร้อนขึ้น จิบน้ำทุกจุดให้น้ำ (ยกเว้นจุดแรกที่ กม.2 เพราะว่ามันกำลังเพลิน) ฉีกกูเจลกินที่ กม.12 ครึ่งซอง มาต่อที่ กม. 14 อีกครึ่งซอง เจอพี่ปู(กัญ) ที่ กม. 14 หรือ 16 จำไม่ได้ พี่ปูบ่นร้อน จะเป็นลม ก็บ่นบ้างว่าโคตรร้อนเลยพี่ สบายใจนิดนึงว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่ ร้อนขนาดที่เหงื่อไหลลงถุงเท้า ถุงเท้าแฉะตั้งแต่ กม.15 แอบรำคาญหน่อย ๆ ที่ต้องวิ่งทั้ง ๆ ที่เท้าแฉะ ๆ แบบนั้น แอบขออภัยพี่ปูในใจที่น้องไม่ค่อยจะคุยด้วย นาทีนั้นคุมตัวเองให้อยู่ก็ยากมากแล้ว

จบ 20 กม. ที่ 1:53:45 จบฮาล์ฟที่ 2:00:13  แอบแป้วนิดนึงว่า แบบนี้ฟูลซับ 4 ไม่ได้ละ เพราะปกติช่วงท้ายจะแย่ลง ไม่เคยจะ negative split ได้เลย แถมสนามนี้จัดเนินไว้ตอนท้ายอีก 

ตอนนี้กลับตัวมาวิ่งอีกฟากของสะพาน ตอนนี้ลมเริ่มมาละ แต่มันกลายเป็นว่าลมสวนทางมา วิ่งต้านลมเต็ม ๆ เวลา 5 กม.นี้หล่นไปที่ 30 นาที (กม.20-25) โอ่ยยย เลิกบวกทดวินาที เลิกตั้งฐาน ช่างแม่งแล้ว เอาเป็นว่าจะไม่ยอมหยุดเดินก็ละกัน ดูลมดูขาไป คุมใจไม่ให้เสีย มีเสียงพี่ ๆ น้อง ๆ นักวิ่งทักทายและเชียร์เป็นระยะ ใครเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ มองไม่เห็น (ก็แกไม่หัน) ขออภัยที่ทำได้แค่ยกมือโบกตอบ แถมบางคนยังนับตัวนักกีฬาแถมให้อีก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

อีกห้ากิโลถัดมา ก็วิ่งไปตามสภาพ มีสะพานบ้าง ขาขึ้นก็จ็อกขึ้น ขาลงให้โลกดึง กระนั้นเพซเฉลี่ยก็หล่นลง ด้วยความที่ขาก็เริ่มล้า เช็คว่าไม่เจ็บ ตะคริวไม่มา ก็ไปต่อ เฮ่ย เคยซ้อมมาแล้ว ล้าแค่นี้เอ็งไปต่อได้ ไปเรื่อย ๆ จนเจอโค้ชม้อกที่ กม.36 โค้ชม้อกชง electrolyte fluid มาให้ ตอนแรกปฏิเสธเพราะคิดว่าเป็นน้ำเย็น พอรู้ว่าไม่ใช่ก็วิ่งเลยมาหน่อยแล้ว เดือดร้อนโค้ชม้อกต้องวิ่งตามมาส่งให้ จิบเกือบหมด รู้สึกดีดขึ้นมา จากที่คิดว่าจะเนือยแล้วก็มีพลัง แต่ช่วงนั้นกำลังจะเข้าเขตเนินเขาสามมุขพอดี เพซก็เหมาะสมที่เปนเพซเจอเนิน แถมยังเจอจ๋อเจ้าถิ่นนั่งบ้าง เดินข้ามถนนไปมาบ้าง ช่วงนี้ ท่องสัพเพ สัตตา แผ่เมตตากันเลยทีเดียว เจ้าจ๋อแกอย่ามาวอแวชั้นนะ 

ช่วงหลังจากกม.35 นี่ คิดในใจว่า อีกเจ็ดโลกว่า ๆ ก็คือสามรอบสวนลุม วิ่งแบบปลอบตัวเองนับถอยหลังทีละรอบ สองกิโลสุดท้ายแม้จะทางราบแล้วแต่ก็เป็นสองโลที่โคตรยาวนาน เข้าเส้นที่ 4:05.22 (chip time) 

เวลาแต่ละ กม. 

5:31.1 / 5:27.2 / 5:27.7 / 5:36.2 / 5:43.2 /
5:35.0 / 5:48.1 / 5:42.7 / 5:40.5 / 5:44.8 /
5:34.9 / 5:37.9 / 5:33.9 / 5:37.8 / 5:40.4 /
5:42.2 / 5:39.0 / 5:41.5 / 5:45.9 / 5:44.7 /
5:38.9 / 5:58.0 / 6:11.2 / 5:53.3 / 5:55.2 /
5:51.9 / 5:36.4 / 5:36.9 / 5:42.7 / 5:38.6 /
5:51.4 / 5:57.9 / 6:05.6 / 6:19.0 / 6:43.9 /
5:40.3 / 5:46.6 / 5:55.3 / 6:00.7 / 6:00.6 /
6:05.2 / 6:06.2 / 2:54.5 (0.51k)


วันนี้วิ่งแบบรู้สึกขาแข็งแรงมาก ที่พังคืออาการเสียดท้องกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว คิดว่าอากาศทำให้หายใจไม่ดีแล้วมันเลยกลายเป็นเสียดท้อง แม้จะหลุดเป้าแต่ก็พอใจ ทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่เจอ

หลังจากกินเจลที่ กม. 12 และ 14 ครั้งละครึ่งซอง ก็จิบ sponsor ผสมน้ำเปล่าทุกจุดที่แจก เคี้ยว energy blok ที่ กม. 22 / 26 / 30 หลังจากนั้นก็ขี้เกียจเคี้ยว คิดว่ามีสปอนเซอร์แจกจุดเว้นจุดแบบนี้ จะเคี้ยวทำไมให้เมื่อยกราม แถมบล็อกยังติดฟันด้วยฟระ อย่ากระนั้นเลยจิบเกลือแร่ที่แจกก็น่าจะพอ

เข้าเส้นชัยแล้วจ๊อก แล้วไปแช่อ่างน้ำแข็ง สามยก ยกละสิบห้าวิ ขึ้นมาเดินไปมาและยืดเหยียด จบการแข่งขัน

คู่แข่งในรุ่นอายุ 40-44 มีแต่ขาแรง ๆ ตัดไปเข้า over all กันหมด เลยมีโอกาสรับถ้วยอันดับ 2 ในรุ่น ดีใจชะเอิงเอย

//มาดู connect garmin พบว่า ตอนปล่อยตัวตีสามครึ่งนั้น temp = 27.8 feel like 32.8 อือม์//

** ขอบพระคุณครูดิน ศิษย์คนนี้ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งที่ดีได้มาจากไหน
** ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อช่วงตัว สะสมกำลังกาย สร้างพลังใจ ให้คาถาปรับจิตใจมาโดยตลอด และขออภัยที่ไม่ได้รายงานตัว ทำให้เป็นห่วง 
** ขอบคุณโค้ชม้อก น้องต้า ที่ชงเกลือแร่ให้ ณ โอเอซิส ขอบคุณน้องใบเตย ที่เชียร์และนับตัวนักกีฬาให้อย่างแม่น ขอบคุณโค้ชม้อกที่ให้เครื่องรางหลังวิ่งจบด้วย แม้ว่าป่านนี้จะยัง connection fail อยู่เลย 555
** ขอบคุณตัวเองที่วิ่งตลอดทาง มีหยุดเดินไม่กี่ก้าวตอนรับน้ำแล้วจังหวะจะไปเบียดเบียนคนอื่นเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง



วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Chiang Mai Marathon 2015 : My 20th Half Marathon

ก่อนจะถึงจอมบึง สนามวิ่งที่ ๑ สำหรับปี ๒๕๕๙ เราก็ต้องมาบันทึกถึงสนามสุดท้าย ของปี ๒๕๕๘ กันก่อน

จริง ๆ สนามนี้เป็นสนามที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาแข่ง

เรื่องของเรื่องคือช่วงปลายปี เป็นช่วงที่ว่างงาน ไม่มีโปรเจคท์ พอได้อีเมล์จากนกแอร์ ประชาสัมพันธ์ตั๋วราคาดีดี ก็เลยคลิก ๆ จองดูเล่น ๆ ได้ตั๋วไปกลับราคาสองพันนิด ๆ ก็เลยจัดมา หาเรื่องไปนอนกอดหลาน สวัสดีป๊าม้าช่วงก่อนปีใหม่ ห่างไกลผู้คน หนีช่วงเทศกาลซะหน่อย ตั๋วที่จองได้คือบินไปเชียงใหม่ค่ำวันที่ ๑๕ ธันวา และกลับกรุงเทพ ๒๔ ธันวา

สองวันหลังจองเสร็จ เห็นว่า งานเชียงใหม่มาราธอนยังไม่ปิดรับสมัคร ก็เลยสมัครระยะฮาล์ฟซะหน่อยละกัน เผื่อได้รางวัลมาชดเชยค่าตั๋วเครื่องบิน ... แม้จะยังไม่ปิดรับสมัคร แต่ก็หมดระยะราคา early bird แล้ว ดังนั้น ค่าสมัครวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน จึงปาไปแปดร้อยบาทถ้วน (เท่าราคาระยะฟูลที่ขอนแก่นเลย -_-'')

วันแข่ง นอนสามทุ่ม ตื่นตีสามสิบนาที ออมเป็นสารถีขับรถพาไปแข่ง แถมพ่วงด้วยตำแหน่งช่างภาพอีกหนึ่งตำแหน่ง -- ขอบคุณนะ <3 --

วอร์มอัพ ๒ กิโลเมตร กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ได้แค่สองเที่ยวก็ได้ยินเสียงเรียกให้ไปยืนรอปล่อยตัวซะแล้ว

ตั้งเป้าไว้ที่ ๑ ชั่วโมงสี่สิบ เพราะอยากทำฟูลที่ ๓ ชั่วโมงครึ่ง (อาจหาญมาก ตั้งเป้าซะขนาดเน้ ก็นะ ..เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนไม่ใช่เหรอ)

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้

4:31.75 / 4:47.20 / 4:40.59 / 4:45.57 / 4:42.63 / 4:49.09 / 4:44.46 / 4:53.57 / 4:56.97 / 4:59.18 / 4:46.64 / 4:53.49 / 4:54.05 / 4:53.74 / 4:56.09 / 5:01.98 / 4:42.79 / 4:45.59* / 4:49.39 / 4:45.27 / 4:36.73 / 2:13.95 (0.46k)

* จิบน้ำ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วค่อย ๆ ปรับจังหวะ ให้สอดคล้องกับลมหายใจ เจอพี่แหม่ม-มณีรัตน์ตามมาทักตอนประมาณกิโลเมตรที่ ๒ ก็ปล่อยพี่แหม่มแซงไป เกรงว่าหากเร่งตามไปแล้วจะเสียจังหวะตัวเอง เดี๋ยวไปตายตอนท้าย ถึงอย่างนั้นเพซที่ กม. สาม ก็ฟ้องว่าเธอแอบเร่งตามเค้าไปนิด-นิด กว่าจะไหวตัวทัน (เพซกระตุกขึ้นไปที่ 4:40) รักษาจังหวะไปเรื่อย ๆ ไปแซงพี่แหม่มคืนตอนกิโลที่เจ็ด ช่วงจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุเทพ แล้ววิ่งตามถนนสุเทพไปเรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายอีกทีที่กาดพยอมเข้าถนนรอบเมืองเชียงใหม่ เส้นทางทับกับเส้นทางระยะเต็มมาราธอน แต่ของระยะฮาล์ฟจะไปกลับตัวประมาณ กม.ที่ ๑๓

ช่วงกลับตัวเป็นช่วงที่มืดมาก ไฟถนนไม่มี มืดราวกับวิ่งในถ้ำ วิ่งไปแบบไม่เห็นคนข้างหน้า ไม่เห็นทาง ไม่เห็นหลุมบ่อใด ๆ วิ่งไปภาวนาไปอย่าให้เจอหลุมเลย มิน่าล่ะ เค้าถึงได้แจกไฟส่องกบให้ใน race pack --เพิ่งจะถึงบางอ้อก็ตอนนี้ แต่ก็ไม่ทันละ ไม่ได้ติดมาด้วยเพราะไม่คุ้น-- เจ้าหน้าที่ต้องพูดใส่สปีคเกอร์ว่าให้กลับตัวตรงนี้ ถึงกระนั้น อิชั้นก็เลยไปสามสี่ก้าวก่อนเลี้ยวกลับตัว เพราะว่ามองไม่เห็นกระทั่งกรวยกั้น (เค้ามีมั้ยไม่รู้อะ รู้แต่ว่ามองไม่เห็น)

ด้วยความที่อากาศเย็น แม้ไม่เท่าปีที่แล้ว แต่นั่นก็เป็นผลดี ทำให้ไม่รู้สึกกระหายน้ำ กว่าจะจิบน้ำก็ปาไปกิโลที่ ๑๗-๑๘

งานนี้คุมจังหวะค่อนข้างดี ประคองมาเรื่อย ๆ มาเร่งสองโลท้ายตามที่ฝึกมา เร่งขึ้นก็สบายใจละ :)

เข้าเส้นชัยที่ ๑:๔๓.xx กับระยะ ๒๑.๔๖ กม. เป็นลำดับที่ ๑ ในรุ่นอายุ ได้ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านสมใจ :D

ได้ครีมกันแดดมาอีกกระบุงนึง :D



วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔ : My 19th Half Marathon


ชืองาน : ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔

สถานที่ : วิหารเซียน สัตหีบ

อันที่จริง ไม่ควรจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยข้ามปีแบบนี้เลย
ลืมหมดแล้ว ความรัก อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสนาม >.<

บ่ายของวันเสาร์ก่อนวันแข่ง ฝนตกหนักมาก จนแอบหวั่นใจ ว่าฝนจะตกวันแข่งมั้ยนะ ... ม่ายยยยย อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามกว่า ๆ ออกจากที่พักถึงสนามประมาณตีสี่ครึ่ง วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด ดริล สไตรด์ ตามสเต็ป แวะเข้าห้องน้ำจัดการข้าศึกให้เรียบร้อย ... พร้อมที่สุดละ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วจับลมหายใจ ค่อย ๆ เตือนตัวเองให้ก้าวขาตามจังหวะของตน ใจเย็นไอ้น้อง ถ้าไม่อยากตาย อย่าไปตามใครเค้า

จำได้ (อย่างเลือนลาง) ว่าเนินสุดท้ายก่อนกลับตัว (ประมาณ กม.ที่ ๗) เป็นเนินเดียวที่ต้องยั้ง ไม่กล้าจัดเต็มเนื่องจากกลัวหน้าจะทิ่มถ้าสับขาไม่ทันแรงดึงของโลก ซึ่งนั่นก็แปลว่าเนินแรกที่เจอหลังกลับตัวนี่มันก็จะหนืดสุดเหวี่ยง .. คือถ้าเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงพอ ฝึกซ้อมกับเนินมามากพอ เนินนี้ก็อาจจะเด็ก-เด็กสำหรับผู้นั้นก็เป็นได้ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หึ หึ หึ ความรู้สึกตามที่กล่าวมาเลย

พอเข้ากิโลที่ ๑๖ เริ่มหมดกำลัง และรู้สึกเหงาเปลี่ยวเดียวดายมาก ข้างหน้ามีผู้ชายนำไปห่าง ๆ เหลียวไปข้างหลังไม่เจอใครเลย พยายามเล็ง ผช ที่ใกล้ที่สุดไว้ไม่ให้คลาดสายตา ไม่ใช่อะไร กลัวจะเลี้ยวผิด!! ช่วงหลังนี่เป็นเนินหนืด ๆ ถามตัวเองซ้ำซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วระยะฮาล์ฟนี่คือระยะถนัด สนามโหดได้ใจจริง ๆ

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้ (สังเกตความเป็นเนินได้จากเพซ)

4:33.89 / 4:51.93 / 5:27.99 / 4:24.41 / 5:10.78 / 5:11.53 / 4:56.72 / 5:32.25 / 4:39.87 / 4:32.44 / 5:03.53* / 4:59.36 / 4:56.55 / 4:44.00 / 5:22.72 / 5:40.47 / 5:38.36 / 5:41.78 / 5:13.95 / 5:06.65 / 5:17.17 / 2:47.76 (0.56k)

สนามนี้เป็นสนามแรกที่มีความรู้สึก "เมื่อไหร่จะถึงซะที" คือวิ่งระยะมาราธอนมาสามสนาม ยังไม่เคยรู้สึกขนาดนี้เลย ช่วงสองสามร้อยเมตรสุดท้ายนี่คือความยาวนานในความรู้สึกมาก ๆ เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่ ถ้าปีหน้าจะมาอีกก็คงเพราะอยากรู้ว่า ความรู้สึกนั้นจะเกิดซ้ำอีกไหม เราจะเอาชนะมันได้ไหม ... ฮือม์ คิดแล้วก็น่าลองแฮะ

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ยืดเหยียด รอรับถ้วยรางวัลโอเวอร์ออลฝ่ายหญิง รับจากมือครูดินกันเลยทีเดียว :D





วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2015 : My 18th (Super) Half Marathon

นอนก่อนสามทุ่ม ตื่นตีสาม

ถึงสนามก่อนตีสี่นิดหน่อย ฝากของ เข้าห้องน้ำ วอร์มอัพ ๒ กม. ดริลท่าละเที่ยว สไตรด์ ๔ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวก่อนเวลา ๑๕ นาที ยืนคอยจนตัวเกือบจะเย็น

ปล่อยตัววันนี้พยายามไม่เร่งตามคนข้างหน้ามากนัก พยายามรักษาจังหวะที่ตั้งเป้าไว้ในใจว่า ... ถ้าหากอยากจะวิ่งระยะมาราธอนให้ได้ในสามชั่วโมงครึ่ง(ซึ่งประกาศกร้าวไว้เมื่อวันที่ผลบอสตันออก--ประกาศด้วยความแค้นแฝงไว้นิดหน่อย) ก็คือจะต้องวิ่งที่เพซเฉลี่ยห้าถ้วนตลอดระยะ ๔๒ กิโลเมตร ... วันนี้ลงสนามระยะ ๓๒ กิโลเมตร ถือเป็นการทดลอง ว่าจะวิ่งเฉลี่ยที่เพซห้าถ้วนไหวซักแค่ไหน จะรักษาเพซในใจนี้ได้ถึงกิโลเมตรที่เท่าไหร่ เพื่อจะได้เป็นฐานในการซ้อมครั้งหน้า

ด้วยความที่สนามนี้มีเนิน สลับมีขึ้น มีลง ... เหมือนชีวิตคนเราเลยเนอะ .... จะรักษาเพซห้าทุก ๆ กิโลเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ มันต้องมีจังหวะหนืดในขาขึ้น และ จังหวะวิ่งฉิวให้โลกช่วยดึงในขาลง ดังนั้น จึงกะว่าจะเฉลี่ย ๆ เอา ด้วยเป้าหมายทีละ ๕ กม. เฉลี่ยเพซห้า นั่นคือ ๕ กิโลเมตรละ ๒๕ นาที

ออกตัวมาได้ซักแป๊บ ได้ยินเสียงทัก "พี่นก หวัดดีครับ" ไอ้เราก็หยิ่งตามสไตล์ ไม่หันไปมองให้เสียสมาธิ ได้แต่พูดตอบไปเนิบ-เนิบว่า "หวัดดี" แล้วน้องคนที่ทักนั้นก็แซงขึ้นมา พูดต่ออีกนิดว่า "ผม ป๊อกครับ" หางตาเหลือบไป อั้ยย่ะ พี่ป๊อกแห่งคลับ ๔๒.๑๙๕ ฯ และห้องแบ่งปันฯ ในตำนาน หางตาเห็นพี่เขายกมือสวัสดีด้วย กรี๊ดดดดด หยิ่งไม่เข้าเรื่องแล้วไงล่ะ ตะโกนไปอีกรอบ "สวัสดีค่ะพี่ป๊อกกกกก" แฮ่ น้องขอโทษ

ห้ากิโลแรกสวย ๆ ทำเวลาทดไว้ ๕๐ วิ พอถึงกิโลที่สิบ ที่ทดไว้เหลือ สามสิบวิ กิโลสิบห้า เหลือประมาณ สิบวิ กิโลยี่สิบ ที่ทด ๆ ไว้ก็หมดพอดี วิ่งไปอีกพักก็กลับตัวรับเช็คพอยท์ พอถึงกิโลยี่สิบห้า เริ่มเกินมานาทีเต็ม ๆ ใจก็คิดว่า เพซขนาดนี้ วันนี้คงได้แค่นี้ ที่เหลือ เอาแค่ไม่ร่วงน่าเกลียดมากก็พอ  ก็ไปได้อีกสองสามโล พอถึงสี่โลสุดท้าย ขามันไม่ใช่ของเราละ เพซตกลงไปเลวร้ายสุดถึง ๕:๔๔ เลยทีเดียว แต่ตอนนั้นคือหลังจากที่ใจมันปล่อยแล้ว ข้างหน้าไม่มีใครให้เร่งแซง (คือถูกที่ ๑ โอเวอร์ออลทิ้งไปเป็นกิโล) ข้างหลังก็ไม่มีใครให้วิ่งหนี ก็เลยไปเรื่อย ๆ นึกถึงบทสวดมนต์เพื่อให้ลืมว่าขามันล้าแค่ไหน ดึงใจไปจ่อกับบทสวดแทน

จริง ๆ แล้วก็นับก้าวมาเรื่อย ๆ แต่พอเจอพี่อู๊ด (นรสิงห์) ที่ทักว่าคนแรกป่าว (ประมาณกิโลที่ ๒๘) แล้วก็ส่ายหน้าตอบพร้อมชูมือเป็นตัววีเพื่อบอกว่าที่สอง จากนั้นก็ลืมตัวเลขที่นับ ก็เลยคิดว่าเอาใจไปไว้กับบทสวดมนต์ละกัน ตอนแรก จะสวดอิติปิโสฯ แล้วมันสะดุดคือแบบ ...

อิติปิโส  (อะไรต่อนะ) -- แทนที่จะท่อง ภะคะวา ต่อ ใจท่องเป็น อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิฯ (บทคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า) เฉยเลย ... ก็เลยท่องบทนี้ไปเรื่อย ๆ จนเข้าเส้น


เข้าเส้นแล้วปรากฏว่าระยะยังไม่เต็ม ๓๒ กม. อาจจะเพราะการ์มินเพี้ยน (คือมันเพี้ยนเล็กน้อยประจำเป็นปกติอยู่แล้ว) อาจจะเพราะมีตัดถนนไปมาบ้างนิดหน่อย .. ก็เลยวิ่งต่อจนครบ ๓๒ เต็ม ๆ (โรคจิตนิดหน่อย) ... เวลาสนามคือ ๒ ชั่วโมง ๔๓ นาทีต้น ๆ แต่พอวิ่งต่อจนครบ เศษวินาทีก็ปาไปเกือบเต็ม ๔๔ นาที

อย่างไรก็ดี ถือว่าเร็วกว่าปีที่แล้วถึง ๒ นาที ทำ new PB ของสนามไปโดยปริยาย เข้าเส้นเป็นที่ ๑ ของรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ปี เป็นอันดับ ๒ โอเวอร์ออล ซึ่งตามอันดับ ๑ ถึงหกนาที .. แหะ ตามกันเป็นกิโลเลย -_-''

เวลาแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.37 / 4:53.38 / 5:30.61 / 4:31.14 / 4:57.37 /
4:55.79 / 4:43.34 / 5:00.84* / 5:03.00 / 5:07.30 /
4:45.56 / 4:46.29 / 5:10.41 / 5:31.31 / 4:38.67 /
5:12.71* / 5:05.64 / 5:10.49 / 5:11.23 / 5:02.45 /
4:56.25 / 4:51.67 / 5:09.44 / 5:25.83* / 5:19.66 /
5:13.94 / 5:01.48 / 5:23.07 / 5:29.12 / 5:37.73 /
5:44.14 / 5:24.93

* จิบน้ำ

วิ่งเสร็จแล้ว จ๊อกเบา ๆ เป็นการคูลดาวน์ จังหวะนี้ขาลากมากแทบจะก้าวขาจ๊อกไม่ออก ก็เลยยืดเหยียดหน่อย ๆ ไปรายงานตัว แล้วก็อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย เตรียมตัวเข้าเต็นท์รอรับพระราชทานใบประกาศฯ และรับถ้วย

จบไปอีกรายการ ... แม้จะไม่ได้ดังเป้า ก็ฟินนะ อย่างน้อย ก็ได้นิวพีบี :D


อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Tokyo Marathon 2015 : My 3rd Marathon

20  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบแรกกับออม รับบิบและช็อปปิ้ง หมดไปหลายหมื่นเยน -_-" 
21  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบสอง กับครูและเพื่อน ๆ ที่มากับ KNT  สอยรองเท้าไปอีกคู่
       คืนนั้น เข้านอนห้าทุ่มกว่า

ไปค้นหาชื่อตัวเอง ที่งาน Expo ..หาเจอด้วยนะ!!



22 กุมภาพันธ์

ตื่นตีห้ากว่า ๆ แต่งตัว แล้วลงไปกินข้าวที่ห้องอาหารโรงแรม เจ็ดโมงสิบห้าได้เวลานัดหมาย เรียวซังพาเดินไปจุดปล่อยตัวของแต่ละบล็อค ฝนตกปรอย ๆ ยิ่งเสริมความหนาวเข้าไปอีก ซึ่งอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสก็ไม่ธรรมดาสำหรับนักวิ่งเมืองร้อนอย่างฉันอยู่แล้ว  ดีที่เตรียมตัวมาพร้อม ใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อ เสื้อกล้ามชมรม กางเกง cw-x รุ่นขายาวถึงข้อเท้า สวมแจ็กเก็ตชมรม (ชุดดับเพลิงในสายตาใคร ๆ) อีกชั้นหนึ่ง โชคดีที่เอาเสื้อกันฝนมาด้วย ตามคำแนะนำของหลาย ๆ คน เสื้อฝนนี่กันทั้งละอองฝน และทั้งไอหนาวได้ดีทีเดียว

ถึงจุดรับฝากของ ก็เข้าคิวเอาของไปฝาก ก่อนถึงจุดรับฝาก จะต้องเข้าแถวผ่านด่านเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจว่า ไม่มีของต้องห้าม ใครเอาร่มมาก็ต้องทิ้งกันตอนนี้ ตอนฝากของ เจ้าหน้าที่ถามว่า มีของมีค่าอะไรไหม ตอนแรกไหวตัวไม่ทัน บอกว่ามี เจ้าหน้าที่คืนมาทั้งถุงแล้วบอกว่า หยิบออกด้วย ไม่รับฝากของมีค่า ฉันเลยเปิดถุง ทำท่าคิด แล้วบอกว่าไม่มีอะไร (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มีทั้งมือถือ กระเป๋าตัง ไอแพดและสัมภาระครูดิน ฯลฯ)  ฝากของเสร็จแล้วเข้าห้องน้ำ คิวห้องน้ำยาวและมีจำนวนหลายแถว แต่จำนวนห้องน้ำเยอะอยู่จึงเข้าแถวไม่นานมาก จากนั้นจ๊อกวอร์ม ยืดเหยียดนิดหน่อย แล้วไปรอปล่อยตัวในบล็อค G พร้อมยุ้ยกับพี่มาร์ค ไม่ได้ดริล แต่ได้สไตรด์นิดนึง

ชิปน่ารักเนอะ เป็นของที่ระลึกอีกชิ้น


ออกตัวกิโลแรกไม่ช้ามาก เพซอยู่ที่ 5 ครึ่ง ใจชื้นขึ้นมาเพราะทีแรกนึกว่าจะช้าเพราะติดคนเหมือนตอนไปวิ่งที่สิงคโปร์ กิโลถัดมาก็วิ่งจับจังหวะไปเรื่อย ๆ กะให้ไม่เกิน 5:20 ตามเป้า

-----------------------------------------------------------
โน้ต : ตั้งเป้าไว้ที่ 3:45 เนื่องจากจะทำเวลาให้ผ่าน Boston Qualified ซึ่ง ระยะมาราธอนภายใน 3 ชั่วโมง 45 นาทีนี้จะต้องวิ่งด้วยเพซเฉลี่ย  5:20
-----------------------------------------------------------

วิ่งไปซักเจ็ดแปดกิโลก็เริ่มร้อนเพราะเสื้อกันฝนเก็บไอร้อนจากตัวไว้  ก็เลยถอดออกและฝากทิ้งไว้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครซึ่งมากันอย่างหนาแน่นตลอดทาง วิ่งไปเรื่อย ๆ คุมเพซได้ค่อนข้างดี มาพลาดสะดุดพรมเช็คพอยท์ที่ กม. 15.5 (lap 16) ถลาตัวลอย เข่าน่าจะถลอกทั้งสองข้าง แต่ตอนนั้นมันไม่รู้สึกอะไร พลิกตัวยืนได้ก็ออกวิ่งทดสอบ ไม่เจ็บไม่ปวดก็วิ่งต่อ กลายเป็นว่าแลปนั้นและแลปถัดมาทำเวลาดีสุดใน 42 กม. ที่วิ่งเลยทีเดียว

ล้มปุ๊บลุกปั๊บ ร่องรอยมีเท่านี้ อาการเจ็บไม่มี ก็ไปต่อ :)
การวิ่งสนามนี้ เป็นการวิ่งในเมืองแท้ ๆ เส้นทางวิ่งเริ่มที่ Tokyo Metropolitan Government  Buliding (Shinjuku) กลางใจเมือง แล้วผ่าน > Iidabashi > Imperial Palace > Hibiya > Shinagawa > Ginza > Nihombashi > Asakusa Kaminarimon Gate > Tsukiji > Ariake (Toyosu)  แล้วไปสิ้นสุดที่ Tokyo Big Sight ซึ่งข้าวของที่ฝากไว้ จะถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามหมายเลขบิบเป็นโซน ๆ ง่ายต่อการค้นหาอย่างมาก

เป็นระเบียบเรียบร้อย

สองข้างทางของสนาม จะมีกองเชียร์ตลอดทาง มากันเป็นครอบครัวก็มี ลูกเด็กเล็กแดงจูงกันมาเชียร์  มีการแสดงจัดไว้หลายสิบจุด แต่ฉันไม่ค่อยได้ดูหรอก ที่จำได้แม่นก็เห็นจะเป็นการแสดงลุงป้าใต้สะพาน อย่าได้ถามว่าสะพานอะไร จำชื่อไม่ได้ รู้แต่ว่า อยู่ในช่วงครึ่งทางหลังแน่ ๆ คุณลุงคุณป้ายืนเรียงเป็นแถว เป็นการขยับตัวเข้าจังหวะ หันซ้ายทีขวาที อันที่จริง ถ้าได้มาวิ่งชิล ๆ เสพการแสดงทุกจุดก็น่าจะดีแฮะ ไม่เน้นวิ่ง เน้นเสพบรรยากาศ ... น่าจะทำอย่างนี้สักปี (ถ้ามีเงินเหลือ)

เท่ปะล่า


ช่วงกลาง ๆ ของรูทวิ่ง ได้ไปกลับตัวที่หน้าวัดอาซากุสะด้วย จังหวะนั้นมีช่างภาพดักถ่ายภาพ ฉันแอบขอพรจากวัดนี้เบาเบา ขอให้ทำเวลาได้ดังใจด้วยเถอะ อย่าเพิ่งหมดแรงไปก่อน

เวลาไปตกช่วง กม. 27-32 คำนวณแล้วทดไว้เยอะอยู่เลยไม่กังวล มาเร่งเอาห้าโลท้ายตามตำราครูดิน ไปแผ่วสะพานสุดท้ายก่อนเข้าเส้น เวลารวม 3:43.40 ชั่วโมงกับระยะที่จับได้ 42.95 กม.


เวลาแต่ละ กม. เป็นดังนี้

5:34.34 / 5:15.08 / 5:09.58 / 5:18.64 / 5:15.80 / 5:16.89 / 5:15.75 / 5:22.77 / 5:13.91 / 5:23.76 / 5:13.85 / 5:02.01 / 5:29.57 / 5:18.19 / 5:10.37 / 4:48.90* / 4:36.63 / 5:06.85 / 5:11.64 / 5:05.38 / 5:07.73 / 5:07.69 / 5:11.45 / 5:05.35 / 5:12.17 / 5:06.79 / 5:23.86 / 5:28.36 / 5:26.00 / 5:15.63 / 5:25.12 / 5:25.68 / 5:12.48 / 5:12.46 / 5:08.30 / 4:56.15 / 5:06.69 / 4:57.21 / 4:53.30 / 511.98 / 5:13.66 / 5:35.14 / 4:57.33 (0.95k)

 * เหินนนนนน


สำเร็จแล้ว สอบผ่านแล้ว เย้!!





เข้าเส้นจ๊อกไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดรับผ้าขนหนู เหรียญ น้ำ กล้วย ส้ม เกลือแร่ ไปหยุดจ๊อกตอนเจอ จนท แล้วรีบถามหา medical service เพื่อทำแผล เลือดที่ออกตั้งแต่ กม. 16 แห้งกรัง ทำให้กางเกงติดแผล ค่อย ๆ ลอกออกแล้วให้ จนท. ตัดกางเกงส่วนเข่าทิ้งเพื่อทำแผล เสร็จแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง ยืดเหยียดรอออม แล้วเพิ่งมารู้ภายหลังว่าครูวิ่งเต็มระยะ แถม จนท ไม่อนุญาตให้เดินกลับเข้าไปรอครูที่สนามแข่ง จึงไปรอ ณ จุดมีตติ้งพอยท์กับคุณจอห์นเป็นชั่วโมง ใจคอไม่ค่อยดีเพราะรู้ว่าครูไม่ได้ซ้อม ไม่ได้เผื่อใจว่าจะมาวิ่งระยะเต็มมาราธอน เดินไปจุดประชาสัมพันธ์เพื่อขอประกาศตามหา แต่ จนท. แจ้งว่าไม่มีบริการนี้ กลับมาทำใจยืนคอยที่จุดเดิม จนกระทั่งได้รับข้อความจากน้องมินท์ ว่าครูอยู่ในโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ติดต่อกันได้แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย 

เข้าเส้นแล้วรับของที่ระลึก
เจอครูแว้ว ดีใจ ๆ 

ฟินิชเชอร์เอ้อ เอ้อ เอ้อ :D






วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Chombeung Marathon 2015 : My 15th Half Marathon : 18 Jan 2015

นอนสามทุ่มเศษ ตื่นเกือบตีสาม

ถึงสนามตีสามครึ่ง รอส่งมาราธอนเนอร์ (ช่วงส่งมาราธอนเนอร์เสร็จนี่ อยู่ ๆ ก็มีอาการไม่ค่อยอยากวิ่ง เกือบจะงอแงละ อาจเป็นเพราะหลังเชียงใหม่มาราธอนมานี่ ซ้อมสิบโล สิบห้าโลไม่ได้ดีเท่าไหร่ เลยไม่อยากลงสนาม แต่ในที่สุดก็เอาวะ สมัครมาแล้วนี่) แล้วไปฝากของ เข้าห้องน้ำ ผจญกับอาการส้วมเต็มไปราว ๆ สิบห้านาที เกือบราดไม่ลง เหงื่อตกเลยทีเดียว

ออกมาวอร์มอัพสิบนาที กายบริหาร ยืดเหยียด หาบริเวณสไตรด์ยากมากเนื่องจากนักวิ่งเยอะและใกล้เวลาเช็คอิน เลยใช้วิธีจ๊อกเร็วอยู่กับที่แทน

ยังคงคอนเซ็ปท์ กรีนรันเนอร์ :)
เห็นถ้วยใบไม้ในมือนั่นไหม?
ออกตัวได้ไม่เท่าไหร่ รู้สึกได้ว่ามีอะไรสะบัดกระทบเท้า ก้มมองก็พบว่าเชือกรองเท้าหลุด เชียร์ส์ส์ (สบถเบา ๆ) แล้วคิดต่อว่าเอาไงดีว้า ในที่สุดก็ยอมเข้าข้างทางผูกเชือกให้ดีก่อน ผูกตอนนี้ดีกว่าทนรำคาญ แล้วในที่สุดก็ต้องแวะผูกอยู่ดี (ซึ่งถึงตอนนั้นอาจกำลังเครื่องติดแล้ว ต้องมาเบรค คงไม่ดีแน่) วันนี้เอา Saucony Kinvara 5 ที่ซื้อเมื่อคราวไปสิงคโปร์มาออกงานครั้งแรก ตอนแรกว่าจะใช้เป็นรองเท้าซ้อม แต่วันก่อนซ้อมแล้วรู้สึกดี เลยลองเอามาลงสนาม  เสียเวลาผูกเชือกแป๊บนึงแล้วออกวิ่งต่อ ได้ยินเสียงใครซักคนพูดลอย ๆ ว่า "อ้าว ทำไมวันนี้น้องนกมาอยู่ตรงนี้" แหะ ขออภัยน้องไม่ได้หันไปตอบ อีกพักนึงไล่ตามเพนท์ทัน เพนท์ก็ถาม "พี่นกไปทำไรมา" ด้วยความที่เพิ่งผูกเชือกเสร็จ ต้องเร่งชดเชยที่เสียเวลาไป เลยตอบเพนท์ไปสั้น ๆ "เชือก" .. ได้แต่หวังในใจว่า เสียงคงไม่ต่ำไปจนน้องคิดว่าอิชั้นหยาบคาย ตอบไป ว่า "เผือก" นะน้องนะ

อากาศวันนี้เย็นสบาย เร่งชดเชยช่วงผูกเชือกรองเท้าไปแป๊บนึงแล้วก็นึกได้ว่า ใจเย็น ๆ การเร่งตั้งแต่กิโลแรกไม่ใช่เรื่องดี คิดได้แล้วจึงวิ่งหาจังหวะเหมาะแล้วก็นับก้าวไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดให้น้ำจุดแล้วจุดเล่า ยังไม่หิวน้ำ ประกอบกับฝึกซ้อมความอดทนต่อการเสพน้ำมาพอควร จุดแรกที่จิบ จึงอยู่ใน กม.ที่ ๑๒ ก่อนกลับตัวระยะฮาล์ฟหน่อยนึง

พอกลับตัวมาซักพัก ก็เริ่มมีพี่ ๆ น้อง ๆ ทักทาย เรียกชื่อ ปรบมือ ให้แรงใจ ส่งเสียงเชียร์ ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง รู้ตัวคนเรียกบ้าง ไม่รู้บ้าง ได้ยกมือตอบบ้าง (เหมือนจะ)เพิกเฉยบ้าง ก็ขอขอบคุณทุกเสียงเชียร์ ทุกแรงใจ ... วิ่งมาอีกหน่อย เจอหลวงพ่อนั่งคอยประพรมน้ำมนต์ ก็ได้หันไปยกมือไหว้รับพรรับน้ำมนต์จากท่าน ดูไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่นาทีนั้นก็ไม่สามารถจะชลอได้ แหม่ ... ขากำลังปั่นได้ที่เลย

อีกพักนึง พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ อวดโฉมเป็นไข่แดงดวงเบ้อเร่ออยู่ตรงหน้า งามจับตาจับใจ ถึงกับเคลิ้มและแอบคิดถึงแดนอาทิตย์อุทัยที่เรากำลังจะไปเยือนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ... อาห์ (โน้ต : ข้าพเจ้าจะไปวิ่งระยะเต็มมาราธอนที่สนามโตเกียวมาราธอนเดือนหน้านี้)


ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:47 / 4:36 / 4:51 / 4:58 / 4:59 / 4:55 / 4:57 / 4:47 / 4:49 / 4:49 / 4:58 / 4:56* / 4:46 / 4:44 / 4:50 / 4:48 / 4:46 / 4:42 / 4:46 / 4:33 / 4:30 / 0:33 (0.11 k)
* แวะจิบน้ำ

วันนี้เป็นอีกวันที่วิ่งสนุกมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่วิ่งคุมจังหวะได้และไม่มีอาการเสียดท้อง เมื่อนั้นจะวิ่งอร่อย วิ่งไปเรื่อย ๆ บางกิโลแอบผ่อน แต่ไม่ยอมให้แตะ 5 บางกิโลมีคู่แข่งให้เก็บอยู่ข้างหน้าก็เร่งขึ้นนิดนึง (และเวลากิโลนั้นก็จะโดดขึ้นมา)

สองกม.สุดท้ายแรงยังเหลือ เห็น ผญ ชุดฟ้าน้ำเงินอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก เช็คร่างกาย เช็คขา เช็คลมหายใจว่าเร่งไหว แล้วเพิ่มความเร็ว แซงขึ้นมาได้ และแรงยังดีอยู่ ก็เลยได้เร่งสองโลท้ายตามตำรา เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ด้วยเวลา ๑:๔๑:๑๗ ทำนิวพีบีระยะฮาล์ฟด้วย ... เยสสสส



เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ด้วยการจ๊อกเบาไปหาน้องจิ๊บเพื่อมอบผ้าขนหนูวิ่งวัดใจฯ ยืดเหยียดระหว่างไปรอเชียร์พี่ ๆ น้อง ๆ จบการแข่งขันด้วยความฟินไปอีกวัน :D

ความรู้สึกหลังวิ่ง : รู้สึกดีใจที่ในที่สุดก็วิ่งเต็มที่แม้จะมีอาการไม่ค่อยอยากขึ้นมาแว้บนึงในตอนแรก และ อยากเร่งสองโลท้ายได้ในระยะเต็มมาราธอน  คงรู้สึกดีพิลึก

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Chiang Mai Marathon 2014 : My Second Marathon : 21 Dec 2014

ปีที่แล้ว ไปวิ่งมาราธอนแรกไกลถึงสิงคโปร์
มาปีนี้ เลือกสนามที่สองที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลสองข้อคือ
หนึ่ง อยากวิ่งในบ้าน .. หมายถึงว่าในไทย ไม่ต้องโกอินเตอร์ไปวิ่งระยะฟูลบ้านอื่นเมืองอื่น
สอง ถือโอกาสไปนอนกอดหลาน ไปกอดป๊ากอดม้าให้หายคิดถึง ค่าที่ว่า ปีที่แล้วมัวแต่มีรายการวิ่ง ไม่ได้ไปเชียงใหม่เลย (**โน้ตไว้สำหรับใครที่ไม่รู้ ข้าเจ้าบ่ใจ้สาวเจียงใหม่ แต่น้องชายไปตั้งรกรากที่นู่น ผลิตหลานชายมาสามหน่อ แล้วเลยขนป๊าขนม้าไปอยู่นู่นด้วยเลย)

จองตั๋วไปเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภา
บอกกล่าวโค้ชดินสุดหล่อตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อขอตารางซ้อม
และสมัครวิ่งระยะฟูล ตั้งแต่แรก ๆ ที่เปิดรับสมัคร

งานเชียงใหม่มาราธอนปีนี้ จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม
อิฉันบินไปเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ธันวา พอเช้าวันที่ ๑๙ ก็ออกไปจ๊อกเบา ๆ ตามสูตร
อากาศเย็น อุณหภูมิอยู่ในช่วงสิบห้าถึงสิบแปดองศา ก็ตื่นแต่ตีสี่ เพื่อจะทดสอบวิ่งกับสภาพอากาศคล้ายวันจริง แต่งตัวด้วยชุดวิ่งที่คิดว่าจะใช้วันแข่ง จ๊อกออกไปนอกบ้าน วิ่งมันบนถนนในหมู่บ้านเนี่ยแหละ

ออกตัวไปไม่กี่ร้อยเมตร ได้ยินเสียงหมาเห่า รู้ล่ะว่าเป็นหมาของเพื่อนบ้าน รู้ด้วยว่าบ้านไหน รู้อีกว่ามันอยู่ในบ้านออกมาไม่ได้แน่ ๆ แต่ก็ไม่วายเหลียวหน้าเหลียวหลัง เป็นเหตุให้ลืมสนใจทางวิ่ง ซึ่งมีลูกระนาดอยู่เบื้องหน้า ประกอบกับความมืด ด้วยมีต้นไม้ตะคุ่ม ๆ และมันเพิ่งจะตีสี่ครึ่ง

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็ถลาลงไปกองกับพื้นแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่า cw-x ตัวเก่ง ตัวเดียวกับที่ไปวาดลวดลายฟูลมาราธอนแรกที่สิงคโปร์ ความยาวถึงข้อเท้านั้น ได้ขาดซะแล้วที่เข่าทั้งสองข้าง

ย่องเข้าบ้านเงียบ ๆ สำรวจแผล อือม์ ถลอกนิดหน่อย ... เข้าไปใช้ฝักบัวฉีดน้ำประปาล้างแผลที่เข่าสองข้าง มือก็ถลอกด้วยเล็กน้อย ซักพัก เลือดค่อย ๆ ซึม แผลไม่ลึก แต่กินบริเวณค่อนข้างกว้าง ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วหยดเบตาดีน

อัพรูปขึ้นเฟซให้ชาวบ้านช่วยกันตกใจ แล้วก็ได้รับคำแนะนำจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่หวังดี ให้ไปหาหมอเพื่อล้างแผลและขอยาชนิดครีมมาทาเพื่อให้มันไม่ตึง วันมะรืนจะได้พอวิ่งในสนามแข่งได้

เจี๊ยกกกกกกกก


แผลดูน่ากลัว แต่มันไม่ได้รู้สึกเจ็บอย่างที่ตาเห็นเลยนะฮะ .. ด้วยความสัตย์จริง (หรืออากาศหนาวจะช่วยทำให้ชาก็มิอาจรู้ได้)

บุรุษพยาบาลทำแผลให้  แผลที่เราอุตส่าห์ถนอม ล้างมาเบา ๆ บุรุษพยาบาลก็ทำหน้าที่ ใช้สำลีชุบน้ำเกลือ ถู ๆ ๆ ๆ ไม่ปรานีปราศรัย เอาให้สะอาด ที่ไม่เจ็บก็มาเจ็บจนชา ณ จุดนี้แหละ -_-''

โดนฉีดยากันบาดทะยักไปอีกเข็ม ค่าเสียหายพันสี่ร้อยเศษ ๆ .. ประกันจ่าย

พอวันเสาร์ ตกเย็น ก็ไปล้างแผลอีกรอบ ให้บุรุษพยาบาลพันผ้ากันกางเกงเสียดสีขณะวิ่ง

ค่ำวันนั้นไปกินข้าวกัน ณ ร้านข้าวต้ม -- คนวิ่งยาวเค้าให้หนักแป้ง ดังนั้น จึงได้กินข้าวสวยแทนข้าวต้ม สะสมพลังไว้

ตีสองของวันอาทิตย์ ตื่นมาแทะขนมปังสองแผ่น ระหว่างแทะหนมปัง เปิดเฟซมาเจอสองรูปนี้ โอ้โห กำลังใจมาเต็มเปี่ยม ขอบคุณมาก ๆ เลย คิดได้ไงอะ น่ารักมาก ๆ พวกตะเองทำให้เค้ามีแรงวิ่งจนสุดทางเลยรู้มั้ย ... จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่งตัวเก่ง แล้วปลุกออมกับพี่จิ๋ม และ ครูดิน ที่มานอนค้างที่บ้าน ให้เตรียมตัวให้พร้อม

น่ารักทุกคนเลย  กำลังใจสุด ๆ 


ดูสิ ช่างทำเนอะ


เล่าก่อนว่า ทีแรก ออมกับพี่จิ๋ม จองโรงแรมไว้ใกล้จุดปล่อยตัว แล้วด้วยเหตุที่ข้าพเจ้าเรียนเชิญครูดินมาเชียร์ที่เชียงใหม่ ก็เลยจัดห้องให้ครูมาค้างที่บ้าน ทีนี้ความลำบากเกิดขึ้นตรงที่ ข้าพเจ้าดันขับรถไม่เป็น แผนแรกคือ ออมจะมารับที่บ้าน ไปสนามแข่งด้วยกัน (ออมไม่ได้ลงวิ่งสนามนี้ - พี่จิ๋มวิ่งระยะสิบโล) แต่แล้วตอนกินข้าว คุยกันไปมาก็เปลี่ยนแผน .. อย่ากระนั้นเลย มานอนด้วยกันที่บ้านนี่แหละ ตอนเช้าจะได้ออกไปพร้อมกัน ออมกับพี่จิ๋มก็ยอมจ่ายค่าโรงแรมฟรีไปคืนนึง แล้วมานอนด้วยกัน

ณ บรรทัดนี้ ขอขอบคุณทั้งสามท่านที่กล่าวนามมา ทุกคนเสียสละเพื่ออิฉันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงไหว ออมก็ไม่ได้วิ่ง พี่จิ๋มวิ่งสิบโล แทนที่จะได้ตื่นตีสี่ครึ่งจ๊อกไปสนามแข่ง ก็ต้องมาตื่นตีสองครึ่งพร้อม ๆ กัน ครูดินยิ่งแล้ว เสียสละเวลาทั้งเสาร์อาทิตย์ ยอมเหนื่อยเดินทาง มาถึงบ่าย ๆ ก็ได้เวลากินมื้อเย็น แล้วก็ต้องรีบนอน ตื่นแต่เช้า เชียร์เสร็จก็ต้องรีบกลับกรุงเทพฯ เหนื่อยนะนี่ เที่ยวก็มิได้เที่ยว กราบขอบพระคุณครูดิน ขอบคุณออม ขอบคุณพี่จิ๋ม มา ณ ที่นี้

ตีสองห้าสิบ ล้อหมุน ถึงสนามตีสามนิด ๆ ได้จอดรถใกล้จุดปล่อยตัวมาก ๆ ถึงแล้วขอตัวทุกคนไปเข้าห้องน้ำ วอร์มอัพไปสองโล สไตรด์ไปห้าเที่ยว ก่อนจะไปขยับแข้งขยับขาหน้าเส้น เจอพี่ตุ๊กสวนลุมที่จุดสตาร์ทนี่เอง

อย่างที่หลายคนอาจจะทราบแล้วว่า งานนี้อิฉันตั้งเป้าไว้ที่ ๓ ชั่วโมง ๔๕ นาที เพซเฉลี่ยต้องอยู่ที่ ๕:๒๐ ก็เลยหมายมาดไว้ในใจว่า จะเริ่มวิ่งที่เพซ ๕:๑๕ ทดไว้นิดหน่อย เผื่อแผ่วช่วงท้ายอันเป็นนิสัยส่วนตัว ทำ negative split ไม่เคยได้ซักที

พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น บรรยากาศรอบข้างก็พาไป ส่งผลให้กิโลเมตรแรก เวลาพุ่งไปที่ ๔:๓๗ ความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าวิ่งเร็ว กลับรู้สึกว่าตัวเองสับขาช้าจัง วิ่งช้าแบบนี้เพซปาไปเท่าไหร่นี่ พอครบโลนาฬิกาบอกว่าสี่กว่า ๆ ตายหะ ต้องผ่อน ๆ ไม่งั้นมีเดี้ยงกลางทางแน่ ก็เลยค่อย ๆ จับจังหวะขา จับจังหวะหายใจ นับก้าวไปเรื่อย ๆ สิบโลแรกผ่านไปสบาย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ เพซค่อนข้างสวย เร็วกว่าที่คาดนิดหน่อย แต่ในเมื่อขาไปสบาย ๆ หายใจยังดี ก็เลยปล่อยให้มันไปเท่าที่ร่างจะรู้สึกสบาย อีกสิบโลถัดมาก็ยังถือว่าดีอยู่ บวกลบในใจ ยังบวกอยู่นิด ๆ รู้สึกดีมาก อากาศก็เย็นเป็นใจ ใครบอกว่าวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ไม่จริงเลย ยิ่งวิ่งก็ยิ่งหนาว ยิ่งบางช่วงบางตอนที่ลมมาด้วย ยิ่งเย็นจนมือชา

พก Gu Gel มาด้วยสองซอง พอครบยี่สิบโลก็เริ่มหยิบเจลซองแรกมาฉีก ทยอยกินทีละน้อย ไปหมดซองเอาแถว ๆ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ขาออก (พืชสวนโลก) ประมาณโลที่ ๓๐

ขายังไปได้ดีอยู่ บางขณะมีรู้สึกแปล๊บ ๆ ที่ผิวแผลที่หกล้มบ้าง แต่มันไม่ได้เจ็บปวด ไม่ได้บาดลึก มันแค่ผิว ๆ บางขณะตึงสะโพก แต่โดยรวมแล้วยังรู้สึกดีอยู่ กำลังใจดีมากเพราะคุมเพซมาได้ถึงสามสิบโล หัวใจเต้นปกติ ลมหายใจสัมพันธ์กับขา ไม่มีอาการเสียดท้อง ... จะมีสุขใดไหนมากกว่านี้อีก

ออกจากพืชสวนโลกซักพัก เส้นทางเริ่มให้ข้ามถนนมาใช้เส้นทางร่วมกับขามา เริ่มเจอนักวิ่งระยะฮาล์ฟบ้าง ช่วงนี้เพซเริ่มหล่นเกิน ๕:๒๐ ที่ตั้งไว้บ้างในบางกิโล แต่เมื่อทดกับที่ทำไว้แรก ๆ ถือว่าไม่เสียหาย ก็คุมจังหวะมาเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งอะไร เทียบกับมาราธอนแรกแล้ว ครั้งนี้ทำได้ดีกว่ามาก ครั้งแรกนั้น สิบโลท้ายต้องปลอบใจตัวเองว่าให้ถือเป็นการจ๊อกคลาย แต่ครั้งนี้ สิบโลท้ายก็ยังสามารถคงจังหวะได้ แม้จะตกไปบ้าง(ถือว่าเล็กน้อย) ช่วงกม.สามสิบกว่า ๆ มีบางแว้บที่แอบเมื่อย ก็อาศัยนึกถึงบุคคลผู้เสียสละทั้งสามที่กล่าวไปข้างต้น พลังก็มาใหม่ พอถึงกิโลสามแปด เริ่มเร่งขึ้นนิดหน่อย แล้วก็มาเสียจังหวะที่กม. ๓๙ เนื่องจากถูกเบรคให้รถไปก่อน ต้องจ๊อกกับที่รอ จนท. ปล่อยรถแป๊บนึง เข้าคูเมือง เจอออมยืนรอถ่ายรูปให้ ได้ยินเสียงครูดินเชียร์มาจากอีกฟากถนน ใจมาเป็นกอง วิ่งต่ออีกนิดก็ถึงเส้นชัย เห้ย ทำไมเร็วจัง การ์มินยังไม่ตื๊ดเตือนกม.ที่ ๔๑ เลย ... ปรากฏว่า ระยะขาด การ์มินที่ข้อมือบอกระยะ ๔๐.๖๘ กม. ในเวลา ๓:๓๕.xx (แต่นาฬิกาสนามอยู่ที่ ๓:๓๔) ถูกเจ้าหน้าที่ดักคล้องป้ายอันดับ กาเครื่องหมายบนบิบ แจกเหรียญ แจกกล้วย แจกเบอร์เกอร์ หลุดจากกองเจ้าหน้าที่ได้ก็วิ่งต่อ คิดในใจว่าชั้นต้องทำ ๓๔๕ ให้ได้ ต้องวิ่งให้ครบระยะ ก็วิ่งวน ๆ บนถนนแถวอนุสาวรีย์สามกษัตริย์จนครบระยะ ในเวลา ๓:๔๒.xx เป็นอันฟินนนนน ทำได้อย่างที่หวังไว้ โว้เย

รูปนี้ขายาวเกินจริง ดูงามเชียว กิกิ


เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๔ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๙ ปี
ทดไว้หน่อย อันดับ ๑ คือ พี่ตุ๊ก สวนลุม เข้ามาด้วยเวลา ๓:๑๗.xx อันดับ ๒ ฝรั่งชาวเนเธอร์แลนด์ อันดับ ๓ พี่เอ๋ ดุษณี แซ่เฮ้ง อันดับสุดท้ายเป็นต่างชาติ ดูจากชื่อ น่าจะเป็นคนจีน

เวลาแยกแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:37.16 / 5:08.82 / 5:08.34 / 5:00.05 / 5:08.06 / 5:13.13 / 5:01.95* / 5:17.00 / 5:06.46 / 5:18.83 / 5:29.36 / 5:03.45 / 5:05.14 / 5:12.41 / 5:15.19* / 4:59.48 / 5:07.09 / 5:19.90 / 5:20.95 / 5:18.21* / 5:06.61 / 5:04.11 / 5:17.37 / 5:21.64 / 5:17.70* / 5:23.92 / 5:17.40 / 5:29.40 / 5:07.30 / 5:17.35* / 5:34.42 / 5:22.35 / 5:18.86 / 5:21.21 / 5:27.29 / 5:24.14 / 5:21.30 / 5:17.10 / 5:37.32** / 5:14.21 / 5:29.69 / 5:43.27*** / 1:14.27 *** (0.2km)

* จิบน้ำ
** ถูกเบรคให้รถไปก่อน
*** จ๊อกต่อให้ครบระยะ


ม้ากะป๊าโผล่มาหาที่เส้นชัยโดยไม่ได้นัดหมาย ชอบมาเซอร์ไพรส์ลูกสาวอยู่เรื่อยเลย ขอบคุณนะค้า ดีใจอ่า :D


โอ๊ะ ปะป๊ามา

อ๊ะ ม้าก็มาด้วย




วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2014 : My 14th (Super) Half Marathon

งานวิ่งเขาชะโงก ปีนี้จัดขึ้นวันที่ ๒ พฤศจิกายน

ตั้งใจมาก ๆ กับการลงแข่งสนามนี้ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ เป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตนักวิ่งกับการที่จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ที่เรารัก (ถ้าติดอันดับ) สองคือ เป็นการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งระยะฟูลมาราธอนปลายปี

การซ้อมสองครั้งก่อนลงสนาม ที่ระยะ ๒๕ กม. และระยะ ๒๘ กม. ไม่ค่อยได้ดังใจเท่าไหร่ คือที่ระยะ ๒๕ กม. ตั้งเป้า ๒ ชั่วโมง ๘ นาที แต่วันที่ซ้อม ทำได้ที่ ๒ ชั่วโมง ๙ นาที ๓๑ วิ ส่วนระยะ ๒๘ กม. ตั้งเป้าไม่เกิน ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที เอาเข้าจริง ปาไป ๒ ชั่วโมง ๓๒ นาที เพราะดันเสียดท้องตั้งแต่ กม. ๒๑ ... กัดฟันวิ่งจนจบก็บุญหนักหนาแล้ว

ดังนั้น ก็เลยแอบกังวลนิดหน่อย .. ตั้งเป้าไว้ว่าระยะ ๓๒ กม. ของสนามนี้ อยากทำเวลาต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง ๕๐ นาที เพราะว่าตั้งเป้าระยะฟูลที่เลขเรียง ๓:๔๕ หวังไว้ว่า ห้าสิบห้านาที กับอีกสิบโลที่เหลือน่าจะพอถูไถ (ไหมนะ?--ที่จริงก็หมิ่นเหม่ไปหน่อย เพราะว่าฟูลมาราธอนแรกนั้น ช่วงท้าย ปาไปหกกว่า ๆ เลยเชียวนะ)

แต่ก็นั่นแหละ ตั้งเบา ๆ ไว้ก่อน จะได้มีแรงพุ่งชนเป้าหมาย

...

ค่ำก่อนวันแข่ง แวะกินมื้อเย็นร้านตามสั่งแถวที่พัก ตอนแรกว่าจะกินสุกี้น้ำ แต่งานนี้ ครูดินไม่ให้ผ่าน บอกว่าให้เปลี่ยนเป็นเมนูข้าว เพราะพรุ่งนี้วิ่งมาก ๆ ต้องสะสมพลังงานไว้เยอะ ๆ ... ก็เลยเปลี่ยนเป็นข้าวกะเพราเห็ด เสริมพลังด้วยไข่เจียวอีกหนึ่งฟอง จัดไป

คืนนั้น เข้านอนสามทุ่ม ตั้งนาฬิกาไว้ตีสามยี่สิบ กะว่าน่าจะพอดีกับที่ออมจะเข้าห้องน้ำเสร็จเป็นคนแรก (ออมตื่นตีสาม) จริง ๆ ก็ตื่นพร้อมกับที่นาฬิกาออมดัง ลืมตามาแพพนึง มีสายเข้า ... ปรากฏว่าเป็นครู โทรมาบอกให้กินขนมปังไปสองแผ่น

ล้อหมุนจากที่พักตีสี่ ถึงสนามตีสี่ครึ่งแทบไม่ได้วอร์ม ฝากกระเป๋าให้ออมเอาไปฝากที่จุดรับฝากของ แล้วจ๊อกไปหาห้องน้ำ โรคนี้ไม่หายซักที อยู่ที่พักดีดี ถ่ายไม่ค่อยจะออก พอถึงสนามปุ๊บ ข้าศึกชอบมาจ่อประตูเมือง -_-''

ทำธุระเรียบร้อย ออกมาสไตรด์ได้แค่สี่เที่ยว ก็ได้ยินเสียงเรียกไปเช็คอิน วอร์มเวิร์ม ยืดหย่งยืดเหยียดไม่ต้องทำกันละ ผิดสเต็ปนะนี่

ยืนเต้นหน้าเส้นไม่นานก็ได้เวลาปล่อยตัว .. เจอพี่ปู (กัญ คูสุวรรณ) ขาแรงที่หน้าเส้น ได้คุยกันนิดหน่อย หลังปล่อยตัว ก็ทันได้เห็นหลังพี่ปูแค่สองสามร้อยเมตร แล้วพี่ปูก็จากไปในความมืดซะแล้ว แง ๆ

ตอนแรก ก็ว่าจะเอาไฟฉายติดไม้ติดมือไปด้วย ค่าที่ว่า ผู้มีประสบการณ์แข่งสนามนี้เมื่อปีที่แล้วบอกไว้ว่ามันค่อนข้างมืด ออมอุตส่าห์เอาไฟฉายคาดหัวมาให้ ก่อนมาก็อุตส่าห์ลองจนสรุปว่าคาดไว้ที่เอวน่าจะเหมาะสุด แต่ตอนเดินทาง ครูดินกับครูพี่ชายบอกว่า ไม่ต้องเอาไปให้เกะกะหรอก มันไม่จำเป็น วิ่งไปมืด ๆ นั่นแหละ แพพเดียวก็สว่างแล้ว

ก็เลยต้องเชื่อสองครู :D

งานนี้ตั้งใจคุมจังหวะ เอาให้ละม้ายกับวิ่งระยะฟูลเลย แบ่งทีละสิบกิโล แล้วก็คุมจังหวะได้ค่อนข้างดี ช่วงสิบโลแรกพยามบอกตัวเองให้ช้า ๆ สังเกตลมหายใจให้ไหลลื่น มองรอบข้าง ไม่เจอคู่แข่งเพศหญิงเลย รู้สึกสบายใจ ไม่เครียดไม่กังวล สนุกกับการไหลลงเนินมาก ๆ ปล่อยให้โลกช่วยดึง ... สิบโลถัดมาก็ยังจังหวะดีอยู่ ดูเวลากิโลต่อกิโล บวกลบช่วงขึ้นเนินลงเนิน เฉลี่ยดูไม่เกินเป้าที่ตั้งไว้ สบายใจไปอีกเปลาะ ... ก่อนจะกลับตัว พี่ปูวิ่งสวนมา ตะโกนบอกว่า "นกไม่ต้องรีบ ยังเป็นคนที่สองอยู่" -- ต้องขอบคุณพี่ปู นับตัวให้น้องด้วย ก็เคาะจังหวะเท่าที่ยังวิ่งสบายด้วยลมหายใจที่ไหลลื่น ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่เครียด เพลินกับบรรยากาศรอบ ๆ

เข้าสิบโลที่สามอยากจะเร่งขึ้นนิดนึงตามแผนที่วางไว้ แต่ก็เร่งได้แค่ช่วง กม. ๒๑-๒๓ หลังจากนั้นเจอเนิน ก็วิ่งหนืด ๆ ไป ยังใจเย็นเพราะยังไม่เห็นใคร แอบสบายใจที่อาการเสียดท้องไม่เกิดขึ้นเลย จริง ๆ ห้าโลสุดท้ายอยากเร่งขึ้นอีกหน่อยแต่ขาล้าขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว มาเร่งได้สองโลสุดท้ายตามสูตร

ผลเป็นดังนี้
4:31.87 / 4:51.23 / 5:39.77 / 4:34.85* / 5:06.97 / 5:00.06 / 4:58.09 / 5:15.39 / 5:17.23 / 5:21.04 / 5:07.45 / 5:00.99 / 5:21.19 / 5:37.85* / 4:31.18 / 5:17.18 / 5:10.38 / 5:12.83 / 5:11.61 / 5:18.02* / 5:08.16 / 4:54.93 / 5:12.13 / 5:25.58* / 5:27.20 / 5:29.62 / 4:48.61 / 5:18.46 / 5:23.81 / 5:31.23 / 5:28.07 / 5:08.06

*จิบน้ำ

เข้าเส้นชัยที่ 2:44.xx (ตามป้ายเวลาที่สนาม) ขาดอีกร้อยกว่าเมตร จึงวิ่งต่อให้ครบ ๓๒ กม. เข้าเป็นลำดับที่ ๒ ของรุ่นอายุ เข้าเส้นก็วิ่งเลยไป ไม่ได้รับป้าย น้องทหารต้องวิ่งตามเอาป้ายและเหรียญมาให้ เจอน้องปลาเอาน้ำมาเสิร์ฟถึงที่ -- ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้-- คูลดาวน์นิดหน่อย ยืดเหยียด หาน้ำดื่มอีกแก้ว แล้วไปรายงานตัว น้องทหารบอกว่า ๙ โมงให้ไปที่ปะรำพิธี ก็เลยเดินไปหาที่อาบน้ำ

แล้วก็บุญดีเหลือเกิน เจอแม่หวังระหว่างทาง แม่หวังพาไปอาบน้ำห้องทหารเวร ไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกับใคร สบายใจสุด ๆ

ในที่สุดก็สำเร็จ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ในระยะใกล้ชิด ใกล้กว่าตอนรับปริญญาทั้งสองครั้งอีก .. ครั้งหนึ่งในชีวิตนักวิ่งตัวเล็ก ๆ อย่างเรา คิดถึงทีไรก็ขนลุกด้วยความปลื้มปิติไม่หาย

ขอบคุณทุกสิ่งอย่าง ที่ทำให้ชีวิตเดินมาถึงวันนี้

ขอบคุณจริง ๆ

+++ ยังไม่แปะรูปละนะฮะ ไว้ว่าง ๆ ค่อยคุ้ยมาแปะ +++
++ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ... ทิ้งข้อความไว้บ้างก็ได้นะคะ ++