แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Chom Beung Marathon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Chom Beung Marathon แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง



วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

Chombeung Marathon 2015 : My 15th Half Marathon : 18 Jan 2015

นอนสามทุ่มเศษ ตื่นเกือบตีสาม

ถึงสนามตีสามครึ่ง รอส่งมาราธอนเนอร์ (ช่วงส่งมาราธอนเนอร์เสร็จนี่ อยู่ ๆ ก็มีอาการไม่ค่อยอยากวิ่ง เกือบจะงอแงละ อาจเป็นเพราะหลังเชียงใหม่มาราธอนมานี่ ซ้อมสิบโล สิบห้าโลไม่ได้ดีเท่าไหร่ เลยไม่อยากลงสนาม แต่ในที่สุดก็เอาวะ สมัครมาแล้วนี่) แล้วไปฝากของ เข้าห้องน้ำ ผจญกับอาการส้วมเต็มไปราว ๆ สิบห้านาที เกือบราดไม่ลง เหงื่อตกเลยทีเดียว

ออกมาวอร์มอัพสิบนาที กายบริหาร ยืดเหยียด หาบริเวณสไตรด์ยากมากเนื่องจากนักวิ่งเยอะและใกล้เวลาเช็คอิน เลยใช้วิธีจ๊อกเร็วอยู่กับที่แทน

ยังคงคอนเซ็ปท์ กรีนรันเนอร์ :)
เห็นถ้วยใบไม้ในมือนั่นไหม?
ออกตัวได้ไม่เท่าไหร่ รู้สึกได้ว่ามีอะไรสะบัดกระทบเท้า ก้มมองก็พบว่าเชือกรองเท้าหลุด เชียร์ส์ส์ (สบถเบา ๆ) แล้วคิดต่อว่าเอาไงดีว้า ในที่สุดก็ยอมเข้าข้างทางผูกเชือกให้ดีก่อน ผูกตอนนี้ดีกว่าทนรำคาญ แล้วในที่สุดก็ต้องแวะผูกอยู่ดี (ซึ่งถึงตอนนั้นอาจกำลังเครื่องติดแล้ว ต้องมาเบรค คงไม่ดีแน่) วันนี้เอา Saucony Kinvara 5 ที่ซื้อเมื่อคราวไปสิงคโปร์มาออกงานครั้งแรก ตอนแรกว่าจะใช้เป็นรองเท้าซ้อม แต่วันก่อนซ้อมแล้วรู้สึกดี เลยลองเอามาลงสนาม  เสียเวลาผูกเชือกแป๊บนึงแล้วออกวิ่งต่อ ได้ยินเสียงใครซักคนพูดลอย ๆ ว่า "อ้าว ทำไมวันนี้น้องนกมาอยู่ตรงนี้" แหะ ขออภัยน้องไม่ได้หันไปตอบ อีกพักนึงไล่ตามเพนท์ทัน เพนท์ก็ถาม "พี่นกไปทำไรมา" ด้วยความที่เพิ่งผูกเชือกเสร็จ ต้องเร่งชดเชยที่เสียเวลาไป เลยตอบเพนท์ไปสั้น ๆ "เชือก" .. ได้แต่หวังในใจว่า เสียงคงไม่ต่ำไปจนน้องคิดว่าอิชั้นหยาบคาย ตอบไป ว่า "เผือก" นะน้องนะ

อากาศวันนี้เย็นสบาย เร่งชดเชยช่วงผูกเชือกรองเท้าไปแป๊บนึงแล้วก็นึกได้ว่า ใจเย็น ๆ การเร่งตั้งแต่กิโลแรกไม่ใช่เรื่องดี คิดได้แล้วจึงวิ่งหาจังหวะเหมาะแล้วก็นับก้าวไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดให้น้ำจุดแล้วจุดเล่า ยังไม่หิวน้ำ ประกอบกับฝึกซ้อมความอดทนต่อการเสพน้ำมาพอควร จุดแรกที่จิบ จึงอยู่ใน กม.ที่ ๑๒ ก่อนกลับตัวระยะฮาล์ฟหน่อยนึง

พอกลับตัวมาซักพัก ก็เริ่มมีพี่ ๆ น้อง ๆ ทักทาย เรียกชื่อ ปรบมือ ให้แรงใจ ส่งเสียงเชียร์ ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง รู้ตัวคนเรียกบ้าง ไม่รู้บ้าง ได้ยกมือตอบบ้าง (เหมือนจะ)เพิกเฉยบ้าง ก็ขอขอบคุณทุกเสียงเชียร์ ทุกแรงใจ ... วิ่งมาอีกหน่อย เจอหลวงพ่อนั่งคอยประพรมน้ำมนต์ ก็ได้หันไปยกมือไหว้รับพรรับน้ำมนต์จากท่าน ดูไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่นาทีนั้นก็ไม่สามารถจะชลอได้ แหม่ ... ขากำลังปั่นได้ที่เลย

อีกพักนึง พระอาทิตย์ก็ค่อย ๆ อวดโฉมเป็นไข่แดงดวงเบ้อเร่ออยู่ตรงหน้า งามจับตาจับใจ ถึงกับเคลิ้มและแอบคิดถึงแดนอาทิตย์อุทัยที่เรากำลังจะไปเยือนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ... อาห์ (โน้ต : ข้าพเจ้าจะไปวิ่งระยะเต็มมาราธอนที่สนามโตเกียวมาราธอนเดือนหน้านี้)


ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:47 / 4:36 / 4:51 / 4:58 / 4:59 / 4:55 / 4:57 / 4:47 / 4:49 / 4:49 / 4:58 / 4:56* / 4:46 / 4:44 / 4:50 / 4:48 / 4:46 / 4:42 / 4:46 / 4:33 / 4:30 / 0:33 (0.11 k)
* แวะจิบน้ำ

วันนี้เป็นอีกวันที่วิ่งสนุกมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่วิ่งคุมจังหวะได้และไม่มีอาการเสียดท้อง เมื่อนั้นจะวิ่งอร่อย วิ่งไปเรื่อย ๆ บางกิโลแอบผ่อน แต่ไม่ยอมให้แตะ 5 บางกิโลมีคู่แข่งให้เก็บอยู่ข้างหน้าก็เร่งขึ้นนิดนึง (และเวลากิโลนั้นก็จะโดดขึ้นมา)

สองกม.สุดท้ายแรงยังเหลือ เห็น ผญ ชุดฟ้าน้ำเงินอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก เช็คร่างกาย เช็คขา เช็คลมหายใจว่าเร่งไหว แล้วเพิ่มความเร็ว แซงขึ้นมาได้ และแรงยังดีอยู่ ก็เลยได้เร่งสองโลท้ายตามตำรา เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ด้วยเวลา ๑:๔๑:๑๗ ทำนิวพีบีระยะฮาล์ฟด้วย ... เยสสสส



เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ด้วยการจ๊อกเบาไปหาน้องจิ๊บเพื่อมอบผ้าขนหนูวิ่งวัดใจฯ ยืดเหยียดระหว่างไปรอเชียร์พี่ ๆ น้อง ๆ จบการแข่งขันด้วยความฟินไปอีกวัน :D

ความรู้สึกหลังวิ่ง : รู้สึกดีใจที่ในที่สุดก็วิ่งเต็มที่แม้จะมีอาการไม่ค่อยอยากขึ้นมาแว้บนึงในตอนแรก และ อยากเร่งสองโลท้ายได้ในระยะเต็มมาราธอน  คงรู้สึกดีพิลึก

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Chombeung Marathon 2014 : My 7th Half Marathon

เกือบลืมมาเขียนเรียงความการแข่งขันระยะฮาล์ฟเก็บไว้ :D

สมัครเข้าร่วมงานนี้ผ่าน BibMaster ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเดินทางยังไง จะเกาะใครไป คิดเล่น ๆ ว่าราชบุรี แค่นี้เอง อย่างมากก็นั่งรถไฟเล่นอีกซักหนล่ะน่า

แล้วไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องปุ๊ ('Theera รุ่นน้องลาดกระบัง-ซึ่งพ่วงมาทางพี่รีย์อีกทีนึง(พี่รีย์ เป็นพี่ลาดกระบัง รู้จักกันสมัยอยู่ชมรมหมากกระดานตอนเรียน ป.ตรี)) ก็เลยมีราชรถมาเกย แถมยังเสนอให้แชร์ที่พักร่วมกันอีก งานนี้ข้าพเจ้ากับพี่หลินก็เลยแปลงร่างเป็นทัดดาว เรียกจ้าวฮะ จ้าวฮะ หนีตามผู้ชายไปตลอดงาน >.<

ออกจากบ้านแต่เช้าวันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ไปคอนโดฯ น้องปุ๊ ตามที่นัดไว้ รอทุกคนอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยก็ออกเดินทาง แวะหม่ำข้าวเช้าที่ร้านอาหารเจแถวปิ่นเกล้า แล้วมุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึงทันใด ไปถึงก็ไปรับบิบ อย่างที่บอกว่างานนี้สมัครกับ @bibmaster แต่ปรากฏแว่ ทางเจ้าภาพติดขัดอย่างไรไม่ทราบ ไม่ได้จัดชุดบิบแยกไว้ให้ทางบิบมาสเตอร์ เจอพี่ไช้พอดี ก็เลยต่อคิวรับเบอร์เอง แล้วที่ประหลาดคือ สมัครแบบไม่รับเสื้อไว้ เจ้าหน้าที่ก็ยังจัดเสื้อให้มาอีก ... ไม่เป็นไร ได้มาก็ดี จะได้เอาไปฝากน้อง ๆ นักเรียนที่พะเยา (อันเป็นรายการถัดไปที่จะไปวิ่งสัปดาห์หน้า)

รับเสื้อรับบิบเสร็จก็ไปดูหนัง spirit of Marathon ที่พี่เสือตัดต่อจนเหลือความยาว ๓๔ นาที ทางเจ้าภาพจัดมุมฉายหนังไว้มุมหนึ่งที่หอประชุม นั่งดูหนังไป คุยกันไป พอได้เวลาก็ไปห้องประชุม เพื่อกินข้าวฟรี เอ๊ย ไม่ใช่สิ ประเด็นหลักคือมาฟังประชุมผลการดำเนินงานเรื่องวิ่งของสมาพันธ์ฯ แล้วก็ดูหนังเรื่อง pace maker ร่วมกัน
หลังจากอิ่มเอมเปรมใจ(รวมทั้งเสียน้ำตา)กับหนังเกาหลีเรื่องนี้แล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็น ไปด้อม ๆ มอง ๆ แล้วเจอเค้าแจกอาหารในกล่องโฟม ก็เลยได้แต่ยืนหยิบฝรั่งเข้าปากไม่กี่ชิ้น ก่อนจะชวนกันไปเช็คอินเข้าที่พัก แล้วออกมาหาข้าวต้มกินกัน

อิ่มหนำสำราญก็ได้เวลานอน รีบไปอาบน้ำเข้านอน ตั้งนาฬิกาปลุก

เช้ามาก็รีบตื่นเพื่อไปส่งพี่หลินวิ่งระยะมาราธอน อันเป็นครั้งแรกของเจ้าหล่อน กะว่าวิ่งเสร็จ จะออกไปรับนาง ณ กิโลเมตรสุดท้าย ..ที่หน้าเส้น เจออาปูอาเส่ง เจอพี่เล็ก เจอน้องบิว น้องบอกว่าเป็นไข้ จะวิ่งจบระยะมาราธอน(แรกของเจ้าหล่อนอีกเหมือนกัน)มั้ยก็ไม่รู้ ก็ได้แต่ให้กำลังใจน้องไป 
ซักตีสี่ สิบห้านาที ก็ได้เวลาไปจ๊อกวอร์ม อากาศเย็นพอสมควรก็เลยให้เวลากับการจ๊อกมากหน่อย วอร์มไป ๓ กม. เหงื่อยังไม่ค่อยอยากจะออก ดริล ๔ ท่า * ๓ เที่ยว สไตรด์ ๖ เที่ยว แล้วไปยืนเต้นตอนรอออกตัวรักษา heart rate

ก่อนเริ่มวิ่ง ตั้งเป้าไว้ว่าครึ่งแรกจะรักษาจังหวะที่เพซ ๕:๑๐ ไม่ก็ ๕:๐๕ แล้วแต่ว่ากิโลแรกจะเป็นยังไง
ออกตัวสวยงามโดยที่หายใจสบาย ๆ ด้วยเพซ ๔:๔๑ และ ๔:๔๕ ในสองกิโลเมตรแรก ในใจกระหยิ่มว่า ถ้ารักษาจังหวะไปได้เรื่อย ๆ ยังไงต้องได้ new PB แน่ ๆ แวะจิบน้ำที่ กม. ๗ กะว่า จิบอีกทีตอนกม. ๑๔-๑๕ น่าจะกำลังดี

แล้วเพซก็ค่อย ๆ ช้าลงจนไปอยู่ที่ประมาณ ๕:๑x ก็ประคองจังหวะไป จนกระทั่งเข้ากิโลที่สิบ อยู่ ๆ ก็เสียดท้องรุนแรงจนคิดกังวลไปต่าง ๆ นานา กดท้องก็แล้ว พยายามไอออกมาตามที่ครูเคยสอนก็แล้ว แต่สงสัยจะทำไม่ถูก มันก็เลยไม่ทุเลา พยายามหายใจเข้าลึก ๆ ออกยาว ๆ ในใจคิดว่า จะรอดมั้ยเนี่ย หมดหวังกับนิวพีบีจนแทบจะเปลี่ยนเป็นวิ่งสบาย ๆ (แบบว่าชิวไปเลยแล้วกัน) .. แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้สิ ยังไงก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด (โดนมนต์เสื้อส้มสะกดไว้) แล้วพยายามวิ่งต่อไป ใช้วิธีเปลี่ยนโฟกัสจุดเจ็บด้วยการกัดมือตัวเอง ก็ค่อย ๆ ทำเวลาขึ้นมาได้หน่อย ระหว่างนี้ อาการเสียดท้องก็ยังมีอยู่น้อย ๆ แทรกมาเรื่อย ๆ ก็ประคองไป กิโลสุดท้ายพยายามกัดฟันเร่งขึ้นมาได้เพซต่ำกว่า ๕ นิดหน่อย เข้าเส้นชัยที่เวลา ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที โดยที่ไม่กล้าจิบน้ำอีกเลย กลัวว่าจิบแล้วจะยิ่งเสียด -_-''

ผลการวิ่งแต่ละกม. เป็นดังนี้
4:40.5 / 4:45.5 / 4:56.9 / 5:09.0 / 5:10.4 / 5:15.8 / 5:15.0* /
5:12.6 / 5:10.7 / 5:31.6*** / 5:19.3 / 5:13.6 / 5:05.9 / 5:09.2 /
5:01.5 / 5:07.7 / 5:12.0 / 5:16.6 / 5:26.0 / 5:20.2 / 4:55.8 /


*จิบน้ำ
*** เริ่มเสียดท้อง

เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ ๔ ของรุ่นอายุ และถ้วยนี้เป็นถ้วยที่ ๓ ของระยะฮาล์ฟมาราธอน


หลังเข้าเส้น หาน้ำดื่มแล้วไปจ๊อกคูล ยืดเหยียด กายบริหาร เปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อแห้ง ไปพบครูที่หอประชุมแล้วรอรับถ้วย กว่าจะเสร็จพิธีการก็ออกไปรับพี่หลินตามที่นัดไว้ แต่ว่าไปไม่ทัน พี่หลินเข้าเส้นชัยมาแล้ว .. ก็เหลือน้องบิวอีกคน บอกน้องไว้ว่าจะไปวิ่งด้วยที่กิโลเมตรสุดท้าย ..
เดินย้อนจากเส้นชัยหาน้องบิวไปเรื่อย ๆ เจอพี่วา ชัตเตอร์รันนิ่ง ถามพี่วา พี่ว่าไม่รู้ เดินไปอีกหน่อยเจอพี่ตุ้ม พี่ตุ้มบอกยังไม่เห็น (ตรงนั้นเป็นระยะ ๖๐๐ เมตร จากเส้นชัย) หันไปข้างหลังเห็นครูซ้อนท้ายจักรยานใครไม่รู้ คงไปตามหาน้องบิวเหมือนกัน .. ในเมื่อครูไปแล้ว ข้าพเจ้าก็เลยยืนรออยู่ ณ ฐานที่มั่นของพี่ตุ้ม คุยกันไป เชียร์นักวิ่งกันไป  จนเห็นน้องบิววิ่งเคียงคู่ครูดินมา แล้วก็วิ่งมากับน้องตามสัญญา (ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนเป็นเสื้อแห้งแล้วเนี่ยละ)
แอบดีใจแทนน้องบิว ที่ในที่สุดก็สามารถวิ่งครบระยะ ทั้ง ๆ ที่เจ็บมาก่อนวันแข่ง ทำให้ซ้อมไม่ถึง แถมยังเป็นไข้อีก แล้วยังได้ถ้วยอีกตะหาก นับถือหัวใจน้องมาก ๆ เลย




วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

ChomBeung Marathon 2013 : My Second half-marathon

ก่อนไปงานนี้น่ะนะ ... คิดอยู่นานว่าจะวิ่งชิล หรือ จะพุ่งชนเป้าหมาย

ไอ้ครั้นจะชิลก็เสียดายที่ซ้อมมา ๙ สัปดาห์ อุตส่าห์ตั้งอัลบั้ม SamunNoi นี่ก็เพื่อจะเก็บสถิติซ้อม ถึงวันจริงจะทิ้งไปได้เยี่ยงไร

ดังนั้น .. เอาวะ ถึงเวลา ก็ควรจะพุ่งชน
ขออภัยเดอะแก๊งค์มา ณ ที่นี้ เราเลยไม่ได้เนิบ ๆ ไปด้วยกันเนอะ

...

ตอน อ.ป้อมชวนวิ่งไปด้วยกันที่ pace 5:40 ก็คิดแล้วคิดอีก หวั่นใจว่าสปีดนี้ตั้งแต่เริ่มมันจะเกลี่ยไม่ครบระยะ ก็แบ่งรับแบ่งสู้กันไป
พอเมื่อเช้า ถึงเวลาแข่งจริง หมอพิม ก็อุตส่าห์ฝากฝังอิชั้นไปกับ คุณป้อมคุณเอก  คิดในใจ เอาวะ ลอง 5:40 ดูซักตั้ง ไม่ไหวก็ค่อยผ่อน  แล้วอ.ป้อมก็พาซอกแซกไปหน้า ๆ ออกตัวไม่นับว่าช้า แต่ อ.ป้อมกะพี่เอกวิ่งฉิวลิ่วโลดมาก ๆ สมันน้อยไม่สามารถจะเร่งตามศิษย์พี่ไปได้ เหลือบดูนาฬิกา ปรากฏว่าศิษย์ผู้พี่พาไปที่ pace 5:20 - 5:30 .. จ๊ากกก ก่อนที่อิชั้นจะเป๋ จึงลดสปีดลง วิ่งตามจังหวะสบายของตัวเอง .. เหลือบดูเวลา ดีกว่า 5:40 นิดหน่อย เอาเถอะ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ให้ครบสิบกิโลแล้วกัน

พอใกล้ ๆ จะสิบโล ก็เห็นหลังศิษย์พี่ทั้งสองอยู่ไว ๆ ใจก็นึกว่าจะทัก แต่ยังกวดไม่ทัน เลยไม่ได้จังหวะทัก อีกอย่าง กลัวศิษย์พี่จะเสียจังหวะด้วย จึงวิ่งตามไปเรื่อย ๆ แล้ว อ.ป้อมก็แวะจิบน้ำ ณ กม.ที่สิบ .. ตอนนั้นอิชั้นเบรคไม่อยู่แล้ว เครื่องกำลังร้อน และไม่หิวน้ำด้วย จึงวิ่งแซงไป (แอบมีอุทาน เฮ้ย ... (ตกใจที่ศิษย์พี่หยุด) ไปก่อนละน้า .. คิดว่าศิษย์พี่ทั้งสองคงไม่ได้ยิน)

วิ่งไปเรื่อย ๆ เจอน้องคนนึงวิ่งนำอยู่ วิ่งยังไงก็ไม่ทัน จนมีจังหวะนึง มีพี่คนนึงไปชวนน้องเค้าคุย สปีดเค้าเลยตกลงนิดหน่อย อิชั้นเกือบจะทันเค้าแล้ว เค้าหันมามอง bib แล้วอุทาน "รุ่นเดียวกัน" แล้ววิ่งฉีกไป หน้าเค้าเด๊กเด็ก ไม่คิดว่ารุ่นเดียวกันนะนั่น .. ตอนนั้นเหลืออีกประมาณสาม กม. อิชั้นเลยเร่งขึ้นไปบ้าง ไปทันกันตรง กม. สุดท้าย แล้วก็วิ่งคู่คี่กันไป จนอีก ๓๐๐ เมตร จะถึงเส้นชัย ได้ยินเสียงพิธีกรประกาศ ๓๕ หญิง ถ้วยสุดท้ายเข้ามาแล้วครับ น้องคนนั้นหันมาบอก "พี่ ไม่ต้องวิ่งละ เข้าเส้นพร้อมกันเลยละกัน"



.. ได้เพื่อนใหม่มาอีกคน .. น้องเก่งคะ ปีหน้าเราก็คงอยู่คนละรุ่นแล้ว คงไม่ต้องกวดกันแล้วอะเนาะ

สุดท้ายทำเวลาได้ ๑ ชั่วโมง ๕๖ นาที ๔๒ วินาที กับระยะ ๒๑.๓๓ กิโลเมตร ทำ new PB เกือบทุกระยะ
กราฟหัวใจ พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่า ๆ ยิ่งวิ่งยิ่งคึก ยิ่งเร่งหัวใจก็ยิ่งเต้น นาฬิการ้องเตือนอีกแล้ว :P





และโปรดสังเกต อันดับ ๕-๖-๗ ของรุ่นอายุ เวลาไล่กันมาก ๆ โว้วววว ๆ ฟินนนนนน



ป.ล. ร่วมกับโครงการ run4reason ทำบุญ ๓,๙๖๐ บาท (ตัวเอง ๑,๙๕๐ ปูร่วม ๒,๐๑๐ )ไปที่มูลนิธิ ZyMovement