เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง(ต่อ) เช้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่ง กินข้าวหุงสุกไปสองถ้วย ทำธุระให้เรียบร้อย เจ็ดโมงกว่า ๆ ค่อยออกจากโรงแรม เดินผ่าน Berlin Hauptbahnhof (Berlin Main Station - สถานีรถไฟหลักเบอร์ลิน) ข้ามถนน ข้ามสะพาน ก็ถึงลานฝากของ ด้วยความที่เป็นงานใหญ่(มากกกกก) นักวิ่งหลักสี่หมื่นคน ดังนั้น ระบบการฝากของจึงซอยย่อยเป็นโซน แต่ละโซนก็จัดเป็นคอกเรียงติดกัน มีแผนที่มาให้เสร็จสรรพ ว่าบิบเบอร์ไหน อยู่คอกหมายเลขไหน แต่ละคอกก็จะมีลักษณะเป็นตะแกรง มีตะขอไว้เกี่ยวถุงยังชีพที่นักวิ่งเอามาฝาก เรียงเบอร์กันไปตามสติ๊กเกอร์ที่ติดหน้าถุง เป็นระบบระเบียบดีมาก นอกจากนั้นแล้วก็มีถุงคลุมตัวแจก เป็นถุงพลาสติกสีครีมขุ่นขนาดถุงขยะสีดำไซส์ใหญ่ยักษ์ เจาะคอให้สวมหัว สำหรับใส่กันหนาว อากาศเช้านั้นอยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส หนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา และในขณะที่ฝรั่งสวมเสื้อนี้ ความยาวแค่คลุมสะโพก สเมิร์ฟอย่างดิชั้น ใส่เป็นชุดแส็คเลยค่า //ไหนขอเข็มขัดเส้นนึงดิ๊ ฮี่ ฮี่
ฝากของเสร็จแล้วชวนออมไปวอร์ม ต่อคิวเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วค่อยแยกกันไปจุดปล่อยตัว บล็อคใครบล็อคมัน ไปถึงบล็อคเอฟ เจอจุดแจกน้ำแถวนั้น เลยจัดการจิบน้ำซะหน่อย แล้วก็ได้ยินเสียงพี่ต่อเรียกพอดี เป็นครั้งแรกที่เจอกันตัวเป็น ๆ เม้าท์มอยกันตามประสา กระโดดกระตุ้นหัวใจเป็นพัก ๆ ระหว่างรอปล่อยตัว รอเค้าปล่อยนักวิ่งแนวหน้าไปก่อน แล้วค่อย ๆ ตามไปทีละล็อต เก้าโมงยี่สิบ แถวเริ่มขยับ ก็เดินตาม ๆ กันไป เพื่อไปยืนรอหน้าเส้นอีกครั้ง !! แล้วก็นับถอยหลัง ปู๊นนนน ปล่อยตัวแล้ว โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ที่ไปยืนปล่อยตัวข้าง ๆ pacer 3:30 hr อากาศก็ดี๊ดี ปล่อยตัวปุ๊บ เฮียต่อพุ่งทะยาน ดิชั้นก็พุ่งตาม ตามไปได้ครึ่งโล เหลือบดูนาฬิกา เห้ย สี่ปลาย ๆ ตายแน่แก ขืนไปสเต็ปนี้ ไม่รอดแน่ ก็เลยปล่อยเฮียแกไป ชิส์ มนุษย์ผู้ชายนี่เชื่อลมปากไม่ได้ซักคน อุตส่าห์นัดกันซะดิบดี
..
วิ่งตามสเต็ปตัวเอง แต่ด้วยสภาพอากาศ ด้วยบรรยากาศ ด้วยทีมเพซเซอร์ (สาบานจริง ๆ ว่าไม่ได้มองหน้าเลยว่าหล่อไม่หล่อ ไม่ต้องแซว) ดูแต่ลูกโป่งไว้ ไม่ให้คลาดสายตา และนั่นทำให้ผิดแผน ... แม้จะไม่กวดตามพี่ต่อไปแล้ว แต่ก็แอบคิดในใจว่าหูยยย ไฟลุกโชนขนาดนี้แล้ว ถ้าจะผ่อนลงก็คือการใส่แรงลงไป อย่ากระนั้นเลย เปลืองพลังในการเบรคตัวเองเปล่า ๆ หึหึ หารู้ไม่ว่านั่นคือคิดผิดอย่างยิ่ง สิบโลแรกเลยจบสวย ๆ ที่ห้าสิบนาที สิบโลต่อมาก็ยังห้าสิบต้น ๆ กรี๊ด ๆ ๆ ทดไว้เยอะเลย ถ้าวิ่งได้สเต็ปนี้เรื่อย ๆ ก็นิวพีบีหวาน ๆ แน่นอน และแล้ว ... พ้นโลที่ยีบเอ็ดก็เริ่มรู้สึกว่าแรงตก เป็นความรู้สึกที่ ขาไม่ได้ล้า หัวใจไม่ได้พุ่ง แต่ทำไมความเร็วตกหว่า ตกแบบเห็นชัด และบังคับให้เร่งไม่ขึ้น มันยังไม่สำเหนียก มันยังไม่เอ๊ะ มันยังไม่เอะใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น หึ หึ หึ ช่วงสิบโลที่สามนี้ เพซเซอร์สามชั่วโมงครึ่งก็ห่างออกไปเรื่อย ๆ ได้แต่มองไปจนสุดสายตา ... ฮือออออ หลังกิโลที่ยีบห้า เริ่มรู้สึกว่าหิว เห้ย ข้าวสองถ้วยที่อัดมาหายไปไหนหมด ควักเกลือเม็ดที่เตรียมมาเคี้ยว แล้วจิบน้ำตาม อีกแพพก็ทนหิวไม่ไหว ควักเจลพลังงานเย็นเจี๊ยบที่กองเชียร์เอามาแจกขึ้นมากิน เออ เจลเย็น ๆ นี่มันอร่อยดีแฮะ วิ่งไปเรื่อย ๆ ช่วงสิบโลที่สี่ เพซยิ่งตกลงไปอีก ห้าปลาย แล้วก็แตะเพซหกจนได้ ต้นขาเริ่มล้า อันนี้เริ่มรู้สึกแล้ว แต่การหายใจยังดีอยู่ ก็เลยไม่เครียด ทุกครั้งที่นาฬิกาส่งเสียงเตือนครบโล ก็ดูเพซทีนึง เอ๊ะ นี่มันเกือบหกเลยนะ มันไม่ค่อยธรรมดาแล้ว แต่ก็วิ่งเคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่เจ็บ ก็วิ่งไป เร่งไม่ได้ก็ไปเรื่อย ๆ เรื่อย เรื่อย ... จนกระทั่งเพซเซอร์ 3:45 แซงไปในที่สุด >.< ความรู้สึกที่ตัวเองวิ่งช้าลง ในแบบที่ ไม่สามารถจะเร่งขึ้นมาให้คงเพซเดิมไว้ได้นี่มันช่าง ... พอพ้นกิโลสี่สิบมาได้ เริ่มรู้สึกว่า ต้นขาตึงมาก มันตึงจนใกล้จะหดตัว คล้าย ๆ ตะคริวจะมา นักวิ่งไร้ประสบการณ์ตะคริวอย่างดิชั้นนี่ไปไม่เป็นเลย ทำไงดี ทำไง ตะคริวขึ้นเค้าทำยังไงกัน เคยเห็นนักวิ่งคนอื่น ๆ เค้าเข้าข้างทางแล้วยืดเหยียด เห้ย แต่ชั้นหยุดไม่ได้ เป็นนักวิ่งที่ถ้าหยุดแล้วมันไปต่อไม่ได้ ยังไงก็ต้องจ๊อกไปเรื่อย ๆ ก็เลยไม่ยอมหยุด ลองเปลี่ยนท่าวิ่งดูละกัน เปลี่ยนการยกขา เปลี่ยนการลงเท้า ทำยังไงก็ได้ให้กล้ามเนื้อไม่ม้วนตัวเข้ามาเป็นก้อน ท่องในใจ อย่านะ ได้โปรด อีกแค่สองโลท้ายเอง ... กลัวที่สุดคือกลัวตะคริวมาแล้วขาแข็ง ก้าวไม่ออกแล้วล้ม ... กรีดร้อง... ม่ายยยยย ชั้นจะไม่ยอมล้มในสนามมาราธอนอีกแล้ว ... ทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก งัดเจลขึ้นมากินละกัน มันใช่มั้ยอะ ตำราไหนสอนให้กินเจลแก้ตะคริว ก็ไม่รู้อะ คิดเอาเองว่านอกจากน้ำตาลแล้วมันอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยได้ สังเกตว่ากิโลที่สี่สิบเอ็ดนั่นเพซตกจนเกือบเจ็ด ลุ้นมากว่าจะยังคงเข้าเส้นชัยในเวลาต่ำกว่าสี่ชั่วโมงได้ไหม โชคดีที่ตะคริวเชื่อฟัง เจลที่กินเข้าไปมันช่วยได้ !?! ช่วงกิโลท้ายจึงค่อย ๆ เร่งขึ้นมาหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าขาไม่เป็นก้อนแน่แล้ว เข้าเส้นชัยก่อนครบสี่ชั่วโมงนิดหน่อย ผลแต่ละกิโลคือเยี่ยงนี้ : 5:08.3 / 5:05.5 / 4:57.1 / 4:57.9 / 4:53.8 / 5:00.7 / 4:58.7 / 4:54.0 / 4:55.9 / 5:07.7 / 4:47.3 / 5:08.5 / 5:09.9 / 5:06.5 / 5:17.8 / 5:04.3 / 5:17.8 / 5:11.0 / 5:21.4 / 5:16.5 / 5:17.9 / 5:26.2 / 5:27.5 / 5:34.5 / 5:42.6 / 5:43.2 / 5:46.5 / 5:49.0 / 5:39.1 / 5:41.9 / 5:50.3 / 6:08.9 / 5:57.8 / 5:44.9 / 6:06.4 / 6:18.9 / 6:32.0 / 6:25.7 / 5:48.7 / 6:11.5 / 6:58.5 / 6:28.5 / 3:59.4(0.7km) total 3:56.10.7 @ 42.7 km (เวลาสนาม 3:56.14)
ฮืออออ อยากมาแก้มืออีกซักรอบ
แต่.... เงินน่ะมีมั้ยยยยยยย :P เดินตามทางไปรับเหรียญและเสบียงหนึ่งถุง
แล้วเดินไปจุดรับฝากของ รับของคืนมา เดินไปรับ non-alcohol beer ฟรี แล้วไปยืดเหยียดรอออม ยืด ๆ เหยียด ๆ อยู่ดี ๆ ผู้ชายฝรั่งตรงหน้า ห่างไปไม่เกินห้าเมตรก็ถอดกางเกง เปลี่ยนจากกางเกงวิ่ง เป็นกางเกงแห้ง แล้วนึกออกปะ คนใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ เค้าจะไม่นุ่งกางเกงในกัน ก็... เอิ่มมมม สาวเอเชียหัวดำตาดำก็อึ้งอะดิคะ ตาไม่กะพริบเลยทีเดียว อีกพัก คนตรงหน้า ใกล้เข้ามาอีก ก็เปลี่ยนกางเกงอีกคน คนนี้ดีหน่อย รู้จักเอาพลาสติกที่เค้าแจกให้ห่มกันหนาวตอนเริ่มวิ่งมานุ่ง เหมือนนุ่งผ้าเช็ดตัว แล้วค่อยเปลี่ยน ... เออ ... ค่อยยังชั่วหน่อย อีตาคนแรกทำไมไม่คิดบ้างนะ ไหนมองไปรอบ ๆ ดิ๊ มีอีกป่าว //ปาดเลือดกำเดาแพพ :P
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น