แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NokkieRun แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ NokkieRun แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Chanthaburi Scenic Half Marathon : My 23rd Half Marathon

เข้านอนสามทุ่ม ตั้งปลุกตีสามสิบห้านาที
.
ตื่นตามเวลาที่ตั้งไว้ ถ่ายหนักไปหนึ่งรอบ (ดีงาม ที่จัดการเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่โรงแรม) ตีสี่กินนัตตี้โบ๊ทหนึ่งอัน (มันคือพายใส่สาระพัดถั่ว) แล้วไปขึ้น shuttle bus ไปยังจุดปล่อยตัว
.
ไปถึงสนามตีสี่ครึ่ง ต้องเดินไปฝากของ ใช้เวลาประมาณนึง ตอนนั้นเห็นคิวห้องน้ำยาวเหยียด ก็คิดกันกับอิ๋ว ว่าเราต้องเข้าคิวตอนนี้แหละ ไม่งั้นจะไม่ได้เข้า ซึ่งเห็นแววแล้วว่าถ้าต่อคิว ก็จะไม่ได้วอร์มอัพ ก็เลยวิ่งอยู่กับที่ในคิวนั่นแหละ ซักพักมีคนเดินมาบอกว่า ด้านในมีห้องน้ำอีกชุดใหญ่ ก็เลยชวนกันจ็อกเข้าไปด้วยความคาดหวังว่าแถวจะสั้นกว่านี้
.
แถวสั้นกว่าจริง แต่ไม่มาก มีรถสุขาสองคันจอดอยู่ ห้องน้ำบนรถมีสองฟาก ฟากละห้าห้อง แถวก็น่าจะหดสั้นลงเร็ว แต่ไม่ เพราะว่าห้าห้องที่มี ใช้การได้จริงสองห้อง ต่อคิวจนตีห้าสิบห้าถึงได้เข้า นี่คือลุ้นมาก ยังคงจ็อกวอร์มและยืดเหยียดอยู่ในแถวเข้าห้องน้ำนี่แล เข้าเสร็จจ็อกไปหน้าเส้น ใกล้เวลามากแล้ว
.
ระหว่างทางเจอโค้ชม้อก ได้คุยกันสองคำ ขอชาร์จพลังจากหมอผีเจ้าถิ่น แล้วแยกไปต่อแถว
.
พยายามแทรกตัวไปหน้าๆ ก็หน้าได้ไม่มาก คนมารอกันเยอะแล้ว ขณะที่ยังลังเลอยู่ว่าจะแทรกไปอีกหน่อยมั้ย ก็ได้ยินเสียงพิธีกรเชิญประธานกล่าวเปิดงาน แล้วก็นับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง ... เฮ้ย ตอนนั้นเวลา 5:26 น. ปล่อยแล้วเหรออออ ปล่อยก่อนเวลาที่ระบุไว้เกือบห้านาที ดีนะ กดนาฬิกาเข้าโหมดวิ่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
คนเยอะ ช่วงปล่อยตัวก็จะมัวแต่หาทางแทรก ตัดสินใจออกข้างๆ ไปวิ่งนอกกรวยที่ตั้งไว้ ไม่งั้นคือมันไม่ได้จังหวะ มันจะช้าไป พอได้จังหวะไหลๆ เหล่มองการ์มิน ตายห่ะ วัตต์พุ่งร้อยเจ็ดสิบ เบาไว้แก ใจเย็นๆ
.
พยายามคุมวัตต์ให้อยู่ในช่วงที่โค้ชกำหนดให้ สี่ห้าโลแรกก็ยังสวยๆ อยู่ เข้าโลห้าเริ่มปริ่มๆ ขอบล่างละ นี่ขนาดตั้งใจไว้แล้วนะ เป็นจุดอ่อนจริงๆ ช่วงกลางๆ เผลอๆ นี่มันคอยจะเบา ต้องบิ๊วตัวเองอย่างหนัก พยายามฝืนตัวเองให้ได้ ขายังดีงามอยู่ หายใจยังโอเค ถ้าไม่เต็มที่ วิ่งแล้วเหลือมันคือไม่ใช่นะ ไหนต้นอาทิตยฺ์สะกดจิตตัวเองไว้ว่าไง "วิ่งให้สุดแรงแล้วพบว่าไม่ตาย ดีกว่าวิ่งผ่อนคลายแล้วพบว่าไม่หมดไง" ไปๆ จัดท่าทาง แล้วใส่แรงลงไปอีก
.
ตอนนี้สังเกตแล้วว่าพอวิ่งสวนทางลมแล้วเลขวัตต์จะตก ทั้งๆ ที่ความรู้สึกคือเรายังสับขาใส่แรงลงไปเท่าเดิม คิดแล้วว่าลมมันทอนแรง แต่--นี่คือจุดอ่อนอีกจุดของเรา--เราไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะคีพวัตต์ที่ตั้งไว้ได้ ได้แต่มองมันตกลงไป น่าเสียดายนัก 
.
ถึงโลสิบเอ็ด ผ่านครึ่งทางแล้วเช็คตัวเอง อาการยังดี ขายังสบาย หายใจโอเค ครึ่งแรกนี่มันยังไม่มีอะไร เนินที่ผ่านมาก็เล็กๆ สบายๆ พอผ่านครึ่งแรกมาสวยๆ ก็ตกลงใจว่า ครึ่งทางจากนี้จะต้องคุมให้เข้มกว่าเดิม อย่ายอมอ่อนให้ตัวเองอีก คิดได้ดังนั้นจึงชาร์จพลังตัวเองด้วยการหยิบสปอร์ตบีนส์ที่เตรียมมาใส่ปากไปสามเม็ด ซึ่งมันอยู่ในปากแบบนั้นจนเกือบตลอดทาง ให้มันค่อยๆ ละลายไป
.
ระหว่างทางก็มีนักวิ่งบางท่านที่ฝีเท้าใกล้ๆ กันผลัดกันแซงไปมาให้ได้หมายตาหมายใจหมายหัวไม่ยอมแพ้กันและกัน เป็นการบิ๊วตัวเองอีกทางหนึ่ง
.
ช่วง กม. 14-15 เจอโค้ชม้อกมายืนเชียร์ลูกทีม แล้วโค้ชม้อกก็พูดอะไรบางอย่าง ตะโกนกลับไปว่า "ไม่ได้ยิน" สงสาร คม ต้องพูดใหม่อีกรอบ คือฮีบอกว่า พี่เป็นลำดับสอง (ในรุ่น) ตามเขาอยู่สองนาทีครึ่ง ถ้าพี่วิ่งทรงนี้ไปเรื่อยๆ อาจแซงได้ โอ้โห นอกจากจะนับตัวให้ ยังประเมินสถานการณ์ให้อีก ตอนนั้นคิดในใจแค่ว่า เหลืออีกเจ็ดโล อีกแค่ไม่ถึงสามรอบสวนลุมก็จบแล้ว หลังเจอ คม ก็มาเจอกองทัพนักวิ่งระยะสิบโลกะห้าโล ทีนี้คนเต็มถนนเลย
.
แต่เราไม่สน เราคุมตัวเองให้อยู่ก็พอ ไม่ได้มาเอาชนะใคร นี่มาลงสนามแบบไม่ได้สนว่ามีใครอยู่ข้างหน้ากี่คนเลยอะ จริงๆ ก็เห็นชื่อขาแรงในรุ่นอายุตัวเองอยู่(พี่แฝดชลบุรี) แต่รู้ว่าเค้าแรงมาก ป่วยการจะปั่นเท้าตาม มันจะเป็นการฆ่าตัวตายซะเปล่าๆ 
.
วิ่งไปอีกไม่เท่าไหร่ เจอน้องแป้ง จริงๆ น้องนำมาตั้งแต่แรกๆ เลย แล้วช่วงกลางๆ เราก็แผ่วจนมองเกือบไม่เห็นน้องละ ใจก็ไม่ได้คิดว่าแซง แต่นี่เหมือนน้องแผ่ว ก็เลยให้กำลังใจกันและกัน บอกน้องแป้งสู้ๆ แล้วก็จัดการทิ้งน้องไป 555 เราเป็นมนุษย์ไม่กลัวเนิน ชอบมากตอนวิ่งลงเนิน ดังนั้น พอแข็งใจจ็อกขาขึ้นถึงยอดเนินได้ ขาลงนี่คือสวรรค์ ไม่ปล่อยโอกาสไปเฉยๆ ทำตัวเบา เอนตัว ปล่อยโลกดึง สับขาให้ทันและไม่วิ่งกระแทก จุดนี้คือฟินมาก ต้องระวังอีกอย่างคือ ระวังคนที่อยู่ข้างหน้า ละนี่คือเจอนักกีฬา ทั้งมินิและฟันรันด้วย แบบ ต้องระวังเด็ก ระวังคนเดิน บางช่วงต้องตะโกนบอกให้เค้าระวังตัว เพราะเราก็ไม่อยากกดเบรค
.
วิ่งไปอีกพักเจอเอก น้อง ผช ที่มาจากเชียงราย เมื่อคืนแชทกันน้องบอกจะคุมเพซ 4:50 ยังบอกน้องว่าคงเห็นหลังน้องซักสองสามโล ตอนที่เจอกันนั้นน้องก็คงจะหมด เป็นทางลงเนินพอดี ได้ยินน้องตะโกนแว่วๆ พี่นกแซงไปแล้วววว แฮ่ ไม่ได้แซงเฉยๆ พี่หยิ่งด้วยฮ่ะ ไม่พูดไม่จา ก็โลกมันดึงอยู่ หยุดไม่ได้ แตะเบรคคือการเสียโอกาส 
.
หลังจากนั้นเป็นเนินของจริง เข้ากิโลสิบหกแล้ว ปลอบใจตัวเองว่า อีกแค่สองรอบสวนลุมเอง ฮึบๆ ขาขึ้นพยายามเลี้ยงวัตต์ ยังไงก็ได้ให้มันใกล้เป้าหมาย ปลอบตัวเองว่าพอถึงยอดเนินก็สบายแล้ว -- ละก็คิดต่ออีกว่า อย่าลืมว่ากลับตัวแล้วต้องมาเจออีกรอบ ลงสบายเท่าไหร่รอบหน้าก็ทรมานเท่านั้น -- เนินขึ้นยังพอเคยฝึกมา ยังรู้ว่าต้องทำยังไง ยังคีพวัตต์ได้ดีกว่าตอนเจอลมซะอีก ต้องไปฝึกเล่นกับลมเยอะๆ แต่จะหาสนามลมได้ที่ไหนกันเล่า 
.
กลับตัวที่ กม. 18 กว่าๆ วิ่งมาได้หน่อยมารู้ตัวว่าแม่เหล็กหลุด
.
คืองานนี้เอาแม่เหล็กกำลังสูงมาใช้ติดบิบ ทดลองติดกับเสื้อแล้วเห็นว่ามันแน่นหนาดีไม่หลุดง่าย มั่นใจว่าถ้าไม่เอามือไปตวัดอย่างแรงจะไม่หลุดแน่ (ซื้อแม่เหล็กพลังสูงมาเพื่อใช้ในงานฝีมือนานแล้ว แล้วก็มีเยอะมากก็เลยหยิบมาใช้สี่ชุดแปดตัว) ลืมคิดถึงเรื่องลมไปเลย 
.
วิ่งมาครึ่งทางบิบก็ยังเรียบร้อยดีงามอยู่ เพิ่งมารู้สึกตอนนี้ว่าเฮ้ย มันหลุดไปสองจุดด้านซ้าย รู้เพราะลมมันตีบิบสะบัดมาทางขวา อ้าวเฮ้ย ... ตอนนั้นน่าจะโลสิบเก้าแล้วแหละ เป็นเนินที่ตะกี๊ลงมาสนุกๆ นั่นแหละ แต่ขากลับมันเป็นขาขึ้นไง ก็แบบ จากที่เพซตกเพราะความเป็นเนินอยู่แล้ว ต้องมาพะวงกะบิบอีก คิดในใจ เอาไงฟระ ถ้าต้องคอยเอามือจับไว้อย่างนี้ ท่าไม่สวย จังหวะพัง เพซเละ ไม่เข้าท่าแน่นอน ขาชะลอลงไปอีก คิดว่าเห้ย แกต้องตัดสินใจ ชะลอคือต้องยอม แล้วก็ย้ายแม่เหล็กจากฝั่งขวาชุดนึง ไปติดฝั่งซ้ายให้มันเป็นมุมทแยง คือ ขวาบน และ ซ้ายล่าง ตอนแกะก็ยากหน่อย ต้องล้วงมือไปใต้เสื้อ แล้วมันพลังสูงไง มันก็จะดึงยากนิดนึง ดึงแล้วต้องระวังไม่ให้มันหล่นหายอีก ตอนย้ายไปอีกฝั่งก็ต้องล้วงเข้าไปใต้เสื้ออีกรอบ จำไว้เลย สนาม windy city ไม่เอาแบบนี้นะแก
.
ติดเสร็จ ด้วยความที่ผ่อนเท้ามา มันก็เลยฝืดๆ เป็นเนินขาขึ้นด้วย ต้องกัดฟัน ท่องคาถาน้องพี่ปู ห้ามหยุด ห้ามเดิน เจอเนินห้ามร้อง ท่าเหมือนจ็อกแต่เพซเหมือนเดินแล้วตอนนั้น ช้ามากกกก ก้มหน้า กัดฟัน เงยมาอีกที โปรตุ้มแห่งชัตติ้งรันเนอร์นั่งอยู่ข้างหน้า ฮ่าๆ เข้ากล้องไม่ทันสินะ จ็อกอีกหน่อยเจอป๋ากบ กะลังลดกล้องในมือลง แล้วขยับตัวเหมือนหาจุดยืนใหม่ ละป๋ากบเหลือบมาเห็น ยิงข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิดมาก คาดว่า หน้าคงอืดเต็มเฟรมอินดี้แน่นวล ใครเจออืดๆ ไม่ต้องแท็กก็ได้นะฮะ 
.
แล้วในที่สุดก็ถึงยอด ลงเนินมาสวยๆ ระวังมากๆ หน่อย ช่วงนี้เด็กเยอะมาก เหลืออีกโลเดียว ซัดแหลก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าแก๊  เหลือไม่ได้นะ เหลือคือวิ่งสบายไป จัดไปให้สุด เข้าเส้นชัยเหลือบดูนาฬิกาหน้าเส้นบอกเวลา1:50:xx รับเหรียญ รับคูปองอาหาร เดินไป print ใบรายงานผล net time อยู่ที่ 1:49:49 หยิบสปอนเซอร์กระป๋องนึง จิบนิดๆ สลับกับน้ำเปล่า
.
เพซแต่ละกม. :

4:50 / 4:56 / 5:00 / 4:56 / 5:03 /
5:02 / 5:05 / 5:02 / 5:10 / 5:17 /
5:13 / 5:20 / 5:15 / 5:20 / 5:01 /
5:03 / 5:44 / 5:20 / 5:40 / 5:55 / 4:53 / 0:53(0.17 k)

การจิบน้ำวันนี้ จิบที่ กม. 2/6/10/12/14/18
.
รับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วไปเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง รอรับรางวัล ไม่ได้กินอะไรอื่นใด ทั้งๆ ที่ในกระเป๋ามี่ mixed nut แล้วก็เลยทำให้มีอาการมึนๆ กว่าจะได้กินก็เมื่อถึงโรงแรม สิบเอ็ดโมงแล้วตอนนั้น แต่พอกินแล้วก็ดีขึ้น
ถึงห้องนอนยกขาพาดกำแพง อาบน้ำ ลั้นลาได้
ขอบคุณอาปูสำหรับนัตตี้โบ๊ต และกล้วยน้ำว้าสองลูกนั้น 
ขอบคุณอิ๋วกะเอ๋ เป็นสารถี เป็นเพื่อนกิน เป็นเพื่อนนอน ขอบคุณอิ๋วที่มาลงสนามนี้ด้วยกันด้วย
ขอบคุณครูดินสำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี
ขอบคุณโค้ชม้อกที่มอบพลังให้ก่อนแข่ง
ขอบคุณโค้ชวินที่ปั้นร่างกายและจิตใจจนแข็งแรงขนาดนี้ เจอเนินขนาดนี้ยังไม่มีอาการบาดเจ็บใดใด มันคือสุดยอด
ขอบคุณทุกคนที่เชียร์ด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Amazing Thailand Marathon Bangkok 2018 : My 22nd Half Marathon : 4 Feb 2018

สถานที่วิ่ง : ถนนราชดำเนิน หน้าวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ
ปล่อยตัวเวลา : 04:45 น.

ตื่นมาพบว่าอากาศเย็น เย็นจนหนาว คว้าเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับชุดวิ่ง และนั่นคือจุดเริ่มของหายนะ
.
condition นักวิ่งวันนี้ : เป็นมนุษย์เมนส์วันที่ 3 และมีอาการตึงน่องมาตั้งแต่วันศุกร์บ่าย ๆ
.
เรียกแท็กซี่ออกจากบ้าน แล้วรู้ตัวตอนกลางทางว่าลืมการ์มิน ครั้นจะวนกลับไปก็ใช่ที่ ทำใจแล้วไปต่อ นึกย้อนไป อ้อ เราใส่เสื้อกันหนาว แขนเสื้อคลุมข้อมือ จึงไม่รู้สึกว่าข้อมือโล่ง ก็เลยไม่นึกถึงนาฬิกา
.
ถึงสนาม โทรหาพี่ปู ตามที่นัดไว้ว่าจะฝากของมีค่า (มือถือและเป๋าตัง) ไว้ที่พี่ปู เจอพี่ปูแล้วบ่นกะพี่ปูว่าลืมเอานาฬิกามา โชคดีพี่ปูพก milestone pod มาด้วย เหมือนจะรู้ว่ามันจะมีประโยชน์กะคนบางคน ก็เลยได้ pod ของพี่ปูมาใช้ ไม่รู้หรอกว่าวิ่งเสร็จมันจะซิงค์กะมือถือได้ไหม แต่ก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
.
ตอนจ็อกวอร์ม (วอร์ม ยืดเหยียด muscle activate ทำในบล็อก) เจอโอ๋ ไปรษณีย์ กับ พี่แมว (ขาแรงทั้งคู่) กำลังจะไปห้องน้ำกัน ก็เลยไปด้วย แล้วก็เลยเกาะติดกันไป ทุกคนได้อยู่บล็อกบีหมดเลย แล้วก็ชวนกันเล็ดรอดไปปนกะพวกบล็อกเอ ดังนั้น ตอนออกตัวก็จะอยู่หน้า ๆ หน่อย ออกตัวแรงมาก ไอ่เราไม่มีนาฬิกามาก็กะว่าจะเกาะพี่แมวไป เพราะถามแล้วเพซเป้าหมายใกล้เคียงกัน แต่ออกตัวปุ๊บ ทุกคนก็หายไปจากสายตา ไอ้เราก็รู้ละว่าแรงจัด ก็ปล่อยพวกเค้าไป มาสังเกตลมหายใจตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองวิ่งช้า เพราะดันไปเทียบกะคนอื่น มีหลายคนแซงไป และรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ ก็เลยไม่กล้าผ่อนเยอะ กลัวจะช้าไป (หมายใจว่าวิ่งยังไงก็ได้อย่าให้เพซเซอร์ 1:45 แซง) ที่ไหนได้ มาดูเวลาตอนวิ่งเสร็จ check point แรกที่ กม.4.5 นั่น เพซเฉลี่ย 4:37 ...ทำไปได้ไง ณ จุดนี้แอบดีใจที่ไม่มีการ์มินมา ไม่งั้นต้องผ่อนตั้งแต่ กม.แรก ๆ และอาจจะนอยด์ตั้งแต่โลแรกที่มันดีดขนาดนั้นและอาจทำเวลาไม่ได้ตามเป้า (ตั้งเป้าไว้ในใจที่ 1:45h)
.
ก่อนวิ่ง กินนัตตี้โบ๊ตไปหนึ่งชิ้นก่อนออกจากบ้าน (03:30น.) มันคือสแน็ค ประกอบด้วยแป้งพาย เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วต่าง ๆ และพก สปอร์ตบีนมา 4 เม็ดถ้วน กะจะเติมที่ กม.10 & 15
.
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ สังเกตร่างกาย สังเกตลมหายใจ ตอนวิ่งนี่ไม่มีอาการตึงน่องเลยแม้แต่นิด ทั้ง ๆ ที่ตอนเดินเช้านี้ยังตึง ๆ อยู่เลย มันคงใช้กล้ามเนื้อคนละชุดกัน จิบน้ำครั้งแรก จุดที่สองที่ทางงานจัดไว้ ครั้งที่สอง บนสะพานจุดแรก ครั้งที่สาม จุดแรกหลังกลับตัวบนสะพานพระราม 8
.
ตอนที่แซงพี่แมวมาได้นี่ดีใจมาก (น่าจะเกินสิบสามสิบสี่โลไปแล้ว) พี่แมวเป็นขาแรงระยะสิบโลที่ไม่เคยตามเค้าทัน ได้แซงในขณะที่เราเช็คร่างกาย ยังรู้สึกสด เคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ วันนี้รู้สึกร่างสด วิ่งสนุกตลอดทาง แอบเสียดายหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มินก็จะไม่มีข้อมูล hr ด้วย แง ๆ
.
ระหว่างทางมีฝรั่งคนนึงเหมือนเค้าจะหมายหัวเราเป็นคู่แข่ง พอเราแซงไปซักพัก นางก็จะเร่งฝีเท้าแซงคืน รู้จากลมหายใจว่าหอบมา พอแซงได้เค้าก็น่าจะผ่อน เพราะเราไปของเราตามจังหวะก็ตามไปแซงได้อีก เค้าก็ไม่ยอมแซงคืน จนท้าย ๆ นางแซงแล้วไม่ผ่อนลอยหายไป แอบจำเลขบิบนางมาเช็คผล นางเข้า 1:44:01 แต่ชื่อเป็นคนไทย คงจะซื้อบิบมาวิ่ง
.
หยิบ Beans ขึ้นมาอมเม็ดเดียวหลัง 15k ตอนนั้นเพซเซอร์ 1:45 จี้หลังมาแล้ว ได้ยินแว่ว ๆ เขาพูดกันว่าเหลืออีกสองรอบสวนลุม ก็ประมาณห้าโล โดนเพซเซอร์แซงไป ดังนั้นจุดให้น้ำถัดมาก็เลยไม่แวะ แซงเพซเซอร์มาได้ พยายามปลุกตัวเอง อีกนิด ๆ ถ้าเธอยอมแพ้ตอนนี้ เธอจะทำตามเป้าในใจไม่ได้ แล้วเธอก็จะไม่มั่นใจในการซ้อมที่จะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ปลายปี ดังนั้น เธอจงฮึด อย่ายอมแพ้ เจอพี่หมวยวิ่งมากะเพซเซอร์ 1:45 พอเจอช่วงลงสะพานก็อาศัยโลกดึงแซงพวกเค้าไป แต่ช่วงกิโลสุดท้ายก็โดนแซงกลับ ทำให้เข้าเส้นตามหลังพวกเขาประมาณ 100 เมตร (ตอนนี้คิดว่าเติมพลังน้อยไปด้วยก็เลยทำให้ช่วงสุดท้ายหมด เพซตกชัดเจน ครั้งนี้ไม่กล้ากินเพราะอากาศเย็นทำให้เริ่มปวดฉี่นิด ๆ ถ้ากินก็ต้องจิบน้ำตาม จะทำให้ปวดฉี่หนักขึ้น ก็เลยตัดสินใจไม่กินดีกว่า)
.
เข้าเส้นแล้วจ็อกไปหาพี่ปู ได้มือถือปุ๊บก็เปิดแอพเช็คเวลา ดีใจมากที่ทำได้ตามเป้าเป๊ะ ถ้วยกับเงินรางวัลที่ได้ถือเป็นของแถม เราพิชิตเป้าหมายในใจได้นั่นคือรางวัลหลักของเราแล้ว
.
เสียใจหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มิน ก็เลยไม่มีเวลาแต่ละแล็ปมาแปะ และด้วยความที่ใช้ milestone pod เป็นครั้งแรก ไม่เคย calibrate ให้เข้ากับตัวเอง ดังนั้นมันจึงเก็บระยะมาเกือบ 24 กิโลเมตร (ทั้งที่ตัดมาแค่ 1:45 ชั่วโมงที่วิ่ง)
.
ป.ล.หลังวิ่งเสร็จ ได้กินแตงโมไปสองสามชิ้น มาม่าสองสามคำ แล้วก็วุ่นวายกับการรับรางวัลนานมาก ได้กินจริง ๆ คือเที่ยงกว่า ๆ เติมสารอาหารเข้าร่างไม่ทัน ก็รู้สึกตึงเส้น ลามไปปวดหัว เกือบกินไม่ลง พอค่อย ๆ พยายามกินก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ตบท้ายด้วยกาแฟปั่นอีกแก้ว ฟินกันไป คราวหน้าต้องเตรียมตัวเรื่องโภชนาการให้ดีกว่านี้
.
ขอบคุณร่างกายนี้ ที่ยอมตามใจ ไม่งอแง(มากนัก)
ขอบคุณจิตใจนี้ ที่แข็งแรง ไม่นอยด์ทั้งเรื่องลืมนาฬิกา ทั้งเรื่องตึงน่อง
ขอบคุณครูดิน สำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี #ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งดีดีได้มาจากไหน
ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงทั้งกายและใจมาโดยตลอด





วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Bangsaen42 : My 7th Marathon : 19 Nov 2017

เข้านอนหนึ่งทุ่ม แต่รู้ตัวว่านานมากกว่าจะหลับ แถมยังตื่นตอนสามทุ่มครึ่งอีก พยายามนอนก็นอนหลับไม่สนิท ฝันด้วย ฝันว่าวิ่งจบ แต่จำรายละเอียดตั้งแต่บนสะพานไม่ได้เลย คล้าย ๆ กับวาร์ปมา 

ตื่นอีกทีตีหนึ่ง ก่อนที่ตั้งปลุกไว้ เพราะมือถือพี่อิ๋วเพื่อนร่วมห้องดังก่อน นอนกลิ้งไปมา พยายามนอนนิ่ง ๆ เพื่อลองวัดชีพจร ปรากฏว่าพุ่งไปใกล้ ๆ 60 (เรื่องชีพจรนี่ แต่ก่อนเคยอยู่แถว ๆ 51-52 เดี๋ยวนี้มันมาอยู่ที่ 57-58 ไม่รู้เป็นเพราะอะไร)

คว้าขนมปังมาเคี้ยวละเอียด 1 แผ่น แต่งตัวพร้อมแล้วเดินจากห้องไปจุดปล่อยตัว ฝากของแล้วจ๊อก 1.4 กม. กายบริหาร ยืดเหยียด muscle activate ดริล 5 ท่า ท่าละ 3 เที่ยว สไตรด์ 3 เที่ยว คือเวลาเหลือเยอะไง แล้วไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปที่บล็อกบี อันเป็นบล็อกปล่อยตัว

ตอนนั้นมือเผลอไปจิ้ม ๆ แถวใต้ก้นข้างขวา แล้วรู้สึกเจ็บ เฮ้ย ตกใจนิดหน่อย มาเจ็บอะไรตอนนี้ พยายามคิดว่าลมดัน พยายามกดไล่ลม แล้วก็เลิกใส่ใจ อะไรที่ทำให้ใจเสียตอนนี้ ตัดทิ้งให้หมด

เข้าบล็อกเรียบร้อย เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนไปยืนข้าง ๆ อักษรเอ เฮ่ย นี่มันเกินบล็อกบีแล้วนี่นา ขยับจะเดินถอยออกมา ก็เห็นบิบคนรอบข้างเป็นตัวอักษรบี เอาวะ คนบล็อกเอคงน้อยแหละ ยืนตรงนี้น่าจะได้ 

รู้สึกพร้อมมาก อยากวิ่งแล้ว ปล่อยตัวไปก็หมายใจว่าจะคุมที่ 5:30 ดูก่อน ช่วงแรกคนเยอะ ก็อยู่ที่หกปลาย ๆ พอหาช่องซิกแซกได้ก็ค่อยเร่งขึ้นมา จบกิโลแรกสวย ๆ ที่ 5:31 รู้สึกมีกำลังใจ พยายามกำจัดกรอบออกไป บอกตัวเองว่าถ้ามันจะไหลก็จะปล่อย แล้วสำรวจร่าง สำรวจลมหายใจเป็นระยะ ปรากฏว่าไหลได้แค่สองสามโล เริ่มเสียดท้อง อากาศก็ร้อนอบอ้าวมาก เริ่มผ่อนแรง กิโล 7 เริ่มหลุดเยอะ จบสิบโลแรกที่ 56:40 นาที ใจเริ่มอยากจะขยับไปตั้งฐานที่ 5:40

(ถ้านับฐานที่ 5:30 สิบโลแรกทำเวลาเกินฐานไป 74 วิ ปกติจะบวกลบไปเรื่อย ๆ แต่นี่ดูแล้วว่ายิ่งบวกจะยิ่งใจเสีย เลยล้างทิ้ง สิบกิโลถัดมาก็เริ่มตั้งต้นที่ 0 ใหม่)

สิบโลถัดมา อาการเสียดท้องก็ยังมีมาเป็นระยะ พยายามหายใจดี ๆ กดท้องให้มันเรอออกมา โฟกัสที่ขาแทนจะได้ไม่พะวง เวลาก็ยังบวกไปอีก 94 วิ ล้างทิ้งอีกรอบ

สิบโลที่สองนี้ เส้นทางเริ่มเปลี่ยนจากถนนราดยางเป็นสะพานคอนกรีตที่กม. 14-15 พื้นแข็งขึ้น ลมไม่มี ความร้อนขึ้น จิบน้ำทุกจุดให้น้ำ (ยกเว้นจุดแรกที่ กม.2 เพราะว่ามันกำลังเพลิน) ฉีกกูเจลกินที่ กม.12 ครึ่งซอง มาต่อที่ กม. 14 อีกครึ่งซอง เจอพี่ปู(กัญ) ที่ กม. 14 หรือ 16 จำไม่ได้ พี่ปูบ่นร้อน จะเป็นลม ก็บ่นบ้างว่าโคตรร้อนเลยพี่ สบายใจนิดนึงว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่ ร้อนขนาดที่เหงื่อไหลลงถุงเท้า ถุงเท้าแฉะตั้งแต่ กม.15 แอบรำคาญหน่อย ๆ ที่ต้องวิ่งทั้ง ๆ ที่เท้าแฉะ ๆ แบบนั้น แอบขออภัยพี่ปูในใจที่น้องไม่ค่อยจะคุยด้วย นาทีนั้นคุมตัวเองให้อยู่ก็ยากมากแล้ว

จบ 20 กม. ที่ 1:53:45 จบฮาล์ฟที่ 2:00:13  แอบแป้วนิดนึงว่า แบบนี้ฟูลซับ 4 ไม่ได้ละ เพราะปกติช่วงท้ายจะแย่ลง ไม่เคยจะ negative split ได้เลย แถมสนามนี้จัดเนินไว้ตอนท้ายอีก 

ตอนนี้กลับตัวมาวิ่งอีกฟากของสะพาน ตอนนี้ลมเริ่มมาละ แต่มันกลายเป็นว่าลมสวนทางมา วิ่งต้านลมเต็ม ๆ เวลา 5 กม.นี้หล่นไปที่ 30 นาที (กม.20-25) โอ่ยยย เลิกบวกทดวินาที เลิกตั้งฐาน ช่างแม่งแล้ว เอาเป็นว่าจะไม่ยอมหยุดเดินก็ละกัน ดูลมดูขาไป คุมใจไม่ให้เสีย มีเสียงพี่ ๆ น้อง ๆ นักวิ่งทักทายและเชียร์เป็นระยะ ใครเป็นใครบ้างก็ไม่รู้ มองไม่เห็น (ก็แกไม่หัน) ขออภัยที่ทำได้แค่ยกมือโบกตอบ แถมบางคนยังนับตัวนักกีฬาแถมให้อีก ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

อีกห้ากิโลถัดมา ก็วิ่งไปตามสภาพ มีสะพานบ้าง ขาขึ้นก็จ็อกขึ้น ขาลงให้โลกดึง กระนั้นเพซเฉลี่ยก็หล่นลง ด้วยความที่ขาก็เริ่มล้า เช็คว่าไม่เจ็บ ตะคริวไม่มา ก็ไปต่อ เฮ่ย เคยซ้อมมาแล้ว ล้าแค่นี้เอ็งไปต่อได้ ไปเรื่อย ๆ จนเจอโค้ชม้อกที่ กม.36 โค้ชม้อกชง electrolyte fluid มาให้ ตอนแรกปฏิเสธเพราะคิดว่าเป็นน้ำเย็น พอรู้ว่าไม่ใช่ก็วิ่งเลยมาหน่อยแล้ว เดือดร้อนโค้ชม้อกต้องวิ่งตามมาส่งให้ จิบเกือบหมด รู้สึกดีดขึ้นมา จากที่คิดว่าจะเนือยแล้วก็มีพลัง แต่ช่วงนั้นกำลังจะเข้าเขตเนินเขาสามมุขพอดี เพซก็เหมาะสมที่เปนเพซเจอเนิน แถมยังเจอจ๋อเจ้าถิ่นนั่งบ้าง เดินข้ามถนนไปมาบ้าง ช่วงนี้ ท่องสัพเพ สัตตา แผ่เมตตากันเลยทีเดียว เจ้าจ๋อแกอย่ามาวอแวชั้นนะ 

ช่วงหลังจากกม.35 นี่ คิดในใจว่า อีกเจ็ดโลกว่า ๆ ก็คือสามรอบสวนลุม วิ่งแบบปลอบตัวเองนับถอยหลังทีละรอบ สองกิโลสุดท้ายแม้จะทางราบแล้วแต่ก็เป็นสองโลที่โคตรยาวนาน เข้าเส้นที่ 4:05.22 (chip time) 

เวลาแต่ละ กม. 

5:31.1 / 5:27.2 / 5:27.7 / 5:36.2 / 5:43.2 /
5:35.0 / 5:48.1 / 5:42.7 / 5:40.5 / 5:44.8 /
5:34.9 / 5:37.9 / 5:33.9 / 5:37.8 / 5:40.4 /
5:42.2 / 5:39.0 / 5:41.5 / 5:45.9 / 5:44.7 /
5:38.9 / 5:58.0 / 6:11.2 / 5:53.3 / 5:55.2 /
5:51.9 / 5:36.4 / 5:36.9 / 5:42.7 / 5:38.6 /
5:51.4 / 5:57.9 / 6:05.6 / 6:19.0 / 6:43.9 /
5:40.3 / 5:46.6 / 5:55.3 / 6:00.7 / 6:00.6 /
6:05.2 / 6:06.2 / 2:54.5 (0.51k)


วันนี้วิ่งแบบรู้สึกขาแข็งแรงมาก ที่พังคืออาการเสียดท้องกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว คิดว่าอากาศทำให้หายใจไม่ดีแล้วมันเลยกลายเป็นเสียดท้อง แม้จะหลุดเป้าแต่ก็พอใจ ทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ที่เจอ

หลังจากกินเจลที่ กม. 12 และ 14 ครั้งละครึ่งซอง ก็จิบ sponsor ผสมน้ำเปล่าทุกจุดที่แจก เคี้ยว energy blok ที่ กม. 22 / 26 / 30 หลังจากนั้นก็ขี้เกียจเคี้ยว คิดว่ามีสปอนเซอร์แจกจุดเว้นจุดแบบนี้ จะเคี้ยวทำไมให้เมื่อยกราม แถมบล็อกยังติดฟันด้วยฟระ อย่ากระนั้นเลยจิบเกลือแร่ที่แจกก็น่าจะพอ

เข้าเส้นชัยแล้วจ๊อก แล้วไปแช่อ่างน้ำแข็ง สามยก ยกละสิบห้าวิ ขึ้นมาเดินไปมาและยืดเหยียด จบการแข่งขัน

คู่แข่งในรุ่นอายุ 40-44 มีแต่ขาแรง ๆ ตัดไปเข้า over all กันหมด เลยมีโอกาสรับถ้วยอันดับ 2 ในรุ่น ดีใจชะเอิงเอย

//มาดู connect garmin พบว่า ตอนปล่อยตัวตีสามครึ่งนั้น temp = 27.8 feel like 32.8 อือม์//

** ขอบพระคุณครูดิน ศิษย์คนนี้ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งที่ดีได้มาจากไหน
** ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อช่วงตัว สะสมกำลังกาย สร้างพลังใจ ให้คาถาปรับจิตใจมาโดยตลอด และขออภัยที่ไม่ได้รายงานตัว ทำให้เป็นห่วง 
** ขอบคุณโค้ชม้อก น้องต้า ที่ชงเกลือแร่ให้ ณ โอเอซิส ขอบคุณน้องใบเตย ที่เชียร์และนับตัวนักกีฬาให้อย่างแม่น ขอบคุณโค้ชม้อกที่ให้เครื่องรางหลังวิ่งจบด้วย แม้ว่าป่านนี้จะยัง connection fail อยู่เลย 555
** ขอบคุณตัวเองที่วิ่งตลอดทาง มีหยุดเดินไม่กี่ก้าวตอนรับน้ำแล้วจังหวะจะไปเบียดเบียนคนอื่นเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

Berlin Marathon 2016 : My 5th Marathon (II)

เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง(ต่อ)

เช้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่ง กินข้าวหุงสุกไปสองถ้วย ทำธุระให้เรียบร้อย 
เจ็ดโมงกว่า ๆ ค่อยออกจากโรงแรม เดินผ่าน Berlin Hauptbahnhof (Berlin Main Station - สถานีรถไฟหลักเบอร์ลิน)
ข้ามถนน ข้ามสะพาน ก็ถึงลานฝากของ 

ด้วยความที่เป็นงานใหญ่(มากกกกก) นักวิ่งหลักสี่หมื่นคน ดังนั้น ระบบการฝากของจึงซอยย่อยเป็นโซน
แต่ละโซนก็จัดเป็นคอกเรียงติดกัน มีแผนที่มาให้เสร็จสรรพ ว่าบิบเบอร์ไหน อยู่คอกหมายเลขไหน
แต่ละคอกก็จะมีลักษณะเป็นตะแกรง มีตะขอไว้เกี่ยวถุงยังชีพที่นักวิ่งเอามาฝาก
เรียงเบอร์กันไปตามสติ๊กเกอร์ที่ติดหน้าถุง เป็นระบบระเบียบดีมาก

นอกจากนั้นแล้วก็มีถุงคลุมตัวแจก 
เป็นถุงพลาสติกสีครีมขุ่นขนาดถุงขยะสีดำไซส์ใหญ่ยักษ์
เจาะคอให้สวมหัว สำหรับใส่กันหนาว อากาศเช้านั้นอยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส
หนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา
และในขณะที่ฝรั่งสวมเสื้อนี้ ความยาวแค่คลุมสะโพก
สเมิร์ฟอย่างดิชั้น ใส่เป็นชุดแส็คเลยค่า
//ไหนขอเข็มขัดเส้นนึงดิ๊ ฮี่ ฮี่


ฝากของเสร็จแล้วชวนออมไปวอร์ม ต่อคิวเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย 
แล้วค่อยแยกกันไปจุดปล่อยตัว บล็อคใครบล็อคมัน

ไปถึงบล็อคเอฟ เจอจุดแจกน้ำแถวนั้น เลยจัดการจิบน้ำซะหน่อย
แล้วก็ได้ยินเสียงพี่ต่อเรียกพอดี เป็นครั้งแรกที่เจอกันตัวเป็น ๆ
เม้าท์มอยกันตามประสา กระโดดกระตุ้นหัวใจเป็นพัก ๆ ระหว่างรอปล่อยตัว
รอเค้าปล่อยนักวิ่งแนวหน้าไปก่อน แล้วค่อย ๆ ตามไปทีละล็อต

เก้าโมงยี่สิบ แถวเริ่มขยับ ก็เดินตาม ๆ กันไป เพื่อไปยืนรอหน้าเส้นอีกครั้ง !!
แล้วก็นับถอยหลัง ปู๊นนนน ปล่อยตัวแล้ว

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ที่ไปยืนปล่อยตัวข้าง ๆ pacer 3:30 hr

อากาศก็ดี๊ดี ปล่อยตัวปุ๊บ เฮียต่อพุ่งทะยาน ดิชั้นก็พุ่งตาม
ตามไปได้ครึ่งโล เหลือบดูนาฬิกา เห้ย สี่ปลาย ๆ 
ตายแน่แก ขืนไปสเต็ปนี้ ไม่รอดแน่ ก็เลยปล่อยเฮียแกไป
ชิส์ มนุษย์ผู้ชายนี่เชื่อลมปากไม่ได้ซักคน อุตส่าห์นัดกันซะดิบดี
..
วิ่งตามสเต็ปตัวเอง แต่ด้วยสภาพอากาศ ด้วยบรรยากาศ ด้วยทีมเพซเซอร์
(สาบานจริง ๆ ว่าไม่ได้มองหน้าเลยว่าหล่อไม่หล่อ  ไม่ต้องแซว)
ดูแต่ลูกโป่งไว้ ไม่ให้คลาดสายตา 
และนั่นทำให้ผิดแผน ...
แม้จะไม่กวดตามพี่ต่อไปแล้ว แต่ก็แอบคิดในใจว่าหูยยย ไฟลุกโชนขนาดนี้แล้ว 
ถ้าจะผ่อนลงก็คือการใส่แรงลงไป อย่ากระนั้นเลย เปลืองพลังในการเบรคตัวเองเปล่า ๆ 

หึหึ หารู้ไม่ว่านั่นคือคิดผิดอย่างยิ่ง

สิบโลแรกเลยจบสวย ๆ ที่ห้าสิบนาที 
สิบโลต่อมาก็ยังห้าสิบต้น ๆ กรี๊ด ๆ ๆ ทดไว้เยอะเลย 
ถ้าวิ่งได้สเต็ปนี้เรื่อย ๆ ก็นิวพีบีหวาน ๆ แน่นอน

และแล้ว ...

พ้นโลที่ยีบเอ็ดก็เริ่มรู้สึกว่าแรงตก 
เป็นความรู้สึกที่ ขาไม่ได้ล้า หัวใจไม่ได้พุ่ง
แต่ทำไมความเร็วตกหว่า ตกแบบเห็นชัด และบังคับให้เร่งไม่ขึ้น
มันยังไม่สำเหนียก มันยังไม่เอ๊ะ มันยังไม่เอะใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น

หึ หึ หึ 

ช่วงสิบโลที่สามนี้ เพซเซอร์สามชั่วโมงครึ่งก็ห่างออกไปเรื่อย ๆ
ได้แต่มองไปจนสุดสายตา ... ฮือออออ
หลังกิโลที่ยีบห้า เริ่มรู้สึกว่าหิว เห้ย ข้าวสองถ้วยที่อัดมาหายไปไหนหมด
ควักเกลือเม็ดที่เตรียมมาเคี้ยว แล้วจิบน้ำตาม
อีกแพพก็ทนหิวไม่ไหว ควักเจลพลังงานเย็นเจี๊ยบที่กองเชียร์เอามาแจกขึ้นมากิน
เออ เจลเย็น ๆ นี่มันอร่อยดีแฮะ

วิ่งไปเรื่อย ๆ ช่วงสิบโลที่สี่ เพซยิ่งตกลงไปอีก ห้าปลาย แล้วก็แตะเพซหกจนได้
ต้นขาเริ่มล้า อันนี้เริ่มรู้สึกแล้ว แต่การหายใจยังดีอยู่ ก็เลยไม่เครียด
ทุกครั้งที่นาฬิกาส่งเสียงเตือนครบโล ก็ดูเพซทีนึง เอ๊ะ นี่มันเกือบหกเลยนะ
มันไม่ค่อยธรรมดาแล้ว แต่ก็วิ่งเคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ 
ตราบใดที่ยังไม่เจ็บ ก็วิ่งไป เร่งไม่ได้ก็ไปเรื่อย ๆ

เรื่อย เรื่อย ... จนกระทั่งเพซเซอร์ 3:45 แซงไปในที่สุด >.<
ความรู้สึกที่ตัวเองวิ่งช้าลง ในแบบที่ ไม่สามารถจะเร่งขึ้นมาให้คงเพซเดิมไว้ได้นี่มันช่าง ...

พอพ้นกิโลสี่สิบมาได้ เริ่มรู้สึกว่า ต้นขาตึงมาก มันตึงจนใกล้จะหดตัว
คล้าย ๆ ตะคริวจะมา นักวิ่งไร้ประสบการณ์ตะคริวอย่างดิชั้นนี่ไปไม่เป็นเลย

ทำไงดี ทำไง ตะคริวขึ้นเค้าทำยังไงกัน 
เคยเห็นนักวิ่งคนอื่น ๆ เค้าเข้าข้างทางแล้วยืดเหยียด
เห้ย แต่ชั้นหยุดไม่ได้ เป็นนักวิ่งที่ถ้าหยุดแล้วมันไปต่อไม่ได้
ยังไงก็ต้องจ๊อกไปเรื่อย ๆ ก็เลยไม่ยอมหยุด
ลองเปลี่ยนท่าวิ่งดูละกัน เปลี่ยนการยกขา เปลี่ยนการลงเท้า
ทำยังไงก็ได้ให้กล้ามเนื้อไม่ม้วนตัวเข้ามาเป็นก้อน
ท่องในใจ อย่านะ ได้โปรด อีกแค่สองโลท้ายเอง ...
กลัวที่สุดคือกลัวตะคริวมาแล้วขาแข็ง ก้าวไม่ออกแล้วล้ม
... กรีดร้อง...
ม่ายยยยย ชั้นจะไม่ยอมล้มในสนามมาราธอนอีกแล้ว
...
ทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก งัดเจลขึ้นมากินละกัน
มันใช่มั้ยอะ ตำราไหนสอนให้กินเจลแก้ตะคริว
ก็ไม่รู้อะ คิดเอาเองว่านอกจากน้ำตาลแล้วมันอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยได้

สังเกตว่ากิโลที่สี่สิบเอ็ดนั่นเพซตกจนเกือบเจ็ด 
ลุ้นมากว่าจะยังคงเข้าเส้นชัยในเวลาต่ำกว่าสี่ชั่วโมงได้ไหม
โชคดีที่ตะคริวเชื่อฟัง เจลที่กินเข้าไปมันช่วยได้ !?!
ช่วงกิโลท้ายจึงค่อย ๆ เร่งขึ้นมาหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าขาไม่เป็นก้อนแน่แล้ว
เข้าเส้นชัยก่อนครบสี่ชั่วโมงนิดหน่อย

ผลแต่ละกิโลคือเยี่ยงนี้ : 

5:08.3 / 5:05.5 / 4:57.1 / 4:57.9 / 4:53.8 /
5:00.7 / 4:58.7 / 4:54.0 / 4:55.9 / 5:07.7 / 
4:47.3 / 5:08.5 / 5:09.9 / 5:06.5 / 5:17.8 / 
5:04.3 / 5:17.8 / 5:11.0 / 5:21.4 / 5:16.5 / 
5:17.9 / 5:26.2 / 5:27.5 / 5:34.5 / 5:42.6 /
5:43.2 / 5:46.5 / 5:49.0 / 5:39.1 / 5:41.9 /
5:50.3 / 6:08.9 / 5:57.8 / 5:44.9 / 6:06.4 /
6:18.9 / 6:32.0 / 6:25.7 / 5:48.7 / 6:11.5 /
6:58.5 / 6:28.5 / 3:59.4(0.7km)

total 3:56.10.7 @ 42.7 km 
(เวลาสนาม 3:56.14) 
ฮืออออ   อยากมาแก้มืออีกซักรอบ 
แต่.... เงินน่ะมีมั้ยยยยยยย :P

เดินตามทางไปรับเหรียญและเสบียงหนึ่งถุง




แล้วเดินไปจุดรับฝากของ รับของคืนมา
เดินไปรับ non-alcohol beer ฟรี แล้วไปยืดเหยียดรอออม
ยืด ๆ เหยียด ๆ อยู่ดี ๆ ผู้ชายฝรั่งตรงหน้า ห่างไปไม่เกินห้าเมตรก็ถอดกางเกง
เปลี่ยนจากกางเกงวิ่ง เป็นกางเกงแห้ง
แล้วนึกออกปะ คนใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ เค้าจะไม่นุ่งกางเกงในกัน
ก็... เอิ่มมมม สาวเอเชียหัวดำตาดำก็อึ้งอะดิคะ ตาไม่กะพริบเลยทีเดียว
อีกพัก คนตรงหน้า ใกล้เข้ามาอีก ก็เปลี่ยนกางเกงอีกคน
คนนี้ดีหน่อย รู้จักเอาพลาสติกที่เค้าแจกให้ห่มกันหนาวตอนเริ่มวิ่งมานุ่ง
เหมือนนุ่งผ้าเช็ดตัว แล้วค่อยเปลี่ยน ... 
เออ ... ค่อยยังชั่วหน่อย อีตาคนแรกทำไมไม่คิดบ้างนะ
ไหนมองไปรอบ ๆ ดิ๊ มีอีกป่าว
//ปาดเลือดกำเดาแพพ :P



Berlin Marathon 2016 : My 5th Marathon (I)

เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง
...
ขึ้นหัวข้อไว้เช่นนั้น เพราะมาราธอนครั้งนี้--ครั้งที่ห้า--สอนไว้
[ทดไว้หน่อย
หนึ่ง สิงคโปร์ ธันวา 2013
สอง เชียงใหม่ ธันวา 2014
สาม โตเกียว กุมภา 2015
สี่ ขอนแก่น มกรา 2016]
...
แรกเริ่มเดิมทีนั้นตั้งใจไว้ ว่ามาราธอนครั้งนี้ ตั้งใจจะทำ Personal Best ให้ได้
สถิติเดิมอยู่ที่ 3:41:25 ถ้าครั้งนี้ทำได้ 3:40:00 ก็บรรลุเป้าหมายแล้ว
แต่ในใจแอบหวังสูงไว้กว่านั้น

ค่าที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่า สนามเบอร์ลินมาราธอน เป็นสนามที่วิ่งง่าย
Flat -- คือราบเรียบ & Fast -- ใคร ๆ ก็มาทำสถิติโลกกันที่นี่
สมน้ำหน้านักที่เชื่อ "ใคร ๆ" เขา จนไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูล elevation ของสนาม

วันเสาร์ที่ ๒๔ กันยายน : วันรับบิบ

ตื่นแต่เช้าแล้วไปงานเอ็กซ์โป ไปยืนรอประตูเปิดเกือบยี่สิบนาที
ถึงกระนั้น ก็มีหมู่นักวิ่งมาร่วมยืนรอกันจำนวนไม่น้อย
งานเอ็กซ์โปที่นี่เป็นงานใหญ่ มีผู้มาร่วมจัดงานเยอะมาก
ความกว้างใหญ่มีถึง ๗ ฮอลล์ เรา--ออมกะนก--ตกลงกันไว้ว่ารับบิบให้เรียบร้อยค่อยมาเดินดูของ

ขั้นตอนการรับบิบเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
มีการตรวจสอบ start card และ พาสปอร์ตก่อนอนุญาตให้เข้าในส่วนที่รับบิบ
มีการมอบแถบรัดข้อมือ (ป้ายผ้าของงานที่รัดพอดีข้อมือโดยเครื่องอัตโนมัติ) เพื่อเป็นสัญลักษณ์
ซึ่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งให้ใส่ไว้จนกระทั่งวิ่งจบ
ที่สำคัญ เลือกแถวที่ผู้รัดแถบข้อมือหน้าตาเป็นที่ถูกใจได้ด้วย (//ปาดน้ำลาย)

รัดแถบข้อมือเสร็จแล้ว ก็เข้าแถวรับบิบ
มีการตรวจสอบพาสปอร์ต หันหน้าจอมาให้เช็คข้อมูลว่าถูกต้อง
แล้วก็ได้รับถุงยังชีพ ซึ่ง เป็นถุงพลาสติกใบใหญ่ ไว้ให้ใช้ใส่เสื้อผ้าและสิ่งของที่จะฝากในวันวิ่ง
พร้อมทั้งสติ๊กเกอร์พิมพ์ชื่อและหมายเลขบิบของเราไว้ให้แปะที่ถุง
ในถุงมีเสื้อที่สั่งไว้ตั้งแต่ตอนลงทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น event t-shirt / finisher t-shirt / jacket
มีชิพให้ติดไว้ที่รองเท้า แล้วก็มีคูปองลดราคาสินค้า มูลค่า ๕ ยูโร

ได้รับของเรียบร้อยก็เดินช็อป
งานนี้เป็นงานใหญ่ก็จริง แต่ทางยุโรปนี่ไม่ค่อยมีของมุ้งมิ้งให้ซื้อฝากเพื่อน ๆ นักวิ่งเหมือนงานโตเกียว
คือฝั่งโตเกียวนี่ นอกจากเสื้อผ้า รองเท้า (ซึ่งนับเป็นของใหญ่ราคาแรง) แล้ว
เค้าก็จะมีผ้าขนหนู หมวก ถุงมือ ถุงผ้า ที่ติดบิบ นู่นนี่
ทางนี้จะแบบ เสื้อ กางเกง รองเท้า แล้วก็หนักไปทาง energy gel / electrolite ซะมาก

ก็เลยไม่ได้มีของอะไรติดไม้ติดมือมากนัก
จะซื้อรองเท้าให้ตัวเองก็ยังขี้เกียจขนกลับมา
รองเท้าสัญลักษณ์งานเป็นแบรนด์ที่ไม่ถูกจริตด้วยแหละ
ก็เลยไม่ซื้ออะไรเพิ่ม ไม่นับแจ๊กเก็ตและเสื้อฟินิชเชอร์ที่สั่งไว้แต่แรกอะนะ
อ้อ ได้ถุงเท้า CEP มาลองใส่เล่น ๆ คู่นึง ค่าที่อยากได้อะไรที่มัน made in Germany บ้าง
เดินวน ๆ ซื้อของเสร็จก็เอาของไปเก็บโรงแรม แล้วออกไปสำรวจจุดปล่อยตัวกัน

...

อยากให้ดูแผนที่ประกอบนิดนึงค่ะ จุดที่ปักหมุดคือ Berlin main station
ภาษาเยอรมันเค้าเรียก Berlin Hauptbahnhof ค่ะ
จุด A คือโรงแรมที่เราเลือกจอง -- อันที่จริงต้องยกความดีให้ออม เพราะออมเป็นคนจัดการค่ะ
ข้ามถนนไปก็ถึงสถานีรถไฟ ซึ่ง มันดีงามมาก
(จริง ๆ แล้วมันดีงามกว่าที่คิดอีก เดี๋ยวเฉลย)



เราก็เลยเอาของไปเก็บ พักแป๊บนึง แล้วเดินข้ามถนนมาสถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟไปสองสถานี
ประมาณจุด B ในแผนที่ ตามที่แอพ Berlin Marathon แนะนำไว้ในหัวข้อ Getting there
โผล่ไปก็เดินไปตามทาง ไปจนเจออนุสาวรีย์สีทอง "Siegessaule" (จุด C)
ถึงตรงนี้ก็จะเห็นเค้ากั้นถนน จัดเป็นบล็อก เดินไล่ไปจากบล็อก A จนถึงบล็อก F แล้วหมดแค่นั้น
บล็อก G ล่ะ หายไปไหน ...ไอ้ฉันปล่อยตัวบล็อก F ก็อุ่นใจละ
แต่ออมนี่สิ อยู่บล็อก G ละหาบล็อก G ไม่เจอ
เดินดุ่ม ๆ จนไปท้าย ๆ แถว ตรงนั้นเค้ากำลังแข่งสเก็ตกันอยู่

สนามเบอร์ลินมาราธอนมีการแข่งขันระยะมาราธอนสองชนิดกีฬาค่ะ
หนึ่งสเก็ต แข่งวันเสาร์ที่ ๒๔ กันยา และสอง แข่งวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กันยา
ตอนที่เราไปนั่น สเก็ตแข่งเสร็จกำลังจะประกาศรางวัลกันค่ะ

ซึ่งตอนนั้นเค้าจะกั้นพื้นที่ส่วนนึงไม่ให้เข้า
เพราะเป็นบริเวณที่มีการแข่งขันกันอยู่
ก็เจอเจ้าหน้าที่คนนึงแถวนั้น ก็ถามเค้า เค้าก็บอกว่า
Yeah... it should be around here and the sign should be installed but you know, this is how Germany organized..

คือบั่บ ฮีแอบบ่นให้ฟังง่าาา
ก็เลย เออ เข้าใจอารมณ์ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้มาตรงนี้ละกัน

ทีนี้ ตรงที่เดินมาถึงนี่ก็ไกลจากสถานีที่เรามาลงมากแล้ว ก็เลยมอง ๆ ว่าจะไปสถานีที่ใกล้จุดนี้
เดินหาสถานีไปเรื่อย ๆ มองไปมองมาชักคุ้น ๆ แฮะ
เฮ้ย สถานีข้างหน้านี่มัน .. ถ้าข้ามสะพานตรงนี้นี่มัน ก็ Berlin hauptbahnhof แล้วนี่หว่า
แล้วเราจ่ายตังค์ค่ารถไฟกันไปทำไป
แถมซื้อไว้สี่เที่ยวด้วยนะ คือไปกลับวันนี้ แล้วก็ซื้อเผื่อพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องยุ่งยากด้วยไง
แบบว่างานใหญ่ กลัวคนเยอะงี้ .. กลายเป็นเสียเงินฟรี ฮ่า ๆ

ละออมก็บอกขณะเดินข้ามสะพานกันว่า เออ ออมนึกได้แล้ว ว่าทำไมเปลี่ยนโรงแรมมาเป็นโรงแรมนี้

ค่ะ ขอบคุณ ...

ก็ขำ ๆ กันไป

---

ค่ำวันนั้น นัดหมายกับพี่ต่อไว้เป็นดิบดี (โทษฐานที่ปล่อยตัวบล็อคเดียวกัน) ว่าเราจะวิ่งตามแผน
คือเริ่มที่เพซ 5:10 สิบโลแรก แล้วเช็คสภาพ ถ้าโอเค สิบโลถัดไปจัดที่ 5:05
ผ่านครึ่งทางแล้วยังเหลือ เราจะวิ่งที่เพซห้าถ้วนกัน
คือเอาจริง ๆ เป็นนักวิ่งที่ไม่เคยทำ negative split ได้เลย
เป็นมนุษย์ที่มีแค่ไหน ใส่ไปก่อน ยิ่งเริ่มช้า ท้าย ๆ ก็จะช้าไปอีก
แต่นี่แบบ เฮ้ย มีคนวิ่งด้วย น่าจะช่วยกันประคองไปได้น่า
ก็นอนหลับไป แอบกระหยิ่มไปในคืนนั้น

(ยังมีต่อ)

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง



วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Chiang Mai Marathon 2015 : My 20th Half Marathon

ก่อนจะถึงจอมบึง สนามวิ่งที่ ๑ สำหรับปี ๒๕๕๙ เราก็ต้องมาบันทึกถึงสนามสุดท้าย ของปี ๒๕๕๘ กันก่อน

จริง ๆ สนามนี้เป็นสนามที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาแข่ง

เรื่องของเรื่องคือช่วงปลายปี เป็นช่วงที่ว่างงาน ไม่มีโปรเจคท์ พอได้อีเมล์จากนกแอร์ ประชาสัมพันธ์ตั๋วราคาดีดี ก็เลยคลิก ๆ จองดูเล่น ๆ ได้ตั๋วไปกลับราคาสองพันนิด ๆ ก็เลยจัดมา หาเรื่องไปนอนกอดหลาน สวัสดีป๊าม้าช่วงก่อนปีใหม่ ห่างไกลผู้คน หนีช่วงเทศกาลซะหน่อย ตั๋วที่จองได้คือบินไปเชียงใหม่ค่ำวันที่ ๑๕ ธันวา และกลับกรุงเทพ ๒๔ ธันวา

สองวันหลังจองเสร็จ เห็นว่า งานเชียงใหม่มาราธอนยังไม่ปิดรับสมัคร ก็เลยสมัครระยะฮาล์ฟซะหน่อยละกัน เผื่อได้รางวัลมาชดเชยค่าตั๋วเครื่องบิน ... แม้จะยังไม่ปิดรับสมัคร แต่ก็หมดระยะราคา early bird แล้ว ดังนั้น ค่าสมัครวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน จึงปาไปแปดร้อยบาทถ้วน (เท่าราคาระยะฟูลที่ขอนแก่นเลย -_-'')

วันแข่ง นอนสามทุ่ม ตื่นตีสามสิบนาที ออมเป็นสารถีขับรถพาไปแข่ง แถมพ่วงด้วยตำแหน่งช่างภาพอีกหนึ่งตำแหน่ง -- ขอบคุณนะ <3 --

วอร์มอัพ ๒ กิโลเมตร กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ได้แค่สองเที่ยวก็ได้ยินเสียงเรียกให้ไปยืนรอปล่อยตัวซะแล้ว

ตั้งเป้าไว้ที่ ๑ ชั่วโมงสี่สิบ เพราะอยากทำฟูลที่ ๓ ชั่วโมงครึ่ง (อาจหาญมาก ตั้งเป้าซะขนาดเน้ ก็นะ ..เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนไม่ใช่เหรอ)

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้

4:31.75 / 4:47.20 / 4:40.59 / 4:45.57 / 4:42.63 / 4:49.09 / 4:44.46 / 4:53.57 / 4:56.97 / 4:59.18 / 4:46.64 / 4:53.49 / 4:54.05 / 4:53.74 / 4:56.09 / 5:01.98 / 4:42.79 / 4:45.59* / 4:49.39 / 4:45.27 / 4:36.73 / 2:13.95 (0.46k)

* จิบน้ำ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วค่อย ๆ ปรับจังหวะ ให้สอดคล้องกับลมหายใจ เจอพี่แหม่ม-มณีรัตน์ตามมาทักตอนประมาณกิโลเมตรที่ ๒ ก็ปล่อยพี่แหม่มแซงไป เกรงว่าหากเร่งตามไปแล้วจะเสียจังหวะตัวเอง เดี๋ยวไปตายตอนท้าย ถึงอย่างนั้นเพซที่ กม. สาม ก็ฟ้องว่าเธอแอบเร่งตามเค้าไปนิด-นิด กว่าจะไหวตัวทัน (เพซกระตุกขึ้นไปที่ 4:40) รักษาจังหวะไปเรื่อย ๆ ไปแซงพี่แหม่มคืนตอนกิโลที่เจ็ด ช่วงจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสุเทพ แล้ววิ่งตามถนนสุเทพไปเรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายอีกทีที่กาดพยอมเข้าถนนรอบเมืองเชียงใหม่ เส้นทางทับกับเส้นทางระยะเต็มมาราธอน แต่ของระยะฮาล์ฟจะไปกลับตัวประมาณ กม.ที่ ๑๓

ช่วงกลับตัวเป็นช่วงที่มืดมาก ไฟถนนไม่มี มืดราวกับวิ่งในถ้ำ วิ่งไปแบบไม่เห็นคนข้างหน้า ไม่เห็นทาง ไม่เห็นหลุมบ่อใด ๆ วิ่งไปภาวนาไปอย่าให้เจอหลุมเลย มิน่าล่ะ เค้าถึงได้แจกไฟส่องกบให้ใน race pack --เพิ่งจะถึงบางอ้อก็ตอนนี้ แต่ก็ไม่ทันละ ไม่ได้ติดมาด้วยเพราะไม่คุ้น-- เจ้าหน้าที่ต้องพูดใส่สปีคเกอร์ว่าให้กลับตัวตรงนี้ ถึงกระนั้น อิชั้นก็เลยไปสามสี่ก้าวก่อนเลี้ยวกลับตัว เพราะว่ามองไม่เห็นกระทั่งกรวยกั้น (เค้ามีมั้ยไม่รู้อะ รู้แต่ว่ามองไม่เห็น)

ด้วยความที่อากาศเย็น แม้ไม่เท่าปีที่แล้ว แต่นั่นก็เป็นผลดี ทำให้ไม่รู้สึกกระหายน้ำ กว่าจะจิบน้ำก็ปาไปกิโลที่ ๑๗-๑๘

งานนี้คุมจังหวะค่อนข้างดี ประคองมาเรื่อย ๆ มาเร่งสองโลท้ายตามที่ฝึกมา เร่งขึ้นก็สบายใจละ :)

เข้าเส้นชัยที่ ๑:๔๓.xx กับระยะ ๒๑.๔๖ กม. เป็นลำดับที่ ๑ ในรุ่นอายุ ได้ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านสมใจ :D

ได้ครีมกันแดดมาอีกกระบุงนึง :D



วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔ : My 19th Half Marathon


ชืองาน : ตามรอยเท้าพ่อ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๔

สถานที่ : วิหารเซียน สัตหีบ

อันที่จริง ไม่ควรจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยข้ามปีแบบนี้เลย
ลืมหมดแล้ว ความรัก อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสนาม >.<

บ่ายของวันเสาร์ก่อนวันแข่ง ฝนตกหนักมาก จนแอบหวั่นใจ ว่าฝนจะตกวันแข่งมั้ยนะ ... ม่ายยยยย อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามกว่า ๆ ออกจากที่พักถึงสนามประมาณตีสี่ครึ่ง วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด ดริล สไตรด์ ตามสเต็ป แวะเข้าห้องน้ำจัดการข้าศึกให้เรียบร้อย ... พร้อมที่สุดละ

ออกตัวตามบรรยากาศเหมือนทุกที แล้วจับลมหายใจ ค่อย ๆ เตือนตัวเองให้ก้าวขาตามจังหวะของตน ใจเย็นไอ้น้อง ถ้าไม่อยากตาย อย่าไปตามใครเค้า

จำได้ (อย่างเลือนลาง) ว่าเนินสุดท้ายก่อนกลับตัว (ประมาณ กม.ที่ ๗) เป็นเนินเดียวที่ต้องยั้ง ไม่กล้าจัดเต็มเนื่องจากกลัวหน้าจะทิ่มถ้าสับขาไม่ทันแรงดึงของโลก ซึ่งนั่นก็แปลว่าเนินแรกที่เจอหลังกลับตัวนี่มันก็จะหนืดสุดเหวี่ยง .. คือถ้าเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงพอ ฝึกซ้อมกับเนินมามากพอ เนินนี้ก็อาจจะเด็ก-เด็กสำหรับผู้นั้นก็เป็นได้ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว หึ หึ หึ ความรู้สึกตามที่กล่าวมาเลย

พอเข้ากิโลที่ ๑๖ เริ่มหมดกำลัง และรู้สึกเหงาเปลี่ยวเดียวดายมาก ข้างหน้ามีผู้ชายนำไปห่าง ๆ เหลียวไปข้างหลังไม่เจอใครเลย พยายามเล็ง ผช ที่ใกล้ที่สุดไว้ไม่ให้คลาดสายตา ไม่ใช่อะไร กลัวจะเลี้ยวผิด!! ช่วงหลังนี่เป็นเนินหนืด ๆ ถามตัวเองซ้ำซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วระยะฮาล์ฟนี่คือระยะถนัด สนามโหดได้ใจจริง ๆ

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้ (สังเกตความเป็นเนินได้จากเพซ)

4:33.89 / 4:51.93 / 5:27.99 / 4:24.41 / 5:10.78 / 5:11.53 / 4:56.72 / 5:32.25 / 4:39.87 / 4:32.44 / 5:03.53* / 4:59.36 / 4:56.55 / 4:44.00 / 5:22.72 / 5:40.47 / 5:38.36 / 5:41.78 / 5:13.95 / 5:06.65 / 5:17.17 / 2:47.76 (0.56k)

สนามนี้เป็นสนามแรกที่มีความรู้สึก "เมื่อไหร่จะถึงซะที" คือวิ่งระยะมาราธอนมาสามสนาม ยังไม่เคยรู้สึกขนาดนี้เลย ช่วงสองสามร้อยเมตรสุดท้ายนี่คือความยาวนานในความรู้สึกมาก ๆ เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่ ถ้าปีหน้าจะมาอีกก็คงเพราะอยากรู้ว่า ความรู้สึกนั้นจะเกิดซ้ำอีกไหม เราจะเอาชนะมันได้ไหม ... ฮือม์ คิดแล้วก็น่าลองแฮะ

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ยืดเหยียด รอรับถ้วยรางวัลโอเวอร์ออลฝ่ายหญิง รับจากมือครูดินกันเลยทีเดียว :D





วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2015 : My 18th (Super) Half Marathon

นอนก่อนสามทุ่ม ตื่นตีสาม

ถึงสนามก่อนตีสี่นิดหน่อย ฝากของ เข้าห้องน้ำ วอร์มอัพ ๒ กม. ดริลท่าละเที่ยว สไตรด์ ๔ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวก่อนเวลา ๑๕ นาที ยืนคอยจนตัวเกือบจะเย็น

ปล่อยตัววันนี้พยายามไม่เร่งตามคนข้างหน้ามากนัก พยายามรักษาจังหวะที่ตั้งเป้าไว้ในใจว่า ... ถ้าหากอยากจะวิ่งระยะมาราธอนให้ได้ในสามชั่วโมงครึ่ง(ซึ่งประกาศกร้าวไว้เมื่อวันที่ผลบอสตันออก--ประกาศด้วยความแค้นแฝงไว้นิดหน่อย) ก็คือจะต้องวิ่งที่เพซเฉลี่ยห้าถ้วนตลอดระยะ ๔๒ กิโลเมตร ... วันนี้ลงสนามระยะ ๓๒ กิโลเมตร ถือเป็นการทดลอง ว่าจะวิ่งเฉลี่ยที่เพซห้าถ้วนไหวซักแค่ไหน จะรักษาเพซในใจนี้ได้ถึงกิโลเมตรที่เท่าไหร่ เพื่อจะได้เป็นฐานในการซ้อมครั้งหน้า

ด้วยความที่สนามนี้มีเนิน สลับมีขึ้น มีลง ... เหมือนชีวิตคนเราเลยเนอะ .... จะรักษาเพซห้าทุก ๆ กิโลเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ มันต้องมีจังหวะหนืดในขาขึ้น และ จังหวะวิ่งฉิวให้โลกช่วยดึงในขาลง ดังนั้น จึงกะว่าจะเฉลี่ย ๆ เอา ด้วยเป้าหมายทีละ ๕ กม. เฉลี่ยเพซห้า นั่นคือ ๕ กิโลเมตรละ ๒๕ นาที

ออกตัวมาได้ซักแป๊บ ได้ยินเสียงทัก "พี่นก หวัดดีครับ" ไอ้เราก็หยิ่งตามสไตล์ ไม่หันไปมองให้เสียสมาธิ ได้แต่พูดตอบไปเนิบ-เนิบว่า "หวัดดี" แล้วน้องคนที่ทักนั้นก็แซงขึ้นมา พูดต่ออีกนิดว่า "ผม ป๊อกครับ" หางตาเหลือบไป อั้ยย่ะ พี่ป๊อกแห่งคลับ ๔๒.๑๙๕ ฯ และห้องแบ่งปันฯ ในตำนาน หางตาเห็นพี่เขายกมือสวัสดีด้วย กรี๊ดดดดด หยิ่งไม่เข้าเรื่องแล้วไงล่ะ ตะโกนไปอีกรอบ "สวัสดีค่ะพี่ป๊อกกกกก" แฮ่ น้องขอโทษ

ห้ากิโลแรกสวย ๆ ทำเวลาทดไว้ ๕๐ วิ พอถึงกิโลที่สิบ ที่ทดไว้เหลือ สามสิบวิ กิโลสิบห้า เหลือประมาณ สิบวิ กิโลยี่สิบ ที่ทด ๆ ไว้ก็หมดพอดี วิ่งไปอีกพักก็กลับตัวรับเช็คพอยท์ พอถึงกิโลยี่สิบห้า เริ่มเกินมานาทีเต็ม ๆ ใจก็คิดว่า เพซขนาดนี้ วันนี้คงได้แค่นี้ ที่เหลือ เอาแค่ไม่ร่วงน่าเกลียดมากก็พอ  ก็ไปได้อีกสองสามโล พอถึงสี่โลสุดท้าย ขามันไม่ใช่ของเราละ เพซตกลงไปเลวร้ายสุดถึง ๕:๔๔ เลยทีเดียว แต่ตอนนั้นคือหลังจากที่ใจมันปล่อยแล้ว ข้างหน้าไม่มีใครให้เร่งแซง (คือถูกที่ ๑ โอเวอร์ออลทิ้งไปเป็นกิโล) ข้างหลังก็ไม่มีใครให้วิ่งหนี ก็เลยไปเรื่อย ๆ นึกถึงบทสวดมนต์เพื่อให้ลืมว่าขามันล้าแค่ไหน ดึงใจไปจ่อกับบทสวดแทน

จริง ๆ แล้วก็นับก้าวมาเรื่อย ๆ แต่พอเจอพี่อู๊ด (นรสิงห์) ที่ทักว่าคนแรกป่าว (ประมาณกิโลที่ ๒๘) แล้วก็ส่ายหน้าตอบพร้อมชูมือเป็นตัววีเพื่อบอกว่าที่สอง จากนั้นก็ลืมตัวเลขที่นับ ก็เลยคิดว่าเอาใจไปไว้กับบทสวดมนต์ละกัน ตอนแรก จะสวดอิติปิโสฯ แล้วมันสะดุดคือแบบ ...

อิติปิโส  (อะไรต่อนะ) -- แทนที่จะท่อง ภะคะวา ต่อ ใจท่องเป็น อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิฯ (บทคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า) เฉยเลย ... ก็เลยท่องบทนี้ไปเรื่อย ๆ จนเข้าเส้น


เข้าเส้นแล้วปรากฏว่าระยะยังไม่เต็ม ๓๒ กม. อาจจะเพราะการ์มินเพี้ยน (คือมันเพี้ยนเล็กน้อยประจำเป็นปกติอยู่แล้ว) อาจจะเพราะมีตัดถนนไปมาบ้างนิดหน่อย .. ก็เลยวิ่งต่อจนครบ ๓๒ เต็ม ๆ (โรคจิตนิดหน่อย) ... เวลาสนามคือ ๒ ชั่วโมง ๔๓ นาทีต้น ๆ แต่พอวิ่งต่อจนครบ เศษวินาทีก็ปาไปเกือบเต็ม ๔๔ นาที

อย่างไรก็ดี ถือว่าเร็วกว่าปีที่แล้วถึง ๒ นาที ทำ new PB ของสนามไปโดยปริยาย เข้าเส้นเป็นที่ ๑ ของรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ปี เป็นอันดับ ๒ โอเวอร์ออล ซึ่งตามอันดับ ๑ ถึงหกนาที .. แหะ ตามกันเป็นกิโลเลย -_-''

เวลาแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.37 / 4:53.38 / 5:30.61 / 4:31.14 / 4:57.37 /
4:55.79 / 4:43.34 / 5:00.84* / 5:03.00 / 5:07.30 /
4:45.56 / 4:46.29 / 5:10.41 / 5:31.31 / 4:38.67 /
5:12.71* / 5:05.64 / 5:10.49 / 5:11.23 / 5:02.45 /
4:56.25 / 4:51.67 / 5:09.44 / 5:25.83* / 5:19.66 /
5:13.94 / 5:01.48 / 5:23.07 / 5:29.12 / 5:37.73 /
5:44.14 / 5:24.93

* จิบน้ำ

วิ่งเสร็จแล้ว จ๊อกเบา ๆ เป็นการคูลดาวน์ จังหวะนี้ขาลากมากแทบจะก้าวขาจ๊อกไม่ออก ก็เลยยืดเหยียดหน่อย ๆ ไปรายงานตัว แล้วก็อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย เตรียมตัวเข้าเต็นท์รอรับพระราชทานใบประกาศฯ และรับถ้วย

จบไปอีกรายการ ... แม้จะไม่ได้ดังเป้า ก็ฟินนะ อย่างน้อย ก็ได้นิวพีบี :D


อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

River Kwai International Half 2015 : My 17th Half Marathon

กลับมาเยือนอีกครั้ง กับสนามในดวงใจ RiverKwai International Half Marathon

มากี่ครั้งก็วิ่งอยู่ที่ระยะนี้ ด้วยความชอบส่วนตัว ค่าสมัครวิ่งเท่ากันทั้งระยะฮาล์ฟและมินิ ดังนั้น จ่ายแล้วควรวิ่งให้คุ้ม .. ระยะฮาล์ฟได้วิวจุใจกว่าด้วย

ปีนี้เปลี่ยนสปอนเซอร์ จาก Mizuno เป็น New Balance แต่หลายคนก็ยังเรียกชื่องานว่ามิซูโน่ริเวอร์แควกันอย่างติดปาก

ออกจากกรุงเทพแปดโมงนิด ๆ แวะหม่ำมื้อเที่ยงบ่ายโมงหน่อย ๆ ถึงโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจบ่ายสองกว่า ๆ เช็คอินที่โรงแรม ที่พักก็เป็นแบบเรือนแพที่เพิ่งซื้อต่อจากห้อง "แบ่งปันฯ" ที่มีสมาชิกหลายท่านจองไว้ แต่ติดงานสำคัญ-ธุรกิจด่วนทำให้มาไม่ได้พอดี โชคร้ายของท่านที่มีกิจทำให้อดวิ่ง ทำให้เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ทำให้มีที่นอนสบาย ๆ ใกล้จุดปล่อยตัว

เรือนแพหลังหนึ่งแบ่งเป็นสามห้อง ค่าที่พักเรือนแพห้องละ ๒๘๐๐ บาท  ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับความสะดวกที่ได้รับ ตอนเช้าไม่ต้องเดินทางมาเอง ลืมตามาเปลี่ยนชุดออกไป มีรถบริการรับส่ง ณ จุดปล่อยตัวด้วย

ในห้องมีเตียงใหญ่ นอนได้ ๒ คน ๑ เตียง และเตียงเล็ก นอนคนเดียว อีกหนึ่งเตียง มีระเบียงสำหรับนั่งชมวิวแม่น้ำแควชิล ๆ คอเบียร์ถ้าได้จิบเบียร์ไปด้วยก็คงพริ้มมมม

นอกจากนั้นก็ยังมีคูปองอาหารเย็นสำหรับ ๒ ท่าน (ส่วนอาหารเช้า มีคูปองมากับบิบอยู่แล้ว) ห้องกว้างพอที่จะปูนอนได้อีกสองสามคนเลยล่ะ ถ้าเป็นคนกินง่ายนอนง่ายนอนพื้นแข็งได้ เพียงแต่ต้องหาเครื่องนอนมาเอง -- อ้อ .. ที่จริงในตู้มีหมอนสำรองให้อีกใบด้วย ถ้าเตรียมตัวมาดี เตรียมอาหารมาเองก็จะประหยัดไปอีก แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา ซื้อคูปองอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์เพื่อกินพร้อมกะเพื่อนร่วมห้องด้วยก็สะดวกดี ราคาอยู่ที่ ๓๒๐ บาทต่อหัว

ด้วยความที่เพิ่งได้ที่พักมาหมาด ๆ ก็เลยกะไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นห้องพัก ว่าจะเนียนนอนกันสี่คน ก็เตรียมถุงนอนเครื่องนอนกันมา กะว่านอนพื้นสองคนแหละ แต่พอเห็นห้อง โอ้ สบายมาก ต่อให้มาอีกสองก็ยังไหว ทางโรงแรมก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักในเรื่องของจำนวนคน แค่ว่า ถ้ามากันเยอะก็ต้องบริหารเวลาเรื่องห้องน้ำห้องท่ากันเอง

นี่มากันสี่คน ซื้อคูปองอาหารเย็นเพิ่ม ๒ ใบ รวมจ่ายไปทั้งสิ้น ๒๘๐๐ + ๖๔๐  หารกันก็ตกหัวละ ๘๒๐ ถือว่าโอเคแหละ

(เขียนเรื่องที่พักเยอะราวกับรีวิวเชียวเนอะ ฮ่า ๆ)

อะตัดมาตอนเช้า

วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วเดินขึ้นไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากคนเยอะ รถบริการไม่ทัน พวกเรา(พร้อมครูดิน)ก็ขี้เกียจคอย ก็เลยเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย ระยะทางเกือบกิโลเท่านั้นเอง เอาของไปฝาก ณ จุดฝากของ เดินฝ่าหมู่นักวิ่งซึ่งเยอะมากไปยังหน้าเส้น ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย คนก็เยอะมากแล้ว ก็เลยแทรกตัวแล้วไปยืนจ๊อกถี่ ๆ หน้าเส้นเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ด้วยความที่มาสนามนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สภาพสนามเป็นยังไงก็พอรู้อยู่ ห้ากิโลแรกไม่กดดันตัวเองมาก หวังแค่เพซเฉลี่ยห้าโลบนสภาพเนินขึ้นล้วน ๆ ไม่ให้หล่นไปต่ำกว่า ห้าครึ่งก็พึงพอใจ แล้วไปทดเอาขาลงเนิน เหินลงด้วยแรงดึงดูดของโลก ปล่อยให้โลกดึงร่างไปสบาย ๆ ไม่ต้องใส่แรง แค่สับขาให้ได้จังหวะพอเหมาะกับแรงดึงที่โลกส่งมา ลั้นลา ลั้นลา  ฟินนนนนนนนนน

วันนี้เป็นวันที่วิ่งแบบไม่ได้นับก้าว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนเริ่มวิ่ง แล้วก็เลยไม่นับไปเลยแล้วกัน เจอพี่น้องนักวิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาก็ทักทายกันไป ไปได้เกือบสองโลเจอครูดินวิ่งไล่ขึ้นมา ก็ได้วิ่งกับครูพักใหญ่ ก่อนครูจะทิ้งไปเพื่อกลับตัวระยะมินิ อิชั้นวิ่งฮาล์ฟก็วิ่งต่อไปข้างหน้า เห็นสาวเสื้อดำฟ้อนต์เหลือง น้อง snail gang เสื้อเหลือง น้องเพ็ญเสื้อเขียว ธกส พอช่วงลงเนินที่ถนัด ก็ได้โลกช่วยดึงแซงน้องเสื้อเหลือง กะ น้องเสื้อเขียวได้พักนึง อีกพักน้องทั้งสองก็เร่งแซงขึ้นมา ในใจก็คิดว่า ไปเหอะ ป้าไม่ตามไปแซงหรอก ส่วนน้องเสื้อดำฟอนต์เหลือง (มารู้ทีหลังว่าคือน้องอุ้งขาแรงแห่งโตโยต้า) เค้าไปไกลเกินจะสาวเท้าตามแล้ว ...

กลับตัวเจอหนุ่มฝรั่งคนนึงยืนคอยเชียร์ (หรือทำงาน?) อยู่ ฮีบอกกับฉันว่า fifth place women แล้วกางนิ้วห้านิ้วเป็นเครื่องหมายของเลขห้า ฉันก็เลยแปะมือ hi-5 กะฮีเรียกพลังฮึดซะหน่อย แล้วไปต่อ พอกลับตัวแล้ว ได้ยินเสียงเรียกเชียร์เป็นระยะ ก็นะ ด้วยความที่สายตาก็สั้น แถมนิสัยส่วนตัวตอนวิ่งต้องหยิ่งให้เต็มที่ บางทีก็เลยไม่ได้หัน ได้แต่ยกมือแสดงว่ารับรู้ ในใจนั้นขอบคุณทุกเสียงที่ส่งมานะคะ

ระหว่างวิ่ง มีอาการเสียดท้องเป็นระยะ ก็ควักธรรมะออกมาช่วย ดูมันไป ความเสียดนั่นก็ไม่ใช่เรา มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แทรกมา มันมาได้แพพ ๆ แล้วมันก็หายไป ใจไปจ่อกับเท้าที่กำลังก้าว แขนล่ะ เป็นยังไง จินตนาการถึงวงล้อที่อยู่ข้างหน้า แขนสองข้างพับ-ดึงศอก ตีล้อให้ไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่อเนื่อง วงล้อก็คือขาสองข้างนั่นแหละ แขนตี ขาดึงเป็นวง จังหวะหายใจสัมพันธ์กัน มันก็สนุกกับการวิ่งต่อเนื่องไป ดูร่างกายมันทำงานไป ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ฝึกทั้งกายทั้งใจในคราวเดียว

ปีนี้ไม่มีพี่ตุ้มมาฟาดฟันก่อนเข้าเส้น กิโลสุดท้ายเลยเร่งได้นิดเดียว ไม่กระชากขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะอย่างปีที่แล้ว - นิสัยเสียส่วนตัว ไม่มีใครให้หมายตาแข่ง ก็ไม่ยอมเร่งซะอย่างนั้น

อากาศวันนี้ดีมาก เย็นสบาย ท้องฟ้ามีหมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ให้ อดเห็นไข่แดงหลังจากกลับตัวเหมือนปีก่อน แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องโดนแดด ถือว่าพอให้อภัย ข้างทางเป็นสนามเขียว ๆ แซมด้วยรั้วไม้ขาว ๆ เบื้องหน้ามีหมอกหนาพาดผ่านทิวเขา โอ้ .. ชีวิตดี

เสียบรรยากาศไปบ้างกับขบวนรถที่สัญจรไปมา ปีนี้รู้สึกรถมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อกลับตัวมาแล้ว รถบรรทุกเยอะมาก ปีที่แล้วยังได้ hi-5 กับหลายคน แต่ปีนี้หาจังหวะไม่ได้เลย ...อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่จะประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนแค่ปีละห้า-หกชั่วโมง ตีห้าครึ่งถึงสิบเอ็ดครึ่ง-อะไรงี้

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.54 / 5:06.23 / 5:27.60 / 5:10.51 / 5:27.21 /
5:02.24 / 4:45.21 / 4:50.93 / 4:36.02 / 4:49.65 /
4:53.82* / 5:07.22 / 5:22.88 / 5:02.32 / 5:02.71 /
4:50.39 / 4:36.61 / 4:41.94 / 4:41.45 / 4:51.84 / 4:46.59

 * จิบน้ำ

เนื่องจากมีความรู้สึกส่วนตัวว่า FR220 ที่ใช้อยู่มันมีความเพี้ยนอยู่เล็กน้อย จึงไม่ใส่ใจที่จะเทียบกิโลต่อกิโลกับผลงานปีที่แล้ว เอาเป็นว่า รวม ๆ เร็วขึ้นครึ่งนาที พี่ก็พอใจละ

(เข้าเส้นเป็นคนแรกของผู้หญิงกลุ่มอายุ ๔๐-๔๙ ปี ด้วยเวลา chip time : 1:43.43)

เข้าเส้นแล้วจ๊อกคูลดาวน์ รับของที่ฝากไว้ ยืดเหยียดเยอะ ๆ จบการแข่งขันแต่เพียงเท่านี้ รีรอจนเจ้าหน้าที่ประกาศผลการแข่งจากชิปเป็นที่เรียบร้อย ค่อยลงไปกินข้าวพร้อมรอรับถ้วยรางวัล ปีหน้า มาใหม่แน่นอน


ปีที่แล้ว


ปีนี้




วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Pattaya Marathon 2015 : My 16th Half Marathon

เสาร์ก่อนวันแข่ง ได้มีโอกาสไปดูน้องอาร์มซ้อม ภายใต้การกำกับของโค้ชดิน

คนที่เค้าจะเป็นยอดคนนี่ต้องผ่านการบ่มเพาะหนักหน่วง
เหลียวมองตัวเอง ไม่เคยฝึกซ้อมหนักขนาดนี้
แม้กระทั่งวันแข่ง ก็ไม่เคยจัดเต็มร้อย กัดฟันแม้แทบจะยืนไม่ไหว เลยสักครั้ง

ก็เลยแอบคุยกับแฝด(ออม) ว่าเฮ้ย เราลองเต็มที่กันสักครั้งดีไหม
ซัดแหลกแบบ เข้าเส้นเฉียด ๆ ตายกันไปเลยซักหน


เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามตามกำหนด เปลี่ยนเสื้อผ้า แทะขนมปังโฮลวีต
ถึงหน้างานก็เดินหาห้องน้ำ (ตามสูตรของข้าพเจ้า)
ระหว่างเรียก GPS ผ่านการ์มิน ก็จ๊อกเบา ๆ น่าจะได้เกือบสองกิโล
เวลาไม่พอก็ไม่ได้ดริล สไตรด์ ๕ เที่ยว แล้วแทรกตัวเองไปหน้า ๆ
งานนี้ได้ยืนประมาณแถวที่ ๕ กระมัง

ระหว่างรอปล่อยตัว เทวดาก็พรมน้ำมนต์ อือม์ ฝนตกก็เย็นดีเหมือนกันนะ

ออกตัวกิโลแรกที่เพซ 4:4x
ช้ากว่าปีที่แล้วที่ทำไว้ 4:3x

ไหนล่ะจะเต็มที่ ไหนล่ะจะซัดแหลก
เอาเหอะนะ ร่างได้แค่ไหน ก็ทำไปแค่นั้น

วิ่งไปวิ่งมาตามกำลังขาและความอดทนที่มี
ขาขึ้นเนินก็หนืด ๆ กันไป
ขาลงเนินก็เป็นทีของข้า ... ทิ้งตัวววววว

มีความสุขกับเนินมาก เจอเนินนี่หาได้กลัวไม่
ขาขึ้นบิดล้อ ซอยเท้าถี่ เพื่อที่พอเป็นขาลง ก็ปล่อยให้โลกดึง
เพซงามโดยไม่ต้องใส่แรงนี่มันเลิศแท้น้อ

ระหว่างวิ่ง ไม่ทันเห็นหลังแนวหน้ารุ่นอายุเดียวกันเลย
วิ่งไปแบบเหงา ๆ ข้างหน้าก็ชายหนุ่ม ข้าง ๆ ก็ชายหนุ่ม
ส่วนข้างหลังนี่ .. ไม่เห็นอะ ไม่ได้เหลียวไปมอง ^^.

ผลวิ่งทั้งหมด ๒๒ กม. เป็นเช่นนี้

4:40.57 / 5:04.80 / 4:41.20 / 4:55.70 / 4:51.93 /
4:56.08 / 5:03.98 / 5:06.07 / 5:06.16 / 5:04.26 /
5:05.62 / 5:02.48 / 5:11.11 / 5:02.92 / 5:09.00 /
5:12.80 / 5:19.92 / 5:40.37 / 4:34.27* / 5:01.97 /
5:00.14 / 5:06.86


แหม่ เนินยาว ๆ ณ กม. ๑๖-๑๗ นี่มันสนุกจริง
ขาลงนี่เพซลดลงไปเป็นนาที เมื่อเทียบกับขาขึ้นเลยอะ ชอบ ๆ

รวมเวลาทั้งสิ้น ๑ ชั่วโมง ๕๑ นาที xx วินาที ... ช้ากว่าปีที่แล้ว ๒ นาทีครึ่ง
(แม้จะเทียบกันไม่ได้สนิทนักเพราะเส้นทางเปลี่ยน อีกทั้งถนนบางส่วนยังเปียกจากฝนตก)
และ เข้าที่ ๖ ของรุ่นอายุ ... แบบ ไม่ได้เฉียดฉิวด้วยนะคะ
เข้าห่างจากที่ ๕ ไปเจ็ดนาที เทียบเป็นระยะทางก็โลครึ่งเลยอะ
(มิน่า ถึงไม่เห็นหลังกันเลย)

ยังต้องซ้อมอีกเยอะ ยังต้องฝึกอีกมาก

ปีหน้า จะมาแก้มือใหม่
ถ้ายังไม่ขี้เกียจซ้อมอะนะ

ในขณะที่แก่ตัวลงทุกวัน ก็ยังอยากได้เวลาที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ อะนะ
แม้มันดูจะสวนทาง แต่ก็จะพยายามให้เต็มที่

ความรู้สึก "ฉันทำได้" นี่มันช่างหอมหวานและเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต
หาไม่แล้ว ชีวิตก็ดูจะแห้งแล้ง และ เหี่ยวเฉา
จะไม่ยอมแห้ง จะไม่ยอมเหี่ยว ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ

ในขณะเดียวกัน ก็ยอมรับความเป็นไปของสังขาร

แล้วมาลุ้นกัน :D

** ไม่มีรูปประกอบ ขี้เกียจขุดมาแปะ แฮ่

*** วิ่งท้าตัวเองด้วยการตั้งเป้า Run4Reason ได้เงินสมทบช่วยเหลือ อ.สังคม สีแย้มเป็นเงิน ๑,๕๔๐ บาทถ้วน

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Tokyo Marathon 2015 : My 3rd Marathon

20  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบแรกกับออม รับบิบและช็อปปิ้ง หมดไปหลายหมื่นเยน -_-" 
21  กุมภาพันธ์ ไป Tokyo big sight รอบสอง กับครูและเพื่อน ๆ ที่มากับ KNT  สอยรองเท้าไปอีกคู่
       คืนนั้น เข้านอนห้าทุ่มกว่า

ไปค้นหาชื่อตัวเอง ที่งาน Expo ..หาเจอด้วยนะ!!



22 กุมภาพันธ์

ตื่นตีห้ากว่า ๆ แต่งตัว แล้วลงไปกินข้าวที่ห้องอาหารโรงแรม เจ็ดโมงสิบห้าได้เวลานัดหมาย เรียวซังพาเดินไปจุดปล่อยตัวของแต่ละบล็อค ฝนตกปรอย ๆ ยิ่งเสริมความหนาวเข้าไปอีก ซึ่งอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสก็ไม่ธรรมดาสำหรับนักวิ่งเมืองร้อนอย่างฉันอยู่แล้ว  ดีที่เตรียมตัวมาพร้อม ใส่เสื้อรัดกล้ามเนื้อ เสื้อกล้ามชมรม กางเกง cw-x รุ่นขายาวถึงข้อเท้า สวมแจ็กเก็ตชมรม (ชุดดับเพลิงในสายตาใคร ๆ) อีกชั้นหนึ่ง โชคดีที่เอาเสื้อกันฝนมาด้วย ตามคำแนะนำของหลาย ๆ คน เสื้อฝนนี่กันทั้งละอองฝน และทั้งไอหนาวได้ดีทีเดียว

ถึงจุดรับฝากของ ก็เข้าคิวเอาของไปฝาก ก่อนถึงจุดรับฝาก จะต้องเข้าแถวผ่านด่านเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจว่า ไม่มีของต้องห้าม ใครเอาร่มมาก็ต้องทิ้งกันตอนนี้ ตอนฝากของ เจ้าหน้าที่ถามว่า มีของมีค่าอะไรไหม ตอนแรกไหวตัวไม่ทัน บอกว่ามี เจ้าหน้าที่คืนมาทั้งถุงแล้วบอกว่า หยิบออกด้วย ไม่รับฝากของมีค่า ฉันเลยเปิดถุง ทำท่าคิด แล้วบอกว่าไม่มีอะไร (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มีทั้งมือถือ กระเป๋าตัง ไอแพดและสัมภาระครูดิน ฯลฯ)  ฝากของเสร็จแล้วเข้าห้องน้ำ คิวห้องน้ำยาวและมีจำนวนหลายแถว แต่จำนวนห้องน้ำเยอะอยู่จึงเข้าแถวไม่นานมาก จากนั้นจ๊อกวอร์ม ยืดเหยียดนิดหน่อย แล้วไปรอปล่อยตัวในบล็อค G พร้อมยุ้ยกับพี่มาร์ค ไม่ได้ดริล แต่ได้สไตรด์นิดนึง

ชิปน่ารักเนอะ เป็นของที่ระลึกอีกชิ้น


ออกตัวกิโลแรกไม่ช้ามาก เพซอยู่ที่ 5 ครึ่ง ใจชื้นขึ้นมาเพราะทีแรกนึกว่าจะช้าเพราะติดคนเหมือนตอนไปวิ่งที่สิงคโปร์ กิโลถัดมาก็วิ่งจับจังหวะไปเรื่อย ๆ กะให้ไม่เกิน 5:20 ตามเป้า

-----------------------------------------------------------
โน้ต : ตั้งเป้าไว้ที่ 3:45 เนื่องจากจะทำเวลาให้ผ่าน Boston Qualified ซึ่ง ระยะมาราธอนภายใน 3 ชั่วโมง 45 นาทีนี้จะต้องวิ่งด้วยเพซเฉลี่ย  5:20
-----------------------------------------------------------

วิ่งไปซักเจ็ดแปดกิโลก็เริ่มร้อนเพราะเสื้อกันฝนเก็บไอร้อนจากตัวไว้  ก็เลยถอดออกและฝากทิ้งไว้กับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครซึ่งมากันอย่างหนาแน่นตลอดทาง วิ่งไปเรื่อย ๆ คุมเพซได้ค่อนข้างดี มาพลาดสะดุดพรมเช็คพอยท์ที่ กม. 15.5 (lap 16) ถลาตัวลอย เข่าน่าจะถลอกทั้งสองข้าง แต่ตอนนั้นมันไม่รู้สึกอะไร พลิกตัวยืนได้ก็ออกวิ่งทดสอบ ไม่เจ็บไม่ปวดก็วิ่งต่อ กลายเป็นว่าแลปนั้นและแลปถัดมาทำเวลาดีสุดใน 42 กม. ที่วิ่งเลยทีเดียว

ล้มปุ๊บลุกปั๊บ ร่องรอยมีเท่านี้ อาการเจ็บไม่มี ก็ไปต่อ :)
การวิ่งสนามนี้ เป็นการวิ่งในเมืองแท้ ๆ เส้นทางวิ่งเริ่มที่ Tokyo Metropolitan Government  Buliding (Shinjuku) กลางใจเมือง แล้วผ่าน > Iidabashi > Imperial Palace > Hibiya > Shinagawa > Ginza > Nihombashi > Asakusa Kaminarimon Gate > Tsukiji > Ariake (Toyosu)  แล้วไปสิ้นสุดที่ Tokyo Big Sight ซึ่งข้าวของที่ฝากไว้ จะถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามหมายเลขบิบเป็นโซน ๆ ง่ายต่อการค้นหาอย่างมาก

เป็นระเบียบเรียบร้อย

สองข้างทางของสนาม จะมีกองเชียร์ตลอดทาง มากันเป็นครอบครัวก็มี ลูกเด็กเล็กแดงจูงกันมาเชียร์  มีการแสดงจัดไว้หลายสิบจุด แต่ฉันไม่ค่อยได้ดูหรอก ที่จำได้แม่นก็เห็นจะเป็นการแสดงลุงป้าใต้สะพาน อย่าได้ถามว่าสะพานอะไร จำชื่อไม่ได้ รู้แต่ว่า อยู่ในช่วงครึ่งทางหลังแน่ ๆ คุณลุงคุณป้ายืนเรียงเป็นแถว เป็นการขยับตัวเข้าจังหวะ หันซ้ายทีขวาที อันที่จริง ถ้าได้มาวิ่งชิล ๆ เสพการแสดงทุกจุดก็น่าจะดีแฮะ ไม่เน้นวิ่ง เน้นเสพบรรยากาศ ... น่าจะทำอย่างนี้สักปี (ถ้ามีเงินเหลือ)

เท่ปะล่า


ช่วงกลาง ๆ ของรูทวิ่ง ได้ไปกลับตัวที่หน้าวัดอาซากุสะด้วย จังหวะนั้นมีช่างภาพดักถ่ายภาพ ฉันแอบขอพรจากวัดนี้เบาเบา ขอให้ทำเวลาได้ดังใจด้วยเถอะ อย่าเพิ่งหมดแรงไปก่อน

เวลาไปตกช่วง กม. 27-32 คำนวณแล้วทดไว้เยอะอยู่เลยไม่กังวล มาเร่งเอาห้าโลท้ายตามตำราครูดิน ไปแผ่วสะพานสุดท้ายก่อนเข้าเส้น เวลารวม 3:43.40 ชั่วโมงกับระยะที่จับได้ 42.95 กม.


เวลาแต่ละ กม. เป็นดังนี้

5:34.34 / 5:15.08 / 5:09.58 / 5:18.64 / 5:15.80 / 5:16.89 / 5:15.75 / 5:22.77 / 5:13.91 / 5:23.76 / 5:13.85 / 5:02.01 / 5:29.57 / 5:18.19 / 5:10.37 / 4:48.90* / 4:36.63 / 5:06.85 / 5:11.64 / 5:05.38 / 5:07.73 / 5:07.69 / 5:11.45 / 5:05.35 / 5:12.17 / 5:06.79 / 5:23.86 / 5:28.36 / 5:26.00 / 5:15.63 / 5:25.12 / 5:25.68 / 5:12.48 / 5:12.46 / 5:08.30 / 4:56.15 / 5:06.69 / 4:57.21 / 4:53.30 / 511.98 / 5:13.66 / 5:35.14 / 4:57.33 (0.95k)

 * เหินนนนนน


สำเร็จแล้ว สอบผ่านแล้ว เย้!!





เข้าเส้นจ๊อกไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดรับผ้าขนหนู เหรียญ น้ำ กล้วย ส้ม เกลือแร่ ไปหยุดจ๊อกตอนเจอ จนท แล้วรีบถามหา medical service เพื่อทำแผล เลือดที่ออกตั้งแต่ กม. 16 แห้งกรัง ทำให้กางเกงติดแผล ค่อย ๆ ลอกออกแล้วให้ จนท. ตัดกางเกงส่วนเข่าทิ้งเพื่อทำแผล เสร็จแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง ยืดเหยียดรอออม แล้วเพิ่งมารู้ภายหลังว่าครูวิ่งเต็มระยะ แถม จนท ไม่อนุญาตให้เดินกลับเข้าไปรอครูที่สนามแข่ง จึงไปรอ ณ จุดมีตติ้งพอยท์กับคุณจอห์นเป็นชั่วโมง ใจคอไม่ค่อยดีเพราะรู้ว่าครูไม่ได้ซ้อม ไม่ได้เผื่อใจว่าจะมาวิ่งระยะเต็มมาราธอน เดินไปจุดประชาสัมพันธ์เพื่อขอประกาศตามหา แต่ จนท. แจ้งว่าไม่มีบริการนี้ กลับมาทำใจยืนคอยที่จุดเดิม จนกระทั่งได้รับข้อความจากน้องมินท์ ว่าครูอยู่ในโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า ติดต่อกันได้แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย 

เข้าเส้นแล้วรับของที่ระลึก
เจอครูแว้ว ดีใจ ๆ 

ฟินิชเชอร์เอ้อ เอ้อ เอ้อ :D