วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

Berlin Marathon 2016 : My 5th Marathon (II)

เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง(ต่อ)

เช้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่ง กินข้าวหุงสุกไปสองถ้วย ทำธุระให้เรียบร้อย 
เจ็ดโมงกว่า ๆ ค่อยออกจากโรงแรม เดินผ่าน Berlin Hauptbahnhof (Berlin Main Station - สถานีรถไฟหลักเบอร์ลิน)
ข้ามถนน ข้ามสะพาน ก็ถึงลานฝากของ 

ด้วยความที่เป็นงานใหญ่(มากกกกก) นักวิ่งหลักสี่หมื่นคน ดังนั้น ระบบการฝากของจึงซอยย่อยเป็นโซน
แต่ละโซนก็จัดเป็นคอกเรียงติดกัน มีแผนที่มาให้เสร็จสรรพ ว่าบิบเบอร์ไหน อยู่คอกหมายเลขไหน
แต่ละคอกก็จะมีลักษณะเป็นตะแกรง มีตะขอไว้เกี่ยวถุงยังชีพที่นักวิ่งเอามาฝาก
เรียงเบอร์กันไปตามสติ๊กเกอร์ที่ติดหน้าถุง เป็นระบบระเบียบดีมาก

นอกจากนั้นแล้วก็มีถุงคลุมตัวแจก 
เป็นถุงพลาสติกสีครีมขุ่นขนาดถุงขยะสีดำไซส์ใหญ่ยักษ์
เจาะคอให้สวมหัว สำหรับใส่กันหนาว อากาศเช้านั้นอยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส
หนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา
และในขณะที่ฝรั่งสวมเสื้อนี้ ความยาวแค่คลุมสะโพก
สเมิร์ฟอย่างดิชั้น ใส่เป็นชุดแส็คเลยค่า
//ไหนขอเข็มขัดเส้นนึงดิ๊ ฮี่ ฮี่


ฝากของเสร็จแล้วชวนออมไปวอร์ม ต่อคิวเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย 
แล้วค่อยแยกกันไปจุดปล่อยตัว บล็อคใครบล็อคมัน

ไปถึงบล็อคเอฟ เจอจุดแจกน้ำแถวนั้น เลยจัดการจิบน้ำซะหน่อย
แล้วก็ได้ยินเสียงพี่ต่อเรียกพอดี เป็นครั้งแรกที่เจอกันตัวเป็น ๆ
เม้าท์มอยกันตามประสา กระโดดกระตุ้นหัวใจเป็นพัก ๆ ระหว่างรอปล่อยตัว
รอเค้าปล่อยนักวิ่งแนวหน้าไปก่อน แล้วค่อย ๆ ตามไปทีละล็อต

เก้าโมงยี่สิบ แถวเริ่มขยับ ก็เดินตาม ๆ กันไป เพื่อไปยืนรอหน้าเส้นอีกครั้ง !!
แล้วก็นับถอยหลัง ปู๊นนนน ปล่อยตัวแล้ว

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ที่ไปยืนปล่อยตัวข้าง ๆ pacer 3:30 hr

อากาศก็ดี๊ดี ปล่อยตัวปุ๊บ เฮียต่อพุ่งทะยาน ดิชั้นก็พุ่งตาม
ตามไปได้ครึ่งโล เหลือบดูนาฬิกา เห้ย สี่ปลาย ๆ 
ตายแน่แก ขืนไปสเต็ปนี้ ไม่รอดแน่ ก็เลยปล่อยเฮียแกไป
ชิส์ มนุษย์ผู้ชายนี่เชื่อลมปากไม่ได้ซักคน อุตส่าห์นัดกันซะดิบดี
..
วิ่งตามสเต็ปตัวเอง แต่ด้วยสภาพอากาศ ด้วยบรรยากาศ ด้วยทีมเพซเซอร์
(สาบานจริง ๆ ว่าไม่ได้มองหน้าเลยว่าหล่อไม่หล่อ  ไม่ต้องแซว)
ดูแต่ลูกโป่งไว้ ไม่ให้คลาดสายตา 
และนั่นทำให้ผิดแผน ...
แม้จะไม่กวดตามพี่ต่อไปแล้ว แต่ก็แอบคิดในใจว่าหูยยย ไฟลุกโชนขนาดนี้แล้ว 
ถ้าจะผ่อนลงก็คือการใส่แรงลงไป อย่ากระนั้นเลย เปลืองพลังในการเบรคตัวเองเปล่า ๆ 

หึหึ หารู้ไม่ว่านั่นคือคิดผิดอย่างยิ่ง

สิบโลแรกเลยจบสวย ๆ ที่ห้าสิบนาที 
สิบโลต่อมาก็ยังห้าสิบต้น ๆ กรี๊ด ๆ ๆ ทดไว้เยอะเลย 
ถ้าวิ่งได้สเต็ปนี้เรื่อย ๆ ก็นิวพีบีหวาน ๆ แน่นอน

และแล้ว ...

พ้นโลที่ยีบเอ็ดก็เริ่มรู้สึกว่าแรงตก 
เป็นความรู้สึกที่ ขาไม่ได้ล้า หัวใจไม่ได้พุ่ง
แต่ทำไมความเร็วตกหว่า ตกแบบเห็นชัด และบังคับให้เร่งไม่ขึ้น
มันยังไม่สำเหนียก มันยังไม่เอ๊ะ มันยังไม่เอะใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น

หึ หึ หึ 

ช่วงสิบโลที่สามนี้ เพซเซอร์สามชั่วโมงครึ่งก็ห่างออกไปเรื่อย ๆ
ได้แต่มองไปจนสุดสายตา ... ฮือออออ
หลังกิโลที่ยีบห้า เริ่มรู้สึกว่าหิว เห้ย ข้าวสองถ้วยที่อัดมาหายไปไหนหมด
ควักเกลือเม็ดที่เตรียมมาเคี้ยว แล้วจิบน้ำตาม
อีกแพพก็ทนหิวไม่ไหว ควักเจลพลังงานเย็นเจี๊ยบที่กองเชียร์เอามาแจกขึ้นมากิน
เออ เจลเย็น ๆ นี่มันอร่อยดีแฮะ

วิ่งไปเรื่อย ๆ ช่วงสิบโลที่สี่ เพซยิ่งตกลงไปอีก ห้าปลาย แล้วก็แตะเพซหกจนได้
ต้นขาเริ่มล้า อันนี้เริ่มรู้สึกแล้ว แต่การหายใจยังดีอยู่ ก็เลยไม่เครียด
ทุกครั้งที่นาฬิกาส่งเสียงเตือนครบโล ก็ดูเพซทีนึง เอ๊ะ นี่มันเกือบหกเลยนะ
มันไม่ค่อยธรรมดาแล้ว แต่ก็วิ่งเคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ 
ตราบใดที่ยังไม่เจ็บ ก็วิ่งไป เร่งไม่ได้ก็ไปเรื่อย ๆ

เรื่อย เรื่อย ... จนกระทั่งเพซเซอร์ 3:45 แซงไปในที่สุด >.<
ความรู้สึกที่ตัวเองวิ่งช้าลง ในแบบที่ ไม่สามารถจะเร่งขึ้นมาให้คงเพซเดิมไว้ได้นี่มันช่าง ...

พอพ้นกิโลสี่สิบมาได้ เริ่มรู้สึกว่า ต้นขาตึงมาก มันตึงจนใกล้จะหดตัว
คล้าย ๆ ตะคริวจะมา นักวิ่งไร้ประสบการณ์ตะคริวอย่างดิชั้นนี่ไปไม่เป็นเลย

ทำไงดี ทำไง ตะคริวขึ้นเค้าทำยังไงกัน 
เคยเห็นนักวิ่งคนอื่น ๆ เค้าเข้าข้างทางแล้วยืดเหยียด
เห้ย แต่ชั้นหยุดไม่ได้ เป็นนักวิ่งที่ถ้าหยุดแล้วมันไปต่อไม่ได้
ยังไงก็ต้องจ๊อกไปเรื่อย ๆ ก็เลยไม่ยอมหยุด
ลองเปลี่ยนท่าวิ่งดูละกัน เปลี่ยนการยกขา เปลี่ยนการลงเท้า
ทำยังไงก็ได้ให้กล้ามเนื้อไม่ม้วนตัวเข้ามาเป็นก้อน
ท่องในใจ อย่านะ ได้โปรด อีกแค่สองโลท้ายเอง ...
กลัวที่สุดคือกลัวตะคริวมาแล้วขาแข็ง ก้าวไม่ออกแล้วล้ม
... กรีดร้อง...
ม่ายยยยย ชั้นจะไม่ยอมล้มในสนามมาราธอนอีกแล้ว
...
ทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก งัดเจลขึ้นมากินละกัน
มันใช่มั้ยอะ ตำราไหนสอนให้กินเจลแก้ตะคริว
ก็ไม่รู้อะ คิดเอาเองว่านอกจากน้ำตาลแล้วมันอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยได้

สังเกตว่ากิโลที่สี่สิบเอ็ดนั่นเพซตกจนเกือบเจ็ด 
ลุ้นมากว่าจะยังคงเข้าเส้นชัยในเวลาต่ำกว่าสี่ชั่วโมงได้ไหม
โชคดีที่ตะคริวเชื่อฟัง เจลที่กินเข้าไปมันช่วยได้ !?!
ช่วงกิโลท้ายจึงค่อย ๆ เร่งขึ้นมาหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าขาไม่เป็นก้อนแน่แล้ว
เข้าเส้นชัยก่อนครบสี่ชั่วโมงนิดหน่อย

ผลแต่ละกิโลคือเยี่ยงนี้ : 

5:08.3 / 5:05.5 / 4:57.1 / 4:57.9 / 4:53.8 /
5:00.7 / 4:58.7 / 4:54.0 / 4:55.9 / 5:07.7 / 
4:47.3 / 5:08.5 / 5:09.9 / 5:06.5 / 5:17.8 / 
5:04.3 / 5:17.8 / 5:11.0 / 5:21.4 / 5:16.5 / 
5:17.9 / 5:26.2 / 5:27.5 / 5:34.5 / 5:42.6 /
5:43.2 / 5:46.5 / 5:49.0 / 5:39.1 / 5:41.9 /
5:50.3 / 6:08.9 / 5:57.8 / 5:44.9 / 6:06.4 /
6:18.9 / 6:32.0 / 6:25.7 / 5:48.7 / 6:11.5 /
6:58.5 / 6:28.5 / 3:59.4(0.7km)

total 3:56.10.7 @ 42.7 km 
(เวลาสนาม 3:56.14) 
ฮืออออ   อยากมาแก้มืออีกซักรอบ 
แต่.... เงินน่ะมีมั้ยยยยยยย :P

เดินตามทางไปรับเหรียญและเสบียงหนึ่งถุง




แล้วเดินไปจุดรับฝากของ รับของคืนมา
เดินไปรับ non-alcohol beer ฟรี แล้วไปยืดเหยียดรอออม
ยืด ๆ เหยียด ๆ อยู่ดี ๆ ผู้ชายฝรั่งตรงหน้า ห่างไปไม่เกินห้าเมตรก็ถอดกางเกง
เปลี่ยนจากกางเกงวิ่ง เป็นกางเกงแห้ง
แล้วนึกออกปะ คนใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ เค้าจะไม่นุ่งกางเกงในกัน
ก็... เอิ่มมมม สาวเอเชียหัวดำตาดำก็อึ้งอะดิคะ ตาไม่กะพริบเลยทีเดียว
อีกพัก คนตรงหน้า ใกล้เข้ามาอีก ก็เปลี่ยนกางเกงอีกคน
คนนี้ดีหน่อย รู้จักเอาพลาสติกที่เค้าแจกให้ห่มกันหนาวตอนเริ่มวิ่งมานุ่ง
เหมือนนุ่งผ้าเช็ดตัว แล้วค่อยเปลี่ยน ... 
เออ ... ค่อยยังชั่วหน่อย อีตาคนแรกทำไมไม่คิดบ้างนะ
ไหนมองไปรอบ ๆ ดิ๊ มีอีกป่าว
//ปาดเลือดกำเดาแพพ :P



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น