เข้านอนสี่ทุ่ม ตั้งปลุกตีสี่ครึ่ง แต่ตื่นเองตอนตีสี่ ตื่นเต้นหน่อยๆ ไม่ถึงกับนอนไม่หลับ แต่ก็ไม่ได้หลับสนิทนานๆ
ฝนตกปรอยๆ ตามที่เห็นพยากรณ์ในแอพ
ตีห้าสี่สิบ ออกจากบ้าน เรียกอูเบอร์ ไปลงที่โรงแรม Congress ตามที่นัดกับโค้ชวินและน้องเนยไว้
เวฟสองปล่อยตัวแปดโมง ไปถึงขอบสนามตั้งแต่หกโมง ไปยืนหนาวนัดแนะกันที่หน้าโรงแรม ว่าวิ่งจบแล้วจะเจอกันที่ไหนยังไง รอเจอพี่โจ้ กะพี่นิยะดา (พี่คนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่เนเธอร์แลนด์ รู้จักกันตอนไปวิ่งเบอร์ลินปี 2016) แล้วก็ไม่ได้เจอซักคน ด้วยความที่คนเยอะ ติดต่อสื่อสารกันก็มีอันติดขัด
6:50 น. ไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ แถวยาวมากกกกก ห้องน้ำมีเจ็ดห้อง รอคิวไปครึ่งชั่วโมง ออกมาอีกทีก็สมควรต้องไปเข้าคอกปล่อยตัวแล้ว
โค้ชวิน น้องเนย ออมพากันเดินไปส่งที่ gate 5 อันทางเข้าคอกของ corral F ขอกอดเป็นแรงใจจากทั้งสามคน ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว
นักกีฬาจากบางกอกอยู่ในชุดเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นสวมทับ heattech pants ของ uniqlo สวมเสื้อกันฝน 7-11 ทับอีกชั้น หนาวลมหน่อยๆ
เข้าไปในคอกโดยที่ไม่มีโอกาสได้วอร์มเลย ยืนจิ้มกล้ามเนื้อทำ muscle activate แล้วกระตุกเข่า high knee อยู่กับที่ กระโดดหย็องแหย็งเรียกความอุ่น แค่นั้น แล้วก็มุดไปยืนแถวหน้าๆ ของบล็อค เห็น pacer 3:40 ยืนกองอยู่หน้าบล็อค หมายใจว่า วิ่งแล้วต้องไม่ให้กลุ่มนี้แซง
7:50 น. นักกีฬารอบๆ พากันถอดเสื้อกันหนาวที่สวมมา ขว้างไปข้างๆ ขอบสนาม เป็นการบริจาคให้ homeless
7:55 น. ฝนโปรยมาอีกรอบ เรียกเสียงฮือฮาจากนักกีฬาที่ยืนรอปล่อยตัว จากที่คิดว่าจะถอดเสื้อกันฝนทิ้งกะเค้าบ้างก็เลยไม่ทิ้งละ ตัดสินใจวิ่งแบบนี้ไปก่อน รู้สึกร้อนเมื่อไหร่ค่อยถอด
สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น วิ่งออกตัวไป กดการ์มินให้ทำงานเมื่อก้าวข้าม start line วันนี้การ์มินมีหน้าที่แค่เก็บข้อมูลวิ่ง เพราะตั้งใจตัดเทปแปะหน้าจอไว้ วิ่งให้สนุกจากความรู้สึกเทียบเคียงความหนักจากที่ซ้อมมา
เอาจริงๆ ช่วงแรกก็แอบเปิดเทปดูเลขวัตต์ แบบว่ายังจับความรู้สึกตัวเองไม่แม่น เห็นเลขวัตต์ใกล้เคียงกับตอนซ้อม ก็หมายใจไว้ ว่าวิ่งเท่านี้พอเนอะ
ฝนยังโปรยปรายอยู่ วิ่งจนรู้สึกถึงไอร้อนที่ปล่อยออกมาจากตัว ถูกขังอวลอยู่ภายใต้เสื้อกันฝน คงได้เวลาถอดเสื้อออกแล้วล่ะ ก็ถอดเสื้อออก แต่ยังถือวิ่งอยู่พักใหญ่ ยังไม่ยอมทิ้งเพราะหวั่นใจว่าจะหนาวไหมหากลมพัดมา เมืองชิคาโกนี่เป็นเมืองแห่งลมจริงๆ แล้วลมนี่แหละที่ทำให้รู้สึกหนาวกว่าที่ตัวเลขอุณหภูมิบอก
วิ่งถือเสื้อกันฝนไปอีกเกือบกิโล(กะเอา) กว่าจะยอมโยนทิ้ง ตรงจุดให้เกลือแร่จุดที่ 2 งานนี้มีเกลือแร่แจกทุกจุด จุดให้น้ำจะเริ่มจากเกลือแร่ก่อน แล้วถึงจะเป็นโต๊ะแจกน้ำเปล่า ปริมาณเหลือเฟือมาก
เหลือบเห็น pacer 3:30 หลุดมาคนนึง หมายตายึดพี่เขาไว้เป็นสรณะ จะวิ่งเกาะฮีไปเรื่อยๆ
ถึงไมล์ที่ 5 (เท่ากับระยะ 8 กม.) เห็นตัวเลขบอกเวลา 1:10:xx hr ก็จับลบ 30 (เพราะเวลาที่แสดง เป็นเวลาของเวฟแรก ซึ่งปล่อยตัวก่อนเวฟสอง 30 นาที) ก็คือ 40 นาที 8*5 = 40 แปลว่าที่วิ่งมาคือเพซเฉลี่ยอยู่ที่ 5:00 โอเค สวยงามตามเป้าหมายในใจ (3:30 h) ที่ไม่ค่อยได้บอกใคร นอกจากโค้ชกับออม
ควักสปอร์ตบีนส์มาเคี้ยว 5 เม็ดก่อนจิบน้ำที่จุดนี้ แล้ววิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตามจังหวะนี้แหละ กำลังดี ไม่เค้น ไม่เร่ง ไปเรื่อยๆ ระบบหายใจดีงาม ไม่หอบแบบงับอากาศ หอบเบาๆ สม่ำเสมอ
จากนั้นก็กินสปอร์ตบีนส์เรื่อยๆ แต่ว่าจากที่วางแผนไว้ว่าจะกินครั้งละครึ่งซองทุกๆ 8 กม.(ประมาณ 40 นาที) มันกลายเป็นว่าหยิบเคี้ยวทีละสองเม็ดสบายกว่า ก็เลยหยิบเคี้ยวก่อนถึงจุดให้น้ำทุกจุด ไปหมดซองแรกตรงครึ่งทางพอดี
มองนาฬิกา 2:15 hr จับลบ 30 เหลือ 1:45 เพซยังคงนิ่งอยู่แถวๆ 5 ดีใจนิดๆ ที่ยังตามเป้า ในแบบที่ยังรู้สึกสบายดี หวั่นใจหน่อยๆ ว่าใช้ร่างหนักไปมั้ยนะ (หวั่นทั้งๆ ที่รู้สึกสบายดีนั่นแหละ)
ครึ่งทางหลังนี่ มองหาอีตาเพซเซอร์ 3:30 คนนั้นไม่เจอแล้ว คงโดนเค้าทิ้งไปแล้ว ช่างปะไร เราก็มีจังหวะของเราเนอะ
ครึ่งหลังนี่เป็นการวิ่งแบบ เลิกคำนวณในหัวแล้ว (โค้ชอ่านแล้วคงด่าในใจ ตอนอยู่หน้าเกตอุตส่าห์กำชับว่าไม่ให้คำนวณ กว่าจะเลิกได้ ผ่านไปครึ่งทางเลยนะเอ็ง อุตส่าห์ให้ปิดนาฬิกา ยังจะมาคำนวณจากตัวเลขขอบสนาม555) ไม่คำนวณเป็นเพซ แต่จะคิดว่า เหลืออีกกี่นาที
เช่น ตอนที่เห็นตัวเลข 3:00 ข้างขอบสนาม ก็คือวิ่งมาแล้ว 2:30 ชั่วโมง ก็จะบอกตัวเองว่า วิ่งแบบนี้อีกชั่วโมงเดียวก็จบแล้ว (มั่นใจเหลือเกินว่าจะคีพเพซได้ไม่ทำเพซตก 55 ช่างกล้า) ในหัวไม่ได้คิดว่าเหลืออีกกี่โล มันจะคิดเทียบกับตอนที่ซ้อมยาวสุด 3:30 hr ปลอบตัวเองว่าเอ็งเคยวิ่งสามชั่วโมงครึ่งแล้ว วันนี้ก็เหมือนตอนซ้อมแหละ เหลืออีกชั่วโมงเดียว สบายๆ วิ่งไปก็ค่อยๆ ลดเลขไป อีกสี่สิบนาที อีกครึ่งชั่วโมง คือเห็นหลักกิโลในสนามแล้วคำนวณกลับมาเป็นเวลา ถึงไมล์ 23 คือเหลืออีก 5 โล ก็ 25 นาที วิ่งแบบนี้อีก 25 นาทีก็จบละ
กิน GU เจล ไปอีกสองซอง ทิ้งระยะห่างประมาณครึ่งชั่วโมงมั้ง
ช่วงสี่สิบนาทีท้าย เริ่มเป็นช่วงของความทรมาน สนามชิคาโกเห็นเป็นสนามที่ดูเหมือนจะเรียบๆ แต่เอาเข้าจริงต้องวิ่งขึ้นสะพานไม่รู้กี่รอบ มันก็มีความเนินของสะพานที่ดึงกล้ามเนื้อต้นขาไม่ใช่น้อยๆ รู้สึกได้ว่าหน้าขามันเริ่มแข็ง มันจะจับตัวเป็นก้อน ความรู้สึกถึงตะคริวตอนวิ่งที่เบอร์ลินเริ่มเข้ามาหลอนในหัว ไม่นะ อย่านะ ได้โปรด ในใจบอกเทวดาประจำตัว อ้อนวอนว่าช่วยนวดต้นขาหน่อยเถิด ให้กล้ามเนื้อคลาย อย่าให้ตะคริวจับ ในขณะที่ก็เปลี่ยนท่าวิ่ง เพื่อให้คลายควาเกร็งหน้าขาลง เทวดาก็คือเราเองนี่แหละ ที่ต้องบรรเทาอาการตัวเอง ใช้ธรรมะเข้าข่ม มองไอ้ตัวที่กำลังวิ่งอยู่มันขยับ มองตะคริว/ความตึงของต้นขาเป็นอีกสิ่งนึงที่เกิดขึ้นมา มันไม่ใช่เรา มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่แทรก มองมันเกิดขึ้น แล้วดูว่ามันจะดับไปเมื่อไหร่ ใจอีกส่วนก็คิดว่ามองมันไปอย่างนั้น ว่าแล้วมันจะเป็นยังไงต่อ ให้มันรู้ไปว่ามันจะล้มทั้งๆ ที่ยังวิ่งอยู่ไหม จะได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นยังไง แล้วจากไปยังไง ตอนนั้นคือคิดแบบนี้เลย แล้วก็กัดฟันวิ่งไปไม่ยอมหยุด รู้แหละว่าเพซตก แต่ทำได้แค่วิ่งแล้วดูมันไป เร่งไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ความเป็นสะพานของที่นี่ คือมันเป็นเหล็กฉลุ แล้วคือฝนตก มันก็จะลื่นๆ หน่อย มีความต้องเกร็งต้องจิกเท้าร่วมด้วย เพราะว่ากลัวจะลื่นหัวทิ่ม เกลียดสะพาน เกลียดฝน เกลียดลม นาทีนั้น เกลียดมันทุกสิ่งอย่าง
มีครั้งนึงที่เห็น pacer 4:10 อยู่ตรงหน้า ลบ 30 คือ 3:40 แอบใจหายนิดนึงว่าเราร่วงเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ใจแป้วเพราะว่าแม้มีเป้าหมายหลัก 3:30 ในใจ แต่ก็แอบมีเป้ารองว่าถ้าไปไม่ถึงเป้าหลัก อย่างน้อยต้องทำเวลาให้ดีกว่า 3:38 เพราะว่ามันคือตัวเลข qualified time ของสนามนิวยอร์คมาราธอนในรุ่นอายุ 45-49 ปี
แต่ก็แอบปลอบใจตัวเองว่า เห็นคนนี้คนเดียวแปลว่าฮีอาจจะเร็วเกินไปก็ได้ ก็เลยหลุดมาคนเดียว คีพรันนิ่งต่อไปนันทินี
ในความแผ่วบางขณะ ก็นึกถึงที่เราอุตส่าห์เพียรพยายามซ้อมมา คำว่า Train hard, Race harder ที่พี่หมวยเขียนไว้ให้ก็วิ่งเข้าหัว จงเต็มที่กว่านี้อีก อย่าให้ที่ซ้อมมาสูญเปล่า
นึกขอบคุณแผนซ้อมที่โค้ชวางไว้ ให้วิ่งขึ้นลงสะพานแทรกทุกรอบสวนลุมในวันวิ่งยาว นอกจากมันจะช่วยให้กำลังขาแข็งแรงแล้ว มันยังสร้างความมั่นใจในวันแข่งด้วย ว่าความล้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราเคยผ่านกันมาหมดแล้ว ตอนซ้อมก็ซ้อมไปด่าโค้ชไป วันลงสนามก็วิ่งไปกราบโค้ชไปในใจเช่นกัน
ตอนเลี้ยวสุดท้ายเห็นป้ายอีกสามร้อยเมตร ดีใจมาก อยากจะเร่งอีกก็เร่งได้น้อยมาก ตะคริวไม่มาก็บุญโขแล้วเอ็งเอ๋ย เข้าเส้นชัยเงยมองนาฬิกา 4:04:xx ลบ 30 เห้ย เร็วกว่า 3:35 เว่ยแก qualify แล้วววว กดนากาแล้วเดินเป๋ๆ ลอยๆไปเกาะรั้ว ยืดน่อง ยืด quad เดินเซๆ ไปรับน้ำ ขอมาสองขวดเลย รับกล้วย รับแอปเปิล เดินไปหา ผช ให้เค้าเอาฟอยล์ห่อตัวกันหนาว อยากจะบอกว่าน้องคะ ช่วยกอดพี่ที give me a hug 555 รับถุงยังชีพ รับเบียร์ ตอนแรกกะจะขอ 2 กระป๋องไปฝากโค้ช แต่เค้างัดฝาเปิดทุกกระป๋อง ก็เลยหยิบมากระป๋องเดียวเพราะมันหย่อนใส่ถุงไม่ได้ มือก็เย็น อากาศก็หนาว ลมก็มา ถือมากระป๋องนึงก็ยากละ รับถุงน้ำแข็งมาถุงนึง เค้ายืนแจกไว้ให้ประคบ พอจะเดินออกนอกสนาม จนท บอกยูเอาแอลกอฮอล์ออกไปไม่ได้นะ ดื่มให้หมดตรงนี้เลย อยากได้กระป๋องต้องถือกระป๋องเปล่าออกไป ก็เลยเทเบียร์ทิ้งตรงนั้น แล้วเดินออกไปหาเดอะแก๊งที่นัดไว้ที่หน้าโรงแรมคองเกรส
ขอบคุณโค้ชนะคะ สร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่ตอนวางเป้านี่มองไม่เห็นแววเลย ขอบคุณจริงๆ จากใจ
การ์มินแทร็กได้ 43.99 กม. นี่ขนาดวิ่งตามเส้นฟ้าเกินครึ่งทางแล้วนะ เวลาแต่ละ กม. ไม่ขอแปะ เพราะว่ามันเพี้ยนเกินไป อาจเพราะลอดใต้สะพานหลายรอบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น