แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ half-marathon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ half-marathon แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2015 : My 18th (Super) Half Marathon

นอนก่อนสามทุ่ม ตื่นตีสาม

ถึงสนามก่อนตีสี่นิดหน่อย ฝากของ เข้าห้องน้ำ วอร์มอัพ ๒ กม. ดริลท่าละเที่ยว สไตรด์ ๔ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวก่อนเวลา ๑๕ นาที ยืนคอยจนตัวเกือบจะเย็น

ปล่อยตัววันนี้พยายามไม่เร่งตามคนข้างหน้ามากนัก พยายามรักษาจังหวะที่ตั้งเป้าไว้ในใจว่า ... ถ้าหากอยากจะวิ่งระยะมาราธอนให้ได้ในสามชั่วโมงครึ่ง(ซึ่งประกาศกร้าวไว้เมื่อวันที่ผลบอสตันออก--ประกาศด้วยความแค้นแฝงไว้นิดหน่อย) ก็คือจะต้องวิ่งที่เพซเฉลี่ยห้าถ้วนตลอดระยะ ๔๒ กิโลเมตร ... วันนี้ลงสนามระยะ ๓๒ กิโลเมตร ถือเป็นการทดลอง ว่าจะวิ่งเฉลี่ยที่เพซห้าถ้วนไหวซักแค่ไหน จะรักษาเพซในใจนี้ได้ถึงกิโลเมตรที่เท่าไหร่ เพื่อจะได้เป็นฐานในการซ้อมครั้งหน้า

ด้วยความที่สนามนี้มีเนิน สลับมีขึ้น มีลง ... เหมือนชีวิตคนเราเลยเนอะ .... จะรักษาเพซห้าทุก ๆ กิโลเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ มันต้องมีจังหวะหนืดในขาขึ้น และ จังหวะวิ่งฉิวให้โลกช่วยดึงในขาลง ดังนั้น จึงกะว่าจะเฉลี่ย ๆ เอา ด้วยเป้าหมายทีละ ๕ กม. เฉลี่ยเพซห้า นั่นคือ ๕ กิโลเมตรละ ๒๕ นาที

ออกตัวมาได้ซักแป๊บ ได้ยินเสียงทัก "พี่นก หวัดดีครับ" ไอ้เราก็หยิ่งตามสไตล์ ไม่หันไปมองให้เสียสมาธิ ได้แต่พูดตอบไปเนิบ-เนิบว่า "หวัดดี" แล้วน้องคนที่ทักนั้นก็แซงขึ้นมา พูดต่ออีกนิดว่า "ผม ป๊อกครับ" หางตาเหลือบไป อั้ยย่ะ พี่ป๊อกแห่งคลับ ๔๒.๑๙๕ ฯ และห้องแบ่งปันฯ ในตำนาน หางตาเห็นพี่เขายกมือสวัสดีด้วย กรี๊ดดดดด หยิ่งไม่เข้าเรื่องแล้วไงล่ะ ตะโกนไปอีกรอบ "สวัสดีค่ะพี่ป๊อกกกกก" แฮ่ น้องขอโทษ

ห้ากิโลแรกสวย ๆ ทำเวลาทดไว้ ๕๐ วิ พอถึงกิโลที่สิบ ที่ทดไว้เหลือ สามสิบวิ กิโลสิบห้า เหลือประมาณ สิบวิ กิโลยี่สิบ ที่ทด ๆ ไว้ก็หมดพอดี วิ่งไปอีกพักก็กลับตัวรับเช็คพอยท์ พอถึงกิโลยี่สิบห้า เริ่มเกินมานาทีเต็ม ๆ ใจก็คิดว่า เพซขนาดนี้ วันนี้คงได้แค่นี้ ที่เหลือ เอาแค่ไม่ร่วงน่าเกลียดมากก็พอ  ก็ไปได้อีกสองสามโล พอถึงสี่โลสุดท้าย ขามันไม่ใช่ของเราละ เพซตกลงไปเลวร้ายสุดถึง ๕:๔๔ เลยทีเดียว แต่ตอนนั้นคือหลังจากที่ใจมันปล่อยแล้ว ข้างหน้าไม่มีใครให้เร่งแซง (คือถูกที่ ๑ โอเวอร์ออลทิ้งไปเป็นกิโล) ข้างหลังก็ไม่มีใครให้วิ่งหนี ก็เลยไปเรื่อย ๆ นึกถึงบทสวดมนต์เพื่อให้ลืมว่าขามันล้าแค่ไหน ดึงใจไปจ่อกับบทสวดแทน

จริง ๆ แล้วก็นับก้าวมาเรื่อย ๆ แต่พอเจอพี่อู๊ด (นรสิงห์) ที่ทักว่าคนแรกป่าว (ประมาณกิโลที่ ๒๘) แล้วก็ส่ายหน้าตอบพร้อมชูมือเป็นตัววีเพื่อบอกว่าที่สอง จากนั้นก็ลืมตัวเลขที่นับ ก็เลยคิดว่าเอาใจไปไว้กับบทสวดมนต์ละกัน ตอนแรก จะสวดอิติปิโสฯ แล้วมันสะดุดคือแบบ ...

อิติปิโส  (อะไรต่อนะ) -- แทนที่จะท่อง ภะคะวา ต่อ ใจท่องเป็น อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิฯ (บทคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า) เฉยเลย ... ก็เลยท่องบทนี้ไปเรื่อย ๆ จนเข้าเส้น


เข้าเส้นแล้วปรากฏว่าระยะยังไม่เต็ม ๓๒ กม. อาจจะเพราะการ์มินเพี้ยน (คือมันเพี้ยนเล็กน้อยประจำเป็นปกติอยู่แล้ว) อาจจะเพราะมีตัดถนนไปมาบ้างนิดหน่อย .. ก็เลยวิ่งต่อจนครบ ๓๒ เต็ม ๆ (โรคจิตนิดหน่อย) ... เวลาสนามคือ ๒ ชั่วโมง ๔๓ นาทีต้น ๆ แต่พอวิ่งต่อจนครบ เศษวินาทีก็ปาไปเกือบเต็ม ๔๔ นาที

อย่างไรก็ดี ถือว่าเร็วกว่าปีที่แล้วถึง ๒ นาที ทำ new PB ของสนามไปโดยปริยาย เข้าเส้นเป็นที่ ๑ ของรุ่นอายุ ๔๐-๔๔ ปี เป็นอันดับ ๒ โอเวอร์ออล ซึ่งตามอันดับ ๑ ถึงหกนาที .. แหะ ตามกันเป็นกิโลเลย -_-''

เวลาแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.37 / 4:53.38 / 5:30.61 / 4:31.14 / 4:57.37 /
4:55.79 / 4:43.34 / 5:00.84* / 5:03.00 / 5:07.30 /
4:45.56 / 4:46.29 / 5:10.41 / 5:31.31 / 4:38.67 /
5:12.71* / 5:05.64 / 5:10.49 / 5:11.23 / 5:02.45 /
4:56.25 / 4:51.67 / 5:09.44 / 5:25.83* / 5:19.66 /
5:13.94 / 5:01.48 / 5:23.07 / 5:29.12 / 5:37.73 /
5:44.14 / 5:24.93

* จิบน้ำ

วิ่งเสร็จแล้ว จ๊อกเบา ๆ เป็นการคูลดาวน์ จังหวะนี้ขาลากมากแทบจะก้าวขาจ๊อกไม่ออก ก็เลยยืดเหยียดหน่อย ๆ ไปรายงานตัว แล้วก็อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย เตรียมตัวเข้าเต็นท์รอรับพระราชทานใบประกาศฯ และรับถ้วย

จบไปอีกรายการ ... แม้จะไม่ได้ดังเป้า ก็ฟินนะ อย่างน้อย ก็ได้นิวพีบี :D


อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

River Kwai International Half 2015 : My 17th Half Marathon

กลับมาเยือนอีกครั้ง กับสนามในดวงใจ RiverKwai International Half Marathon

มากี่ครั้งก็วิ่งอยู่ที่ระยะนี้ ด้วยความชอบส่วนตัว ค่าสมัครวิ่งเท่ากันทั้งระยะฮาล์ฟและมินิ ดังนั้น จ่ายแล้วควรวิ่งให้คุ้ม .. ระยะฮาล์ฟได้วิวจุใจกว่าด้วย

ปีนี้เปลี่ยนสปอนเซอร์ จาก Mizuno เป็น New Balance แต่หลายคนก็ยังเรียกชื่องานว่ามิซูโน่ริเวอร์แควกันอย่างติดปาก

ออกจากกรุงเทพแปดโมงนิด ๆ แวะหม่ำมื้อเที่ยงบ่ายโมงหน่อย ๆ ถึงโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจบ่ายสองกว่า ๆ เช็คอินที่โรงแรม ที่พักก็เป็นแบบเรือนแพที่เพิ่งซื้อต่อจากห้อง "แบ่งปันฯ" ที่มีสมาชิกหลายท่านจองไว้ แต่ติดงานสำคัญ-ธุรกิจด่วนทำให้มาไม่ได้พอดี โชคร้ายของท่านที่มีกิจทำให้อดวิ่ง ทำให้เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ทำให้มีที่นอนสบาย ๆ ใกล้จุดปล่อยตัว

เรือนแพหลังหนึ่งแบ่งเป็นสามห้อง ค่าที่พักเรือนแพห้องละ ๒๘๐๐ บาท  ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับความสะดวกที่ได้รับ ตอนเช้าไม่ต้องเดินทางมาเอง ลืมตามาเปลี่ยนชุดออกไป มีรถบริการรับส่ง ณ จุดปล่อยตัวด้วย

ในห้องมีเตียงใหญ่ นอนได้ ๒ คน ๑ เตียง และเตียงเล็ก นอนคนเดียว อีกหนึ่งเตียง มีระเบียงสำหรับนั่งชมวิวแม่น้ำแควชิล ๆ คอเบียร์ถ้าได้จิบเบียร์ไปด้วยก็คงพริ้มมมม

นอกจากนั้นก็ยังมีคูปองอาหารเย็นสำหรับ ๒ ท่าน (ส่วนอาหารเช้า มีคูปองมากับบิบอยู่แล้ว) ห้องกว้างพอที่จะปูนอนได้อีกสองสามคนเลยล่ะ ถ้าเป็นคนกินง่ายนอนง่ายนอนพื้นแข็งได้ เพียงแต่ต้องหาเครื่องนอนมาเอง -- อ้อ .. ที่จริงในตู้มีหมอนสำรองให้อีกใบด้วย ถ้าเตรียมตัวมาดี เตรียมอาหารมาเองก็จะประหยัดไปอีก แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา ซื้อคูปองอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์เพื่อกินพร้อมกะเพื่อนร่วมห้องด้วยก็สะดวกดี ราคาอยู่ที่ ๓๒๐ บาทต่อหัว

ด้วยความที่เพิ่งได้ที่พักมาหมาด ๆ ก็เลยกะไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นห้องพัก ว่าจะเนียนนอนกันสี่คน ก็เตรียมถุงนอนเครื่องนอนกันมา กะว่านอนพื้นสองคนแหละ แต่พอเห็นห้อง โอ้ สบายมาก ต่อให้มาอีกสองก็ยังไหว ทางโรงแรมก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักในเรื่องของจำนวนคน แค่ว่า ถ้ามากันเยอะก็ต้องบริหารเวลาเรื่องห้องน้ำห้องท่ากันเอง

นี่มากันสี่คน ซื้อคูปองอาหารเย็นเพิ่ม ๒ ใบ รวมจ่ายไปทั้งสิ้น ๒๘๐๐ + ๖๔๐  หารกันก็ตกหัวละ ๘๒๐ ถือว่าโอเคแหละ

(เขียนเรื่องที่พักเยอะราวกับรีวิวเชียวเนอะ ฮ่า ๆ)

อะตัดมาตอนเช้า

วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วเดินขึ้นไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากคนเยอะ รถบริการไม่ทัน พวกเรา(พร้อมครูดิน)ก็ขี้เกียจคอย ก็เลยเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย ระยะทางเกือบกิโลเท่านั้นเอง เอาของไปฝาก ณ จุดฝากของ เดินฝ่าหมู่นักวิ่งซึ่งเยอะมากไปยังหน้าเส้น ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย คนก็เยอะมากแล้ว ก็เลยแทรกตัวแล้วไปยืนจ๊อกถี่ ๆ หน้าเส้นเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ด้วยความที่มาสนามนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สภาพสนามเป็นยังไงก็พอรู้อยู่ ห้ากิโลแรกไม่กดดันตัวเองมาก หวังแค่เพซเฉลี่ยห้าโลบนสภาพเนินขึ้นล้วน ๆ ไม่ให้หล่นไปต่ำกว่า ห้าครึ่งก็พึงพอใจ แล้วไปทดเอาขาลงเนิน เหินลงด้วยแรงดึงดูดของโลก ปล่อยให้โลกดึงร่างไปสบาย ๆ ไม่ต้องใส่แรง แค่สับขาให้ได้จังหวะพอเหมาะกับแรงดึงที่โลกส่งมา ลั้นลา ลั้นลา  ฟินนนนนนนนนน

วันนี้เป็นวันที่วิ่งแบบไม่ได้นับก้าว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนเริ่มวิ่ง แล้วก็เลยไม่นับไปเลยแล้วกัน เจอพี่น้องนักวิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาก็ทักทายกันไป ไปได้เกือบสองโลเจอครูดินวิ่งไล่ขึ้นมา ก็ได้วิ่งกับครูพักใหญ่ ก่อนครูจะทิ้งไปเพื่อกลับตัวระยะมินิ อิชั้นวิ่งฮาล์ฟก็วิ่งต่อไปข้างหน้า เห็นสาวเสื้อดำฟ้อนต์เหลือง น้อง snail gang เสื้อเหลือง น้องเพ็ญเสื้อเขียว ธกส พอช่วงลงเนินที่ถนัด ก็ได้โลกช่วยดึงแซงน้องเสื้อเหลือง กะ น้องเสื้อเขียวได้พักนึง อีกพักน้องทั้งสองก็เร่งแซงขึ้นมา ในใจก็คิดว่า ไปเหอะ ป้าไม่ตามไปแซงหรอก ส่วนน้องเสื้อดำฟอนต์เหลือง (มารู้ทีหลังว่าคือน้องอุ้งขาแรงแห่งโตโยต้า) เค้าไปไกลเกินจะสาวเท้าตามแล้ว ...

กลับตัวเจอหนุ่มฝรั่งคนนึงยืนคอยเชียร์ (หรือทำงาน?) อยู่ ฮีบอกกับฉันว่า fifth place women แล้วกางนิ้วห้านิ้วเป็นเครื่องหมายของเลขห้า ฉันก็เลยแปะมือ hi-5 กะฮีเรียกพลังฮึดซะหน่อย แล้วไปต่อ พอกลับตัวแล้ว ได้ยินเสียงเรียกเชียร์เป็นระยะ ก็นะ ด้วยความที่สายตาก็สั้น แถมนิสัยส่วนตัวตอนวิ่งต้องหยิ่งให้เต็มที่ บางทีก็เลยไม่ได้หัน ได้แต่ยกมือแสดงว่ารับรู้ ในใจนั้นขอบคุณทุกเสียงที่ส่งมานะคะ

ระหว่างวิ่ง มีอาการเสียดท้องเป็นระยะ ก็ควักธรรมะออกมาช่วย ดูมันไป ความเสียดนั่นก็ไม่ใช่เรา มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แทรกมา มันมาได้แพพ ๆ แล้วมันก็หายไป ใจไปจ่อกับเท้าที่กำลังก้าว แขนล่ะ เป็นยังไง จินตนาการถึงวงล้อที่อยู่ข้างหน้า แขนสองข้างพับ-ดึงศอก ตีล้อให้ไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่อเนื่อง วงล้อก็คือขาสองข้างนั่นแหละ แขนตี ขาดึงเป็นวง จังหวะหายใจสัมพันธ์กัน มันก็สนุกกับการวิ่งต่อเนื่องไป ดูร่างกายมันทำงานไป ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ฝึกทั้งกายทั้งใจในคราวเดียว

ปีนี้ไม่มีพี่ตุ้มมาฟาดฟันก่อนเข้าเส้น กิโลสุดท้ายเลยเร่งได้นิดเดียว ไม่กระชากขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะอย่างปีที่แล้ว - นิสัยเสียส่วนตัว ไม่มีใครให้หมายตาแข่ง ก็ไม่ยอมเร่งซะอย่างนั้น

อากาศวันนี้ดีมาก เย็นสบาย ท้องฟ้ามีหมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ให้ อดเห็นไข่แดงหลังจากกลับตัวเหมือนปีก่อน แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องโดนแดด ถือว่าพอให้อภัย ข้างทางเป็นสนามเขียว ๆ แซมด้วยรั้วไม้ขาว ๆ เบื้องหน้ามีหมอกหนาพาดผ่านทิวเขา โอ้ .. ชีวิตดี

เสียบรรยากาศไปบ้างกับขบวนรถที่สัญจรไปมา ปีนี้รู้สึกรถมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อกลับตัวมาแล้ว รถบรรทุกเยอะมาก ปีที่แล้วยังได้ hi-5 กับหลายคน แต่ปีนี้หาจังหวะไม่ได้เลย ...อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่จะประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนแค่ปีละห้า-หกชั่วโมง ตีห้าครึ่งถึงสิบเอ็ดครึ่ง-อะไรงี้

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.54 / 5:06.23 / 5:27.60 / 5:10.51 / 5:27.21 /
5:02.24 / 4:45.21 / 4:50.93 / 4:36.02 / 4:49.65 /
4:53.82* / 5:07.22 / 5:22.88 / 5:02.32 / 5:02.71 /
4:50.39 / 4:36.61 / 4:41.94 / 4:41.45 / 4:51.84 / 4:46.59

 * จิบน้ำ

เนื่องจากมีความรู้สึกส่วนตัวว่า FR220 ที่ใช้อยู่มันมีความเพี้ยนอยู่เล็กน้อย จึงไม่ใส่ใจที่จะเทียบกิโลต่อกิโลกับผลงานปีที่แล้ว เอาเป็นว่า รวม ๆ เร็วขึ้นครึ่งนาที พี่ก็พอใจละ

(เข้าเส้นเป็นคนแรกของผู้หญิงกลุ่มอายุ ๔๐-๔๙ ปี ด้วยเวลา chip time : 1:43.43)

เข้าเส้นแล้วจ๊อกคูลดาวน์ รับของที่ฝากไว้ ยืดเหยียดเยอะ ๆ จบการแข่งขันแต่เพียงเท่านี้ รีรอจนเจ้าหน้าที่ประกาศผลการแข่งจากชิปเป็นที่เรียบร้อย ค่อยลงไปกินข้าวพร้อมรอรับถ้วยรางวัล ปีหน้า มาใหม่แน่นอน


ปีที่แล้ว


ปีนี้




วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

Mizuno River Kwai 2014 : My 13th Half-Marathon : 14 Sep 2014

ปีนี้ไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟไทยอันแสนแคลสสิคแบบปีที่แล้ว ก๊วนผจญภัยหายไปซะละ

ก็เลยเป็นการเดินทางโดยรถตู้ ไปกับสมาชิกชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ แวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเนือง วังโพธิ์ ตรงสถานีรถไฟวังโพธิ์ แล้วจึงเดินทางต่อไปยังริเวอร์แคว วิลเลจ อันเป็นสถานที่จัดงาน

เจอคาซุมิ ซึ่งคาซุมิก็แนะนำให้รู้จัก ยูโกะ ยามากาตะ แชมป์ฝ่ายหญิงของปีที่แล้ว ผู้เข้าเส้นชัยด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๓๙ นาที ในขณะที่ฉันทำเวลาไว้ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที ปีที่แล้วอยู่กันคนละรุ่นอายุ ปีนี้ฉันปีนมาร่วมรุ่นอายุเดียวกัน ก็คงต้องปล่อยนางไป คิดว่าฝีเท้าตัวเองคงยังสู้ไม่ไหว จัดการเรื่องบิบของสมาชิกที่สมัครมาพร้อมกันเสร็จ ก็ไปสมัครวิ่งงาน run for kids ของวังทองกรุ๊ป เรียบร้อยแล้วจึงเข้าที่พักกัน

เข้าที่พักปุ๊บ ฝนโปรยปั๊บ ยังไม่ทันได้แบ่งกันเลยว่าใครอยู่ห้องพักห้องไหน ติดฝนกันอยู่ในครัวส่วนหนึ่ง และ ติดอยู่ในรถตู้อีกส่วนหนึ่ง จนกระทั่งฝนซา จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ก่อนจะออกไปหม่ำอาหารเย็นกัน เรียบร้อยแล้วจึงแยกย้ายกันอาบน้ำ นอนแต่หัวค่ำเพื่อเก็บแรงไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้น

ว่าด้วยเรื่องอาหารวันก่อนวิ่ง

มื้อเที่ยง : เนือง วังโพธิ์
ข้าวขาว ทอดมันปลา แกงส้มชะอมไข่ ยำปลาฉิ้งฉ้าง ไข่เจียวซาละเปา(กุ้งสับ) ต้มยำปลา

มื้อเย็น : ครัวแม่สมสอง
ข้าวขาว ผัดไหลบัว ผัดเห็ด ปลาทับทิมทอด

... จริง ๆ มีกับข้าวมากกว่านี้ทั้งสองมื้อ แต่จำได้แค่นี้ (นี่ละน้า ผลของการไม่รีบบันทึก)

ก่อนนอน กินกระเจี๊ยบกรอบหวังเพิ่มไฟเบอร์เพื่อให้คลอดง่ายในตอนเช้า


เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามสี่สิบห้า ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระหนักไปหนึ่งรอบ ล้อหมุนตีสี่ครึ่ง ถึงงานประมาณตีห้า อากาศเย็นพอสมควร ฝากของแล้วแวะเข้าห้องน้ำอีกรอบก่อนไปจ๊อกวอร์ม .. ตอนแรกก็ไปจ๊อกหลังเส้นสตาร์ท แต่ทางเป็นเนิน ก็เลยเปลี่ยนมาจ๊อกหน้าเส้น หลัง ๆ นักวิ่งทยอยกันมาหนาตามากขึ้น จะดริลจะสไตรด์ไม่ค่อยสะดวกเลย สไตรด์ไปแค่ ๓ เที่ยว แล้วออมก็ชวนไปหาน้ำดื่มก่อนไปรอหน้าเส้น อันที่จริงสองเราวิ่งกันคนละระยะ แต่เนื่องจากสนามนี้ปล่อยตัวพร้อมกันทั้งระยะฮาล์ฟและระยะมินิ ก็เลยจูงมือกันแทรกตัวไปหาที่ยืนหน้า ๆ แม้ว่าการแข่งขันจะใช้ชิพบันทึกเวลา แต่ทว่า ผลการตัดสินก็ยังใช้ Gun time แทนที่จะเป็น net time (ยังสงสัย แล้วจะใช้ชิพเพื่อ ??) นักวิ่งสายสถิติอย่างเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปหน้าสุดเท่าที่จะแทรกตัวไปได้

ยืนเต้นยืนเขย่าตัวอยู่หลังเส้นสตาร์ทอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็ปล่อยตัว

สนามนี้เคยวิ่งมาแล้ว รู้ดีอยู่ว่า ห้ากิโลแรกนี่เป็นเนินขึ้นล้วน ๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าจะทำเวลาได้สวยหรู  หวังเพียงแค่ เวลาดีกว่าที่ทำไว้ปีที่แล้ว อย่าให้ตกไปกว่าเดิมก็พอ วิ่งไปไม่นาน ก็เจอคาซุมิ คู่แข่งขันชาวญี่ปุ่นในรุ่นอายุเดียวกัน ทักทายกันเล็กน้อย ก่อนที่ฉันจะฉีกตัวขึ้นไป ทำกำไรไว้ให้อุ่นใจก่อน อีกพัก ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้ม-ปานทิพย์  อีกหนึ่งขาแรงรุ่นอายุเดียวกันที่เพิ่งรู้จักกันเมื่องานพัทยามาราธอนเดือนกรกฎาที่ผ่านมา พี่เค้าวิ่งไปคุยไปได้ด้วย ต่างกับอิชั้น วิ่งแล้วไม่ใคร่อยากจะคุยกับใคร

ทิ้งได้ก็รีบทิ้งไปก่อน ปล่อยพี่ตุ้มคุยกับคาซูไว้เบื้องหลัง
เครดิตภาพ : พี่ชายแห่งฟอร์รันเนอร์



กม.๑๘ ยังลั้นลาอยู่
เครดิตภาพ : พี่รุจน์ แห่งชัตเตอร์รันนิ่ง
ผ่านห้ากิโลแรกไปได้ด้วยดี เวลาไม่แย่กว่าปีที่แล้วสมดังใจหมาย หลังจากนั้นทางก็ลงเนินให้รู้สึกสบายใจบ้าง ขึ้นเนินให้รู้จักคำว่าเหนื่อยบ้าง ขาลงนี่สนุกมาก ให้โลกช่วยดึงไปข้างหน้า มีหน้าที่แค่เพียงสับขาให้ทัน ไม่ม้วนหน้าไปซะก่อน ไหลลงไปแบบไม่ได้ยั้ง แต่ก็ลงเท้าเบาพอที่จะไม่รู้สึกมีแรงกระแทกถึงเข่า  โอ้ววว  คำว่าฟินนนนนมันเป็นเช่นนี้เอง

บรรยากาศของสนามยังคงสวยงาม แม้ปีนี้จะไม่มีฝนโปรย สนามนี้ก็ยังคงสวยอยู่ สายหมอกไม่หนาตาเท่าปีที่แล้ว และไม่ได้วิ่งผ่านหมอก แอบเสียดายไปนิดส์ ที่ยังต้องระวังรถอยู่บ้าง รู้สึกว่าปีนี้รถค่อนข้างดุ มีบีบแตรไล่และขับด้วยความเร็ว ไม่เห็นใจนักวิ่งเลย

กลับตัวแล้วพบว่า พระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาไปทอแสงสีทองอยู่เบื้องบนแล้ว ไม่ได้เป็นไข่แดงเหมือนปีที่แล้ว เสียดายจัง คิดถึงไข่แดง

กิโลที่สิบกว่า ๆ จำไม่ได้หรอกว่ากว่าเท่าไหร่ กำลังวิ่งเนิบ ๆ อยู่เลย ค่าที่คิดว่า สองสาวขาแรง(แต่คนละรุ่นอายุ)ข้างหน้านั่นก็ห่างจนฉันไร้เรี่ยวแรงจะตามแล้ว คาซุมิ (คู่ปรับเก่าที่ปาดแซงฉันขึ้นไปในระยะ ๓ กม.สุดท้ายที่สนามพัทยา) ก็น่าจะอยู่ข้างหลังไกลอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้มโผล่มาทักทาย เจ้ยยย มายังไง ไม่ได้ยินเสียงพี่เค้าตั้งพักใหญ่แล้ว ไม่คิดว่าจะตามมาเบียดอีก พี่เค้าก็ให้กำลังใจนะ บอกว่าไปก่อนเลย ๆ เดี๋ยวคาซุมิก็มาเก็บเราสองคน (เหมือนงานพัทยา) อยู่ดี นั่นทำให้ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน ... ได้ยินเสียงพี่ตุ้มไล่หลังมาไว ๆ เออ ไอ้นกนี่มันดีแฮะ กระตุ้นแล้วมีแรงเร่งหนีทุกทีเลย สนุกดีเว้ย ฯลฯ







จ๊ากกก พี่ตุ้มมายังไง





ช่วงท้าย ๆ นี่สนุกกับการปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงโลกมาก ๆ วิ่งอย่างมีสุขกับการที่ลมปะทะหน้า ปะทะตัว วู้ว ๆ ๆ  สนุกมาจนเริ่มชิดขวา เตรียมเลี้ยวโค้งเข้าช่วงสุดท้ายของเส้นชัย  ปรากฏว่าพี่ตุ้มโผล่มาจากไหน ?? ปาดเข้าโค้งไปอย่างสวยงาม เฮ้ย  มายังไง ไม่ยอม ๆ




ท่องไว้  อย่าให้ใครแซง ๆ 


















ตอนนั้นสับขาเร่งตามไป ไอ้หยา ขามันไม่ไปด้วย ใจหายวาบ .. ทำไงดีหว่า ในใจปล่อยละ สงสัยต้องยอมเค้า สับสนเล็กน้อย เอา-ไม่เอา สู้-ไม่สู้  (แต่ขณะนั้น ก็ยังสับขาแหลกอย่างภาพที่เห็นนะ)












ครู .. ผู้เป็นแรงบันดาลใจ
ฮึดได้ด้วยรูปนี้เลย
แวบนั้น ภาพครูดินที่เป็นลมก็ฉายเข้ามาในมโนสำนึก  คิดในใจว่า เอาวะ ชีวิตนี้ยังไม่เคยวิ่งเร่งจนจะอ้วก จนจะเป็นลมขนาดนั้น งานนี้คงต้องลองดูซักตั้ง ถึงแพ้ ก็ยังภูมิใจว่าเราเต็มที่แล้ว จากนั้นจึงตั้งสติ จับลมหายใจ เช็คลมหายใจยังดีอยู่ หายใจเข้าออกยาว ๆ สองเฮือก แล้วกัดฟันสับแหลกเร่งแซงพี่ตุ้มได้ในช่วง ๓๐๐ เมตรสุดท้าย (คิดซะว่าคอร์ท ๔๐๐ เที่ยวสุดท้ายก็ละกันน่า) เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุมาแบบไม่รู้ตัวด้วยเวลา ๑:๔๔:๓๕ เวลาดีกว่าปีที่แล้ว ๕ นาทีกว่า ๆ แน่ะ


ผลวิ่งแต่ละ กม. เป็นดังนี้

4:43.46 / 5:17.72 / 5:37.23 / 5:22.70 / 5:25.57 / 5:05.58 / 4:45.02 / 5:00.20* / 4:27.31 / 4:48.44 / 4:37.78 / 5:15.96 / 5:03.41 / 5:01.23 / 4:56.93 / 4:48.38* / 4:35.35 / 4:29.57 / 4:26.43 / 4:43.58 / 4:23.64 / 1:36.55 (0.32 km.)

* จิบน้ำ






งานนี้ได้พี่ตุ้มเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี  หลังจากได้เรียนรู้จากหลาย ๆ สนามแล้วว่า ตัวอิฉันนี่ ถ้าไม่มีคู่แข่ง ไม่มีตัวไล่ ไม่มีตัวหนี ก็จะวิ่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แม้ใจจะอยากได้ new PB แต่เท้ามันก็ไม่วิ่งไม่ซัดซะงั้น พอสนามนี้เจอพี่ตุ้ม บอกเลยว่าช่วยมาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่เค้า คงไม่ได้เวลาดีขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณพี่ตุ้มมา ณ ที่นี้


* ยูโกะนางเจ็บตั้งแต่กิโลหก อิชั้นก็ไม่ได้สังเกตอะไรเล้ย นึกว่านางเร็วจนมองไม่เห็นหลัง ที่ไหนได้ แซงนางมาแล้วไม่รู้ตัว ตอนโฆษกประกาศอันดับหนึ่งถึงกับเหวอเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง คิดแล้วขำ

* เขียนห้วน ๆ พิลึกแฮะ






วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

AIS Human Run : My 12th Half Marathon : 31 Aug 2014


นอนสี่ทุ่มครึ่ง ตื่นตีสามครึ่ง ออกจากบ้านตีสี่หน่อย ๆ ถึงสนามหลวงตีสี่สี่สิบ

 

ฝากของแล้วรีบไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จแล้วมาวอร์มหนึ่งรอบสนามหลวง กายบริหาร ยืดเหยียด ฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปราย สไตรด์ ๕ เที่ยวแล้วไปเช็คอิน ยืนเต้นรอหน้าเส้น

 

ปรากฏว่า ว่า ว่า ว่า ว่า กองแอโรบิคที่ทางเจ้าภาพจัดมา ยังเต้นกันไม่เสร็จ พิธีกรก็เมามันส์อยู่กับแอโรบิค อ่า ... ทางเจ้าภาพและพิธีกรคงไม่เข้าใจ ว่าการปล่อยตัวให้ตรงเวลาสำคัญเพียงไร .. ที่วอร์มให้ร่างกายอุ่น สไตรด์เตรียมหัวใจให้พร้อม กล้ามเนื้อตื่นตัวเต็มที่ ก็ค่อย ๆ เย็นลง เย็นลง สวนทางกับใจที่ค่อย-ค่อยร้อนรนขึ้นเรื่อย ๆ

 

และเมื่อการเต้นแอโรบิคบนเวทีด้านหลังสิ้นสุดลง ลำโพงหน้าเส้นถูกเปิด เหล่านักวิ่งแถวหน้ามีอันได้สะดุ้งเฮือกและอาการที่ตามมาคือต้องอุดหูไปตาม ๆ กัน ขณะนั้นตีห้าสี่สิบ เลยเวลาปล่อยตัวระยะฮาล์ฟมาสิบนาทีแล้ว

 

ยังดีที่พิธีการ ณ เวทีหน้าไม่เยิ่นเย้อ  มีเพียงเชิญประธานมากดแตรปล่อยตัวหลังจากนับ ห้า สี่ สาม สอง ... เท่านั้น

 

ปล่อยตัวแล้ว กดนาฬิกา แล้วมือพลาดไปโดนปุ่มนาฬิกาอีก หรือเข้าใจผิดอะไรซักอย่าง ทำให้กลายเป็นกดหยุดเวลาไป  กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่านาฬิกาไม่เดินก็อยู่หลังวัดพระแก้วแล้ว .. เกือบโลมั้งนะ กดนาฬิกา ดูให้แน่ใจ แล้ววิ่งต่อไป

 

ไปปาดเหงื่อก่อนถึงจุดให้น้ำจุดแรก แล้วศอกไปโดนผู้ชายตัวโตที่วิ่งมาข้าง ๆ เอ่ย "sorry" ออกไปโดยไม่ต้องคิด ... เจอ ผช ตัวโตทีไร คิดไว้ก่อนว่าอาจเป็นฝรั่งทุกที ภาษาที่ใช้ เลยเป็นภาษาต่างด้าวโดยอัตโนมัติ  พอเหลือบเห็นเครื่องแต่งกายถึงได้รำพึงในใจ ..นาวินต้าร์นี่หว่า อะไรไม่อะไร วิ่งไป วิ่งไป ฮีเบียดดิชั้นเกือบตกขอบถนน ฮีอาจไม่ได้ตั้งใจแหละ ดิชั้นเลยชะลอแล้วเบี่ยงออกขวา ตีคู่กันซักพัก แล้วฮีก็เร่งฝีเท้าจากไป

 

หลังจากนั้นพี่จุ๋งวิ่งมาให้กำลังใจ แถมบอกเพซ (โดยประมาณ) ให้อีก เหมือนจะรู้ว่าการ์มินอิชั้นเพี้ยน (หรือไม่ก็อิขั้นเองแหละที่เพี้ยน) แล้วพี่จุ๋งก็จากไปอีกคน

 

วิ่งไปเรื่อย ๆ ซักพัก เห็นด้วยหางตาว่ามีสาวมัดผมหางม้าในชุดดำเริ่มมาตีคู่ อ๊ายยย ไม่ได้นะ พ่อดินสอนไว้ วิ่งสบาย ๆ แต่อย่าให้ใครแซง .. รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี เร่งขึ้นมานิดนึง แล้วรักษาจังหวะที่เร่งขึ้นมา ไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยโลนึง จนแน่ใจว่าทิ้งห่างแน่แล้ว ค่อยผ่อนลง แต่ยังไม่วางใจ ทั้งปลอบทั้งขู่ตัวเอง เร่งอีกนิดก็เหนื่อยขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นน่า เอาจังหวะนี้ละกัน ถึงกระนั้น มันก็มีบ้างแหละที่แอบผ่อน

 

หลังจากนี้ ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นเป้าหมาย เบื้องหน้า เบื้องข้างล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย ก็หมายใจไล่ผู้ชายเบื้องหน้าไว้ ไล่ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง ... ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่ไหว..  พอแซงคนไหนได้บ้าง เค้าก็ไม่ปล่อยให้ผู้หญิงอย่างเราแซงได้นาน ฮีก็รีบตีคืนแทบจะทุกรายไป

 

จิบน้ำจุดแรกกิโลที่แปด หลังจากนั้นเจอน้องติ๊ก สุวารี กลับตัวมาแล้ว .. ทิ้งห่างไปสองกิโลเลยทีเดียว ... จิบน้ำอีกครั้งก่อนกลับตัว กลับตัวแล้วถึงได้เห็นชัด ๆ ว่า ผู้หญิงชุดดำรวบผมหางม้าที่เห็นตะกี๊คือน้องอุ้ง ศิษย์ครูดินเช่นกัน บอกเลยว่าวางใจไม่ได้ น้องยังเด็ก แรงยังดี แถมน้องยังขายาวกว่าข้าพเจ้าเยอะ คิดดังนั้นแล้วก็เลยยิ่งสับขาเข้าไปอีก  ขากลับนี่วิ่งสนุก เพื่อน ๆ พี่  ๆ น้อง ๆ นักวิ่งเชียร์ตลอดทาง หลายคนช่วยนับตัวนักกีฬาให้ด้วย ได้แปะมือกับหลาย ๆ คน บางคนก็จำได้ บางคน ขอสารภาพเลยว่าจำไม่ได้หรอก ทักมาก็ส่งยิ้ม-รับไหว้กลับไป  ขอบคุณในมิตรภาพอันอบอุ่นเหล่านี้ด้วยนะคะ  เป็นพลังอย่างดีเลย

 

ระหว่างทาง ได้ยินเจ้าหน้าที่ขานหมายเลขบิบใส่วิทยุสื่อสารมาโดยตลอด แถมยังมีจักรยานประกบด้วย ช่วงหลัง ๆ มีพี่จักรยานบอกน้องจักรยานคันที่ประกบข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวพอเจอระยะสิบโล คนจะเยอะมาก ให้น้องจักรยานขี่นำและขอทางให้กลุ่มนักวิ่งนำระยะ ๒๑ โลด้วย .. กรี๊ด ๆ วันนี้ได้เป็นกลุ่มนักวิ่งนำกับเค้าด้วยอ่า .. แต่เอาเข้าจริง น้องเค้าคงมือใหม่ ผลคือข้าพเจ้าวิ่งซิกแซกแหวกผู้คนเอาเอง แถมช่วงจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า แถวหน้าโรงเรียนวัดดุสิตาราม ข้าพเจ้าก็พลาดอีก ก็เห็นนักวิ่งกลุ่มใหญชิดขวาไป แต่จักรยานที่ประกบข้าพเจ้ายังคงอยู่ซ้าย ไอ้เราก็เชื่อใจจักรยาน ก็เลยได้วิ่งเดี่ยวอยู่กลางถนน ได้ยินพี่จักรยานบอกพี่ตำรวจว่ากั้นรถให้ด้วย แต่นาทีนั้นก็กั้นยาก ข้าพเจ้าต้องหาจังหวะแล้วยกมือขอทางเองเลย สนุกสุขสันต์จริง ๆ T.T

 

ลงสะพานพระปิ่นก็เจอฝูงชนกลุ่มใหญ่มาก นักวิ่งทั้งระยะ ๕ กม. และ ๑๐ กม. เต็มไปหมด พี่จักรยานก็เป่านกหวีดขอทางให้นะ แต่ตอนเลี้ยวจากเชิงสะพานเข้าถนนเลียบเข้าสนามหลวงนั่น คนมากจริง ๆ และข้าพเจ้าหยุดวิ่งไม่ได้ จำได้ว่ามือไปจับหลังน้อง ผช ตัวอวบคนนึงให้หลบ ปากก็พร่ำขอทางและขอโทษไปตลอดทาง ขอโทษทุกคนด้วยที่โดนข้าพเจ้าคุกคาม :P

 

เข้าเส้นแล้วรับเหรียญ ฝ่าฝูงชนไปหาที่จ๊อกคูล นึกได้ก็เหลียวไปมองเวลา 1:42.xx ถ้าระยะเต็ม 21 กม. ก็ new PB ล่ะ .. ไปขอเวลาจาก chip ก็ได้ 1:41.51 แต่ได้ยินคนอื่น ๆ ว่ากันว่าระยะไม่เต็ม ขาดไปสองสามร้อยเมตร คิดแล้วก็น่าจะ new PB แหละนะ แม้จะแค่นิดหน่อยก็เถิด

 

เวลาจากการ์มินอันกระท่อนกระแท่นของอิชั้น (lost satellite หลายรอบมาก บนสะพานขากลับ) เป็นดังนี้

 

..... / 4:45.7 / 4:49.6 / 4:58.7 / 5:02.1 / 4:54.4 / 4:59.5 / 5:05.8 / 5:00.2 / 4:54.1 / 4:59.2 / 4:53.0 / 4:42.7 / 4:46.8 / 4:55.4 / 5:01.9 / 4:48.1 / 4:59.6 / ......

 

จับได้แค่นี้แหละ แฮ่ กิโลแรกเร็วเท่าไหร่ก็ไม่รู้ด้วย โวะ


ผลประกอบการ : เข้าที่ 2 overall หญิงระยะ ๒๑ กม. แต่ AIS ไม่ให้โล่เกียรติยศเค้า (เอาน่า.. อย่างน้อยเค้าก็ให้ค่าขนม -- ปลอบใจตัวเอง)

new PB มั้งนะ
 

 ป.ล. บันทึกเพิ่มสิ่งที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้
๑. ขาวิ่งไป รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมา รู้สึกว่า ก็เย็นดีอะนะ แต่ว่า เฮ้ยยยย นี่เราต้องวิ่งต้านลมไปอีกนานเท่าไหร่ และแอบฝันหวานว่า ขากลับคงเวลาดี ถ้าลมแบบนี้วิ่งตามลมสบายแฮ  แต่แว่ ตอนกลับตัวมา ลมสงบ เหงื่อออกสุด ๆ และรู้สึกร้อนจนเหงื่อท่วม -_-''

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Wangkhanai Super Half Marathon : My 11th (Super) Half Marathon


นัดกันแปดโมงสิบห้า ล้อหมุนแปดครึ่ง คราวนี้ไปถึงจุดนัดพบก่อนเวลา ไปถึงก็เจอว่า พี่จิ๋ม เทพ ติ ยืนรออยู่แล้ว พี่จิ๋มชวนไปเข้าห้องน้ำ  แล้วก็แวะซื้อกาแฟให้ออ ออม และครูดิน 

 

กลับมาที่จุดนัดพบอีกที จิ๊บกับหนก มาถึงแล้ว ยังขาดวันวันอีกคนเดียว

 

พอสมาชิกครบก็ได้เวลาล้อหมุน ... แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา / ข้าวหมูแดงกันที่ปฐมโภชนา ที่ประจำเมื่อเดินทางมาสายราชบุรี-กาญจนบุรี อิ่มแล้วก็เดินทางต่อ บนรถ เปิดหนังแผ่นเรื่อง Bhag Milkha Bhag เรื่องราวของนักวิ่งทีมชาติอินเดีย ตั้งแต่วัยเด็ก เติบโต จนติดทีมชาติได้เหรียญทองโอลิมปิก

 

แต่เปิดทิ้งไว้โดยที่ไม่ค่อยได้ดูกันหรอก หนักไปทางคุยกันเมาท์กันซะมากกว่า กิกิกิ

 

ถึงวัดวังขนายฯ อันเป็นจุดจัดงานใกล้ ๆ เที่ยง เปิดบูธรับสมัครวารสาร Thai Jogging แล้วสลับกันไปกินอาหารกลางวันที่ทางเจ้าภาพจัดเลี้ยง มีขนมจีนแกงเขียวหวาน ผัดผัก ไข่พะโล้ โอ้ อิ่มอร่อยสำราญบานตะไท

 

ตกบ่ายแก่ ๆ จึงย้ายร่างกันเข้าที่พัก พักผ่อนกันเล็กน้อย ก่อนออกมาหม่ำข้าวต้มมื้อค่ำ

 

คืนนั้นนอนสามทุ่มตื่นตีสาม ไม่ได้จับชีพจร ออกมาจ๊อกวอร์มบนสนามหญ้าหน้าที่พักกระตุ้นลำไส้ ปรากฏว่าสนามเปียกจากฝนเมื่อคืน วิ่งไปได้หน่อยรู้สึกว่าความชื้นแทรกตัวเข้ารองเท้า ก็เลยหนีไปจ๊อกบนถนนหลังห้องพักแทน แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ หมาเห่าแถมวิ่งไล่อีก เลยวิ่งหนีหมาไปจ๊อกอยู่กับที่หน้าห้อง อนาถจริงชีวิตนักวิ่งคลอดยาก -_-''

 

ตีสี่ พร้อมรบ ขึ้นรถตู้ไป ณ จุดจัดงาน ฝากของแล้ว วอร์มอัพ ๑.๓ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ ๕ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวหน้าเส้น

 

ปล่อยตัวตีห้าเป๊ะ ออกตัวเร็วตามบรรยากาศการแข่งขัน ถนนค่อนข้างมืด บางช่วงไม่มีแสงไฟ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปก็ปะทะแสงดาววิบวับ ดาวเกลื่อนฟ้า ดาวเต่ากับดาวไถลอยอยู่เหนือศีรษะ แหม่ ช่างงดงามจริง ๆ กิโลแรกก็เร็วดีอยู่หรอก พอกิโลสองค่อย ๆ ผ่อนลง ดูลมหายใจ จับจังหวะ วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่อนบ้าง เร่งบ้าง ไปจิบน้ำครั้งแรกที่ กม. ๘ พระอาทิตย์เริ่มทอแสงทองอยู่ทางเบื้องขวา แสงสีทองแดงจับท้องฟ้า ตัดกับสีเขียว ๆ ของท้องนา สวยงามจับใจ แม้จะวิ่งเร็วก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสยลความงามของธรรมชาตินะ :)

 

พอช่วงกิโลที่ ๑๔-๑๕  ก็มาถึงบันไดวัดถ้ำเสือที่ร่ำลือ ... วิ่ง ๆ ไป เอ๊ะ ก็ไม่เท่าไหร่นี่นา.. มารู้ทีหลังว่า ที่เค้าร่ำลือกันน่ะ คือบันไดหน้าวัด แต่ปีนี้เขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นบันไดหลังวัด ก็เลยไม่ได้ชัน ไม่ได้ขั้นบันไดเยอะอย่างที่แอบหวั่นใจในทีแรก แต่กระนั้นเพซก็ตกไปที่ ๖ กว่า ๆ เลยทีเดียว
Green Runner

 

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

 

4:34.17 / 4:57.99 / 5:05.88 / 4:54.11 / 4:55.26 / 5:03.33 / 4:58.45 / 4:56.74 / 5:05.97* / 5:14.09 / 5:12.42 / 5:01.76 / 5:08.48 / 5:01.48 / 6:11.48* / 4:56.65 / 4:54.51 / 5:11.96 / 5:13.12* / 5:05.02 / 5:21.39 / 5:10.00 / 5:11.43 / 5:02.34 / 3:45.88 (0.44 m.) (ลืมกดนาฬิกา)
 
*จิบน้ำ
 

เวลารวม ๒:๐๔.xx ชั่วโมง เข้าที่ ๑ โอเวอร์ออลหญิงระยะ ๒๔ กม.

 

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ๑ กม. ยืดเหยียด กายบริหาร ถ่ายรูป เมาท์มอย ฯลฯ

 






ถ่ายกับสมาชิกชมรมและครูดิน


* โน้ตไว้หลังแข่ง

 

- นิสัยไม่ดี พอไม่มีคู่แข่ง ไม่มีคนให้ไล่ ไม่มีคนให้หนี ความเร็วก็ดร็อปตามใจฉัน เพซตกแบบที่ไม่ได้เป็นเนินซะหน่อย แง่ม ๆ


ป.ล. งานนี้ได้นำเงินอัดฉีด ที่ได้จากการทำนิวพีบีงานพัทยามาราธอน มาร่วมทำบุญช่วยผู้ป่วยยากไร้ของวัดวังขนาย จำนวน ๑๐,๒๐๐ บาทถ้วน

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Pattaya Marathon 2014 : My 10th Half Marathon

ถึงสนามเวลาตีสี่ครึ่งนิด ๆ หาห้องน้ำก่อนเลย แล้วไปวอร์มได้ซักโลครึ่ง ไม่ค่อยได้เหงื่อเนื่องจากลมทะเลโชยมาเป็นระยะ กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วสไตรด์ ๕ เที่ยว ก่อนจะแทรกตัวไปอยู่แถวหน้า ๆ ตรงจุดสตาร์ท ยืนเต้นเขย่าตัวอยู่ในแถวแป๊บเดียวก็ได้เวลาปล่อยตัว


ออกตัวแรงตามบรรยากาศการแข่งขัน สามสี่ร้อยเมตรแรกเหลือบมองนาฬิกา เพซอยู่ที่ 4:09 บรื๋อส์ เร็วไปป่าวเนี่ย จากนั้น สังเกตการหายใจ สำรวจร่างกาย แขนขา ยังปกติดีอยู่ ก็ไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็ปรับจังหวะกับลมหายใจให้สัมพันธ์กัน จบกิโลเมตรแรกที่ 4:23 จากนั้นก็เริ่มเป็นเนินตามแบบฉบับของสนามนี้ คือที่เห็นเหมือนไม่เนิน มันเป็นเนินให้ไม่รู้ตัว ก็ไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดให้น้ำจุดแรก ข้ามไปก่อน  ค่อยแวะจิบน้ำที่ กม. ที่ ๔ แล้วบอกตัวเองว่าจะจิบแบบนี้ ไม่ว่าจะหิวน้ำหรือไม่ คือจิบจุดเว้นจุด


ช่วงแรก ๆ วิ่งดีมาก อารมณ์ดี เจอเนินก็ไม่หวั่นไหว มองเห็นข้างหน้าแต่ไกลว่าจะเริ่มมีเนินก็ใช้พลังตามสูตร กล่าวคือ เล็งไว้ สามสี่ร้อยเมตรก่อนขึ้นเนิน ใส่พลังเร่งมา พอขึ้นเนินก็ใช้แรงเฉื่อยที่สะสมมาเป็นตัวขับดัน ซอยเท้าถี่ ๆ นับก้าวไปเรื่อย ๆ พอถึงยอดเนินก็ปล่อยให้แรงดึงดูดของโลกทำงาน รักษาจังหวะแค่ให้ไม่กระแทก ได้ยินเสียงครู "ไหลไป ไหลไป" ตลอดเวลา จังหวะไหนไหลไม่ค่อยดีก็หลับตา นึกภาพ ดึงส้น ตีแขน อย่าล็อก ฯลฯ กำกับตัวเองไป แอบมีเมื่อยไหล่ขวาสะบักขวาตอนท้าย ๆ ..ยังคงติดเกร็งอยู่นั่นเอง ไม่เป็นไร นี่ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ใครไม่รู้ ผู้ตรวจสอบตัวเองอยู่เนือง ๆ ย่อมรู้


ช่วงกลาง ๆ ไม่เห็นผู้หญิงวิ่งอยู่รอบข้างเลย ก็เลยแอบเฉื่อยไปบ้าง รู้ตัวเลยว่าถ้าจะใส่แรงไปอีกก็ทำได้ แต่มันเหมือนไม่มีใครให้ไล่ ไม่มีใครให้หนี ก็เลยเฉื่อยไป จนมีผู้หญิงชุดชมพูมาเทียบข้าง (รู้ทีหลังว่าคือพี่ตุ้ม - ปานทิพย์) พี่เค้าชวนคุยด้วย จำไม่ได้แล้วว่าพูดว่ากระไร ส่วนตัวอิฉันเป็นนักวิ่งจอมหยิ่ง ขณะวิ่งเหนื่อย ๆ จะไม่เสวนากับใครนัก แหมนะ แค่วิ่งจับจังหวะหายใจให้สัมพันธ์กับขาก็ยากแล้ว จะให้วิ่งไปพูดไปคุยไปอีกน่ะรึ ไม่มีซะล่ะ พอเห็นเป็นผู้หญิงเท่านั้นแหละ อิฉันถึงได้เร่งหนีพี่เค้าขึ้นมา .. เพื่อจะไปเฉื่อยอีกทีข้างหน้าเมื่อไม่เห็นใคร ให้มันได้อย่างนี้สิ


พอถึงกิโล ๑๗ - ๑๘ มีอีกสาวหนึ่งวิ่งมาใกล้ ๆ ส่งเสียงเรียก "นก นก" ด้วย เหลียวไปดู อ้าว Kazumi ที่ซ้อมอยู่สวนเบญฯ ที่เจอกันอยู่บ่อย ๆ นี่นา นางมายังไงเนี่ย ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันไป ฉันก็พยายามจะฉีกหนีมา หนีมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อย มันจังหวะเนินยาวด้วย ก็ผ่อนฝีเท้าลงนิดนึง Kazumi ก็เลยแซงไป แล้วก็ทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ ไอ้ฉันก็หมดแรงจะเอาคืน ก็เลยปล่อยนางไป


พอเข้า walking street เริ่มมีเสียงเชียร์จากข้างทางมากขึ้น แม้จะเหนื่อย แม้จะล้า ก็ทำให้มีแรงไปต่อ พอครบ ๒๑ กม. เฮ้ย ทำไมยังไม่มีวี่แววเส้นชัย มองไปไกล ๆ ก็ยังไม่เห็น วิ่งไปก็่บ่น(ในใจ)ไป เมื่อไหร่จะถึงซะทีนะ ขาล้าไปหมดแล้ว


ภูมิใจในความเป็นกรีนรันเนอร์ ใช้ถ้วยใบไม้ตลอดทาง
ไปอีกซักพัก เห็นคาซุมิที่อยู่ข้างหน้ากระโดดตัวลอย รู้เลยต้องเจอตากล้องแน่ ๆ แล้วก็จริง ๆ ด้วย พี่ตุ้มนั่งรอนักวิ่งอยู่ตรงนั้น วิ่งผ่านพี่ตุ้ม พี่ตุ้มยื่นมือมาให้จับหลังถ่ายรูปเสร็จ ขอบคุณมาก ๆ เลย แรงใจเพิ่มมาอีกเฮือกหนึ่ง .. ไปอีกหน่อย ก็เจอพี่รุจน์ ก็ชูถ้วยใบไม้ใส่พี่รุจน์อีก ภูมิใจมากกับ concept Green runner ที่สู้อุตส่าห์รักษาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะงานไหนก็ตาม (ถ้าไม่ลืมพกไปน่ะนะ) อยากให้นักวิ่งทุกคนร่วมใจกันไม่ปาถ้วยทิ้งระหว่างทาง มันเสียเวลานิดเดียวเองจริง ๆ



ผ่านพี่รุจน์ไปอีกนิดเดียวก็เห็นซุ้มเส้นชัย ฮึดเฮือกสุดท้าย ไหลไป ๆ ก้าว ก้าว ก้าว ก้าว ก้าว ในที่สุดก็เข้าเส้นไปด้วยเวลา 1:48:49 h







ใช้ถ้วยใบไม้ก็พอจะทำเวลาได้อยู่นะ
ผลชิปที่ขึ้นบอร์ด บอกให้รู้ว่าเข้าอันดับที่ ๕ ในรุ่นอายุ เข้าช้ากว่า Kazumi ไป ๒๗ วินาที .. ดีนะ ที่เข้าที่ ๕ ถ้าการปล่อยคาซุมิไปไม่เร่งแซงคืนทำให้ตกไปอยู่อันดับ ๖ คงเจ็บใจตัวเองมาก ๆ อะ เป็นบทเรียนเลยว่า แม้จะไม่เห็นใครรอบข้างในการแข่งขัน ก็ห้ามเอื่อย ห้ามเฉื่อย เป็นอันขาด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ใครจะสะสมพลังมาเร่งช่วงท้ายแซงไปนิ่ม ๆ แบบนี้อีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกเพิ่มอย่างจริงจังคือการวิ่งแบบ Negative Split เพื่อให้มีแรงเหลือไว้เร่ง ๒-๓ กม. ท้ายตามสูตร

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้
4:26.11 / 4:57.02 / 4:52.35 / 4:41.11* / 4:46.41 / 5:00.45 / 4:40.82 / 5:10.07* / 4:56.13 / 4:57.60 / 4:57.13 / 5:05.62* / 5:11.07 / 5:06.69 / 5:15.09 /
5:22.80* / 5:10.51 / 5:04.33 / 4:44.82 / 5:01.62 / 4:51.33 / 5:16.18 (0.96k)


จิบน้ำที่ กม. ๔, ๘, ๑๒  และ ๑๖ หลังจากนั้นวิ่งยาว ไปรับอีกทีหลังเส้นชัยเลย


เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์นิดเดียว เจอเพื่อน ๆ ก็เมาท์ ๆ ยืนจ๊อกอยู่กับที่อีกนิด หายใจยาว ๆ อีกหน่อย ยืด
เหยียดเลย


เพราะแบบนี้หรือเปล่านะ อีกสองวันถัดมาก็เลยตึงต้นขานิด ๆ คูลน้อยก็เป็นแบบนี้ล่ะ สมน้ำหน้านัก




เวลาฮาล์ฟปีที่แล้ว


เวลาของปีนี้ ดีขึ้นเกือบห้านาทีแน่ะ


ป.ล. ผลประกอบการปีนี้ ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเกือบห้านาที ทำ new PB ระยะฮาล์ฟได้ ทั้ง ๆ ที่สนามเนินแล้วเนินอีกแบบนี้แหละ ดีใจที่สุด


วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Preserve Hua Hin : Heavy Half Marathon : My 9th Half Marathon

วอร์มอัพกิโลครึ่ง กายบริหาร ยังไม่ทันได้ยืดเหยียด ก็ไปสไตรด์ตามคำแนะนำของครู สไตรด์ได้ ๕ เที่ยวก็ได้ยินเสียงเรียกไปเช็คอิน จึงไปยืนเต้นอยู่หน้าเส้น


ออกตัวตีห้าครึ่ง เป็นทางเนินลงยาว สนามนี้อยู่ข้างหน้าก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะว่ามันเป็นเนินที่ชันมาก รู้สึกถึงแรงดึงดูดโลกอย่างรุนแรง ถ้าทิ้งตัวตามไปมีหวังกลิ้งแน่ ๆ ต้องเอนหลังไว้มาก ๆ เพื่อลดความเร็ว ที่แปลกใจก็คือ เราก็ว่าเราลดความเร็วเยอะ เห็นคนอื่นแซงขึ้นไป (แต่เราไม่กล้า) ก็นึกว่าตัวเองช้า ครบโลดูนาฬิกา โอ้ ไม่ถึงเพซ ห้า เฮ้ย แล้วคนอื่นขาแรง ๆ คงเพซสามกันเลยทีเดียว

แวะจิบน้ำจุดแรกที่ กม. ๖ แล้วยาวไปอีกทีตอนกิโลสิบสาม ประมาณ กม. ๙ ก่อนถึงจุดกลับตัว เห็น Karen เป็น ผญ คนแรกที่กลับตัวมา คงไม่พลาด overall เป็นแน่แท้ อีกแป๊บก็เห็นน้องบีขาแรงวิ่งตามมา เท่าที่ดูในรุ่นอายุตัวเอง ยังไม่มีใคร วิ่งมาเรื่อย ๆ จนกิโลที่สิบสองสิบสาม เจอรุ่นอายุเดียวกันเสื้อม่วงวิ่งมาเทียบข้าง แล้วส่งเสียงว่าไปด้วย ข้าพเจ้าไม่ตอบ ไม่ใช่หยิ่ง แต่มันเหนื่อย

ระหว่างทาง มีอาการปวดหลังน้อย ๆ เสียดท้องนิด ๆ ให้รำคาญตั้งแต่กิโลต้น ๆ เหมือนลมมันดัน ก็แก้ไขอาการไป ไม่มีอะไรน่าห่วง

ปล่อยพี่เสื้อม่วงวิ่งเทียบข้างซักแป๊บ ก็วิ่งก้าวยาวขึ้น ทิ้งพี่เค้าไว้ข้างหลัง คงตามมาไม่ไกล แล้วพอ กม. ที่ ๑๘ พี่เค้าก็จัดเต็ม แซงไปข้างหน้า แล้วก็ทิ้งกันไป ไม่สามารถจะไล่ทันอีกเลย

กิโลสุดท้าย เป็นทางเนินขึ้น เนินนี้แหละ นรกมาก ไม่สามารถจะวิ่งได้เลย คือทำท่าวิ่งละนะ ซอยเท้าถี่ ๆ ตามที่ครูสอนแหละนะ แต่ว่ามันไปได้แบบหนืดมากกก หนืดจนท้อ รู้สึกว่า เฮ้ย นี่ตูมาทำอะไรที่นี่เนี่ย จะหยุดก็หยุดไม่ได้อะ รู้สึกว่า ถ้าแอบเดินนาน ๆ คงได้เดินจนเข้าเส้น กัดฟันซอยเท้าต่อไปเรื่อย ๆ เพิ่มความเร็วก็ไม่ได้ด้วย พยายามจะเพิ่มปุ๊บ รู้เลยว่า ตะคริวต้องตามมาแน่ เลยทำได้แค่นั้น มาดูนาฬิกาตอนวิ่งเสร็จ พบว่า กิโลสุดท้ายปาไปเพซสิบ ฮ่า ๆ สะใจจริงเจียว

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:49.0 / 4:59.2 / 6:02.4 / 5:06.1 / 4:48.8 /
5:06.3 / 5:00.4 / 5:12.1 / 5:09.5 / 5:14.4 /
5:06.5 / 5:21.7 / 5:15.1 / 5:32.3 / 5:38.4 /
5:34.0 / 6:00.0 / 6:02.6 / 5:20.8 / 6:25.4 / 10:01.5

ความยากของสนามนี้อยู่ตรงที่ ตอนแรกเป็นเนินลง แต่ลงเต็มที่ไม่ได้ กลัวหน้าทิ่ม แล้วพอตอนสุดท้ายดันเป็นเนินขึ้นยาว ๆ ซึ่งหมดแล้ว อย่าว่าแต่จะเร่งกิโลท้ายเลย แค่ห้ามใจไม่ให้เดินก็ยากแล้ว
ตั้งใจไว้แล้วว่า ปีหน้าจะไปเอาคืน กิโลสุดท้ายจะต้องไม่ใช่เพซสิบ ...

...

เพซเก้าก็ยังดี กิกิ


ป.ล. เข้าอันดับสองของรุ่นอายุ พี่เสื้อม่วงเข้าอันดับหนึ่ง ทราบภายหลังว่าชื่อพี่เอ๋ สุดยอด ๆ ชื่นชม ๆ



วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

KhaoYai Half Marathon by Unique Running : My 8th Half Marathon

KhaoYai Half Marathon by Unique Running : My 8th Half Marathon
 
งานนี้อาศัยบารมีครูดิน ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านประธานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย คุณพจน์ เพิ่มพรพิพัฒน์ พักที่บ้านท่านเลย  :) กินอิ่ม นอนอุ่น สบายสุด ๆ กราบขอบพระคุณท่านมา ณ ที่นี้
 
... นอนสองทุ่มครึ่ง ตื่นตีสาม อันเป็นเวลาเหมาะสมของนักวิ่งที่นอนน้อยไม่ได้อย่างข้าพเจ้า อย่างน้อยต้องมีหกชั่วโมง จะให้ดีจริง ๆ ก็ต้องเจ็ด แต่แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว ...
 
 
ตัดภาพไปยังจุดสตาร์ท
 
วอร์มอัพ ๑๕ นาที ตอนจ๊อก รู้สึกเจ็บข้อเท้าซ้ายเล็กน้อย มันแปล๊บเบา ๆ แอบกังวลนิดหน่อย วอร์มครบแล้วกายบริหาร ยืดเหยียด รวบ ๆ ดริลรวบ ๆ ๑ เที่ยว สไตรด์ ๘ เที่ยว ก่อนจะไปเช็คอินแล้วยืนเต้นกระตุ้นหัวใจอยู่หน้าเส้น
 
ยืนอยู่แถวที่สามที่สี่ กับน้องบีขาแรง อาปู แล้วก็ เส่ง ออกตัวแรงตามบรรยากาศรอบข้าง แล้วค่อย ๆ หาจังหวะของตัวเองให้เจอ จากนั้นก็เข้าสูุ่โหมดนับก้าว วิ่งจงกรมไปเรื่อย ๆ วันนี้น้องบีไม่ค่อยเต็มร้อย กระซิบมาว่านอนปวดท้องตั้งแต่เมื่อคืน อิฉันก็เลยมีโอกาสทิ้งน้องไว้เบื้องหลัง พอถึงกิโลที่เจ็ด แหม่มสาวคนนึง วิ่งแซงขึ้นมา แล้วก็ทิ้งกันไปซะอย่างนั้น ไอ้ฉันก็ไม่เร่งตาม เอาจังหวะตัวเองเป็นหลักจะดีกว่า ไปสวย ๆ ดีกว่าเร่งตามแล้วกลายเป็นไปแบบเดี้ยง ๆ
 
กลับตัว ณ กิโลที่สิบกว่า ๆ กลับตัวได้ซักแป๊บ น้องสาวเสื้อดำวิ่งแซงขึ้นมา แถมยังยกมือไหว้ ทัก พี่คะสวัสดีค่ะ ไอ้อิฉันก็งง ๆ ใครหว่า รู้จักฉันด้วย ได้แต่ตะโกนสวัสดีกลับไป มารู้ทีหลังตอนน้องรับรางวัลบนเวที ว่าคือน้องอัญมณี นั่นเอง (เชยเนอะ อิชั้นไม่รู้จักเค้าอ่า) น้องเข้าด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๔๐.xx นาที .. แหม่ เรานำเค้ามาตั้งครึ่งทางเลยเชียว แต่น้องเค้าทำยังไง ครึ่งหลังถึงแซงแล้วทิ้งเราไปง่าย ๆ แบบเน้ ... (ต้องฝึกอีก อีก อีก และอีก)
 
หลังจากนั้น ก็ชื่นชมกับบรรยากาศสวยงามรอบข้าง (ลืมไปละว่ามาแข่งขัน) หมอกจาง ๆ ภูเขาสูง ๆ เบื้องหน้า และ พระอาทิตย์กำลังเป็นไข่แดงแอบอยู่หลังเหลี่ยมเขา โอ้ววว มันสุดยอด .. แล้วฉันก็บ้าพอที่จะตะโกนบอกนักวิ่งที่กำลังวิ่งสวนมา --ซึ่งก็แปลว่า พวกเขาหันหลังให้พระอาทิตย์อยู่-- ด้วยนะ ว่าพระอาทิตย์สวยมาก ชี้โบ๊ชี้เบ๊ อยากให้เค้าหันไปมอง ก็มันสวยจริง ๆ อ้ะ ลืมไปว่าเขาเหล่านั้นก็อาจกำลังพยายามล้มสถิติตัวเองกันอยู่
 
ช่วงเวลาที่เสพบรรยากาศอันสวยงามรอบข้างนี้ มีโอกาสได้แปะมือกับนักวิ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันหลายคนเลย เหมือนต่างฝ่ายต่างได้ชาร์จพลังให้แก่กัน เป็นวันนึงที่สนุกมาก ๆ กับการวิ่ง อากาศดี ร่างกายพร้อม จิตใจฮึกเหิม บรรยากาศสวย โอ้ววว ปลื้มปริ่มอิ่มเอม
 
 
 
กิโลท้าย ๆ ชักจะวิ่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แล้ว รู้สึกเหงา ๆ เหมือนวิ่งคนเดียว มาสะดุ้งอีกทีตอนน้องบีเรียก พี่นก (ประมาณ lap 18) ไอ่เราหันไป อั้ยย่ะ น้องเก่งมากอะ ตามมาทันด้วย นี่ขนาดนางปวดท้องนะ แล้วก็เลยได้แรงฮึดไม่ยอมให้น้องแซง กระตุ้นขากระตุ้นแขนตัวเองอีกวาระหนึ่ง จนอีกซักกิโลจะเข้าเส้น มีน้อง ผช คนนึงมาเร่งน้องบี แล้วก็วิ่งคู่กันมา น้องบีบอกไม่ไหวแล้ว ... ฉันเห็นน้องมีเพื่อนมารับ ก็เลยวิ่งหนีน้องเข้าเส้นชัยที่เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ เพราะว่าตอนนั้นยังไม่ครบ ๒๑ กม. รีบรับเหรียญ รับป้ายอันดับ แล้ววิ่งต่อจนครบ ๒๑ กม. ค่อยกดเวลา ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๔ นาที ๓๗ วินาที
 
แล้วก็พบในภายหลังว่า endomondo ไม่ให้ถ้วย new PB เพราะ ๒๑ กม. มันยังไม่เต็มระยะฮาล์ฟ ขาดอีกแปดสิบกว่าเมตร >.< ฮือ เสียใจ
 
ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
 
4:34 / 4:45 / 4:46 / 5:00 / 5:02 / 4:57 / 5:07 /
5:20 / 5:09 / 5:15 / 4:50 / 4:37 / 4:56 / 4:57 /
4:46 / 5:13 / 5:17 / 4:50 / 5:04 / 5:14 / 4:58
 
ตอนแรกตั้งใจจะไม่มองนาฬิกาเลยตลอดเส้นทาง แต่อดไม่ได้ แอบดูตอน กม. ๙ / ๑๔ / ๑๕
จิบน้ำไปครั้งเดียว ตอน กม. ที่ ๙ (ถ้าจำไม่ผิด)
 
นอกจากจะแปล๊บข้อเท้าน้อย ๆ ตอนจ๊อกแล้ว ตอนวิ่งก็มีบางช่วงที่รู้สึกเจ็บ เจ็บก็ผ่อน(นิดนึง)  เปลี่ยนเป็นใช้กล้ามเนื้อต้นขาบ้าง เจ็บน้อยลงก็เร่ง ไปเรื่อย ๆ .. มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่แอบกังวลแฮะ
 
โน้ตบรรทัดสุดท้าย : ปรากฏว่า แหม่มที่แซง ณ กม. ๗ นั่นได้ overall อันดับ ๑ ฝ่ายหญิงเลยทีเดียว ชื่ออะไรก็มิรู้ คุ้น ๆ ว่าน่าจะเห็นหน้ากันที่สวนเบญ ฯ บ่อย ๆ ซะด้วยสิ
 
 

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Mizuno River Kwai 2013 : My 5th Half-Marathon

Mizuno RiverKwai 2013 (32th) เป็นฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 5 ของข้าพเจ้า

อยากจะได้อารมณ์วิ่งไปเที่ยวไปลุยไป  ก็เลยคุยกันกับเดอะแก๊ง ว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ รถเราก็ไม่มีขับ ไอ้ครั้นจะบากหน้าไปขออาศัยรถใครอื่นเขา ก็เกรงใจ อย่ากระนั้นเลย การรถไฟไทยอุตส่าห์มีโปรโมชั่นรถไฟฟรี .. เรานั่งรถไฟชิล ๆ ไปเที่ยวเก็บเกี่ยวอารมณ์ ปู๊น ปู๊น ฉึกฉัก ฉึกฉัก กันเถิด

นัดกับหลินตีห้าครึ่งแถว ๆ บ้าน แล้วจับแท็กซี่ไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น"สถานีธนบุรี"แล้ว) ..จากข้อมูลที่สืบมา รู้ว่า รถไฟออก ๗:๕๐ นาฬิกา แต่ต้องไปถึงก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง เพื่อไปติดต่อรับตั๋วฟรีก่อน ก็เลยไปกันตั้งแต่ไก่(ยังไม่ทัน)โห่  ไปถึง รับตั๋ว แล้วไปหาข้าวกิน ตรงนั้นเป็นตลาดใหญ่มาก มีของสดขายเยอะแยะ สารพัดสิ่ง เลือกข้าวแกงได้ร้านนึงก็จัดคนละจานกับพี่หลิน ระหว่างกินข้าว เห็นหลวงพี่ผ่านมาหลายรูป เลยได้โอกาสตักบาตรด้วย

กินเสร็จก็ช็อปปิ้ง ซื้อกล้วยกับแอปเปิลเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ ซื้อนมถั่วเหลืองเพิ่มโปรตีน ซื้อกระดาษทิชชู่เพิ่มความสะดวกยามเข้าห้องน้ำ ระหว่างช็อป พี่อี๊ดโทรมาบอกว่าถึงสถานีแล้ว ก็เลยบอกให้พี่อี๊ดหาอะไรกินเลย เราสองอิ่มกันแล้ว พี่อี๊ดถามว่าอยู่ไหน ฝั่งตลาดหรือฝั่งสถานี ก็ตอบพี่อี๊ดไปว่าเราอยู่ฝั่งตลาดกัน

พอกลับมาถึงสถานี เดินหาพี่อี๊ดก็ไม่เจอ ก็เลยโทรหาพี่อี๊ดอีกรอบ คราวนี้ชักเอะใจ เอ๊ะ ทำไมพี่อี๊ดพูดถึงสถานี BTS ทำไมพูดถึง ATM กสิกร ว่าตั้งอยู่ปากซอย เอ๊ะซอยไหนอะไรยังไง ย้ำกับพี่อี๊ดว่า สถานีธนบุรีนะ บลา บลา บลา กว่าพี่อี๊ดจะรู้ตัวว่าพี่อี๊ดไปสถานีวงเวียนใหญ่  ... ผิดแล้ว !!!

ตอนนี้ก็ลุ้นระทึกกันแล้วสิฮะ เพราะว่า ณ ขณะนั้นเจ็ดโมงครึ่งแล้ว อีกยี่สิบนาทีรถไฟออก พี่อี๊ดจะมาทัน
มั้ยน้าาาา

ในที่สุด พี่วินก็มาส่งพี่อี๊ดได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด .. จากนั้นอีกไม่กี่นาที การเดินทางโดยรถไฟของสามเราก็เริ่มต้นขึ้น

สภาพรถไฟ เคยเก่าอย่างไรก็ยังเก่าอยู่อย่างนั้น ฝุ่นจับเก้าอี้อย่างหนา กระดาษทิชชู่ที่ซื้อมามีประโยชน์ตอนนี้เอง เช็ดขึ้นมานี่อย่างดำ (และขอบอกว่านั่งลงไปแล้วด้วยถึงได้รู้สึกว่าต้องเช็ด -_-'') พื้นรถไฟผ่านการทำความสะอาดมาหมาด ๆ คือมันหมาดมากจนเกือบจะเรียกว่าแฉะ .. ก็ยังดีที่นั่งไกลจากห้องน้ำพอควร จึงไม่มีกลิ่นแอมโมเนียโชยมารบกวนใจ


 
เวลาผ่านไปไวมาก... ๖ ชั่วโมงก็แล้ว เรายังไม่ถึงสถานีน้ำตก อันเป็นจุดหมายปลายทาง แถมฝนยังโปรยปรายมาตั้งแต่สถานีวังเย็น โปรยมาเรื่อย ๆ มาหนักเอามาก ๆ ที่สถานี "เกาะมหามงคล" แผนที่วางเอาไว้ว่าจะแวะกินแกงป่าร้านครัวลุงรัตน์ตามรอยกล้วยม้วนก็ชักจะจางไปทุกที

ในที่สุด เราก็มาถึงสถานีน้ำตก ณ เวลาบ่ายสองครึ่ง เลทไปเกือบสองชั่วโมง พอ-พอกับสถิติระยะฮาล์ฟของอิฉันเลยทีเดียว

ที่สถานี มีคุณพี่ผู้ชายท่านหนึ่งกางร่มมาสอบถามว่าจะไปไหนกัน มีรถหรือยัง จะกินข้าวมั้ย ฯลฯ ช่างมีน้ำจิตน้ำใจยิ่ง หลังจากคุยกับพี่เค้าสองสามคำ เมื่อพบว่า หากจะเหมารถไป "ครัวลุงรัตน์" (ซึ่งห่างจากสถานีน้ำตก ย้อนกลับไปในเมืองอีกประมาณ ๘๐ กม.) ละก็จะต้องเสียค่าเหมารถประมาณ ๑,๐๐๐ บาท สามเราก็เปลี่ยนใจ หาอะไรกินแถวสถานีก็ด้ะ ก็ไปร้านของพี่เค้าแหละ สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง ข้าว ๑ โถ .. ถูกแล้ว!! สามสาวตัวน้อย ๆ เนี่ยแหละ สั่งเป็นโถ แถมยังกินกันซะเกลี้ยงโถเลยด้วย อย่าได้ประมาทนักวิ่งอย่างเรา วะฮ่า

กินเสร็จ ก็เหมารถพี่เค้าเข้าไปที่โรงแรมริเวอร์แคววิลเลจ จัดการรับ bib เรียบร้อยแล้วเข้าห้องพัก จัดของ พักผ่อน แล้วออกมากินมื้อเย็น ตอนใกล้ ๆ ทุ่ม

เนื่องจากยังอิ่มต่อเนื่องจากมื้อกลางวัน มื้อนี้เลยจัดสลัดไปสองจานเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ เสริมโปรตีนด้วยไข่(ขาว)ต้ม จัดไฟเบอร์หนักขนาดนี้ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้คลอดง่าย ๆ ก่อนไปวิ่ง ไม่ต้องบิลท์กันนาน

ตัดภาพมาที่ตอนเช้า .. ตื่นตามเวลาที่ตั้งปลุกไว้ แต่งตัวในชุดนักวิ่ง พร้อมรบ ออกไปที่ล็อบบี้เพื่อที่จะพบว่า มีนักวิ่งจำนวนมากรอขึ้นรถที่ทางโรงแรมจัดบริการรับส่ง ณ จุดสตาร์ท ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปกันเอง ไม่รอรถ ถือเป็นการวอร์มไปในตัว ในเมื่อทางวิ่งเป็นเนิน ก็จงวอร์มอัพด้วยเนินไปเลยละกัน ฮ่า ๆ



วันนี้ตั้งใจทำเวลา จึงชวนหลินไปเป็นนักวิ่งแถวหน้า ๆ ด้วยกัน เจอพี่วิเชียร น้องพลอย น้องนัท ณ จุดนั้น พอให้อบอุ่นใจ พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ก็ก้าวไปด้วยสเต็ปตัวเอง ซักพัก พี่กล้วยปั่นก็แซงขึ้นมา พร้อมกับเตือนว่า อย่าเพิ่งออกตัวแรง เก็บไว้ก่อน ๆ ทางเป็นเนินขึ้นตลอดห้าโลแรก .. ก็น้อมรับมาใส่ใจ แต่ยังคงวิ่งตามสเต็ปตัวเองอยู่ กิโลแรกทำเวลาไว้ที่ ๕:๐๘ เพราะมันยังไม่เนินจริง พอเข้ากิโลสองเท่านั้นแหละ เนินมาแล้วค้าบ เวลาตกลงไปที่ ๕:๒๓ ดูเวลาตอนจบกิโลสามแล้วใจยิ่งหายวาบ เพซตกลงอย่างแรง ปาไปเกือบหกแน่ะ แต่ก็ยังวิ่งได้เรื่อย ๆ ไม่ถึงกับหมดใจ บอกตัวเองว่า คงคล้าย ๆ งานพัทยาแหละน่า เดี๋ยวพอถึงขาลง คงทำเวลาคืนกลับมาได้บ้าง

ห้ากิโลแรกเป็นอย่างที่พี่กล้วยปั่นบอกไว้ ทำเวลาไม่ได้เลย ผลที่ได้เป็นดังนี้
5:08.3 / 5:22.6 / 5:48.8 / 5:30.5 / 5:48.8 /

พอพ้นห้าโลไปแล้วค่อยสวยหน่อย เวลาห้าโลถัดมาจึงได้ดังนี้
5:16.3 / 4:52.1 / 5:02.0 / 5:01.5 / 5:04.6 /

พ้นสิบโลได้หน่อยก็ถึงจุดกลับตัว หลังจากนี้ก็มีเสียงเชียร์จากคนนู้นคนนี้อีกตามเคย  ขอบคุณกองเชียร์ที่ทักทายและให้กำลังใจกัน พอสวนกับเจา เจาก็นับคู่แข่งเพศหญิงให้อีกแล้ว (พี่นกที่เจ็ดครับ) กำลังใจก็เริ่มมา สิบเอ็ดกิโลท้าย ทำเวลาได้ดังนี้
4:50.1 / 5:22.5 / 5:11.1 / 5:21.0 / 5:11.1 /
5:10.8 / 5:00.5 / 5:01.6 / 5:02.1 / 5:08.3 / 4:45.4 / 2:07.1(400 m.)

กิโลสุดท้ายนี่แบบว่า กดสุดตัว แต่ยังแซงผู้มาถึงก่อนไม่ทันอยู่ดี
รายการนี้วัดผลการแข่งขันจากชิป ดังนั้น เมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องรอการประมวลผลเสร็จก่อน กรรมการจึงนำผลมาติดที่บอร์ด ผู้แข่งขันมีหน้าที่ไปส่องผลด้วยตนเองก่อนไปรายงานตัว ผลที่ได้คือ เข้าอันดับสี่ของรุ่นอายุ ๑๖-๓๙ ปีด้วยเวลา  ๑ ชั่วโมง ๕๐.๓๕ นาที



และ อะแฮ่ม นอกจากจะได้ถ้วยจากงานนี้แล้ว ยังได้ถ้วยทองจากทั่นเอนโดมอนโดด้วยน้าาา กิกิ (ถ้านับระยะฮาล์ฟ ทั่นเอนโดบันทึกผลให้ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๒๐ วินาที ดีขึ้นจากของเดิมที่พัทยา ๑๘ วินาที เฉลี่ยกิโลละไม่ถึงวิ - ฮ่า ๆ)

ป.ล. งานนี้วิวสวยมาก วิ่ง ๆ อยู่แล้วเงยหน้าไปเห็นแถบหมอกสีขาวพาดผ่านภูเขาสูงสีเขียวที่ตระหง่านเป็นแบ็คกราวด์อยู่เบื้องหลังนี่มันช่างฟินนนนนนน :D อากาศก็แสนจะดี มีฝนลงโปรยปราย ณ กิโลที่ ๑๘ กว่า ๆ เย็นสบาย ไม่ถึงกับเปียก

ป.ล. ๒ งานนี้ได้วอร์มนิดเดียว แค่เดินมาที่จุดสตาร์ตกับจ๊อกอยู่กับที่อย่างเบา ๆ ตอนรอรถก่อนตัดสินใจเดิน แถมยังไม่ได้สไตรด์ แทบจะไม่ได้กายบริหารอีกด้วย .. โค้ชบอกว่า อันตรายมาก จำไว้ว่าคราวหน้าต้องจัดการเรื่องวอร์มให้ดีกว่านี้

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pattaya Marathon 2013 : My 4th Half Marathon


ตั้งใจทำ new PB ระยะฮาล์ฟ (ของเก่าทำไว้ ๑ ชั่วโมง ๕๕ นาที)  อยากทำให้ได้ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาทีด้วย เพราะว่ามันเป็นหนึ่งในปณิธานที่ตั้งใจ ว่าจะทำให้ได้ภายในปีนี้ (อีกหนึ่งคือ วิ่ง ๑๐ กม. ให้ได้ต่ำกว่า ๕๐ นาที)

ก็เลยคำนวณไว้สองแบบ คือ

๑. ๑๐ กม.แรก ที่ ๕:๑๐ อีก ๑๐ กม.
ถัดมาเร่งนิดนึงที่ ๕:๐๕ แล้วกม.สุดท้ายซัดเต็มที่
จะปริ่ม ๆ เป้าหมายพอดี (แบบนี้จะได้ทั้ง new PB และตามปณิธาน)


๒. ๑๐ กม. แรก ที่ ๕:๑๕ , ๑๐ ถัดมาที่ ๕:๑๐ และ กม.สุดท้ายมีเท่าไหร่ใส่หมด
แบบนี้จะไม่ได้ตามปณิธาน แต่จะได้ new PB  


ผลที่ได้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้เลย  >.<

ตื่นตีสามสี่สิบ ลุกมากินกล้วยน้ำว้าไป ๓ ผล ดื่มน้ำตาม เพื่อผลด้านการขับถ่ายล้วน ๆ ออกจากโรงแรมตีสี่ครึ่งพร้อมหลินกับพี่อี๊ด เดินมาจนเกือบถึงจุดสตาร์ท ปรากฏว่าทำพี่อี๊ดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ด้วยความที่คนเยอะ และใกล้เวลาปล่อยตัวแล้ว จึงปล่อยพี่อี๊ดไว้เบื้องหลัง ชวนสมันหลิน (ผู้ซึ่งตั้งใจทำ new PB เช่นกัน) แทรกตัวไปใกล้ ๆ เส้นปล่อยตัว น่าจะอยู่ประมาณแถวที่ ๑๐

ออกตัวไม่เร็วมากที่เพซห้ากว่า ๆ แล้วก็เร่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนจบกิโลแรก ดูนาฬิกาถึงได้รู้ว่าซัดไปที่ ๔:๔๕ กำลังใจมาเป็นกอง พอขึ้นกิโลสอง เอ๊ะ ทำไมมันหนืด ๆ เหมือนวิ่งไม่ค่อยไป จบกิโลสองดูนาฬิกา ตายละวา มันเกินเป้าแรกไปละ (กม. ๒ อยู่ที่ ๕:๑๖ ซึ่งถ้าหวังเป้าแรก แต่ละ กม. ไม่ควรเกิน ๕:๑๐--ทำใจ ๆ เอาเป้าที่ ๒ ก็ด้ะ) ยังแอบคิดปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรน่า ถือว่าถัวกับกิโลแรก ยังได้อยู่ ....

กิโลสามหนักกว่าเดิมอีก ปาไป ๕:๒๐ ทำเอาใจเสียเลย แง ๆ จะได้ new PB กับเค้ามั้ยเนี่ย รู้ซึ้ง ณ บัดเดี๋ยวนั้นว่า ที่เขาว่ากันว่าสนามนี้เนินโหด มันโหดเยี่ยงนี้นี่เอง คือวิ่ง ๆ ไปเนี่ย ไม่ได้รู้สึกเหมือนจะวิ่งขึ้นเนิน แต่มันหนืดมากกกก ก้าวขาไม่ค่อยจะออกเลย กิโลสี่ เป็นขาลงเนิน ก็ลงด้วยจังหวะต่อเนื่องจากตะกี๊ แต่ความที่เป็นขาลง ทำเพซต่ำกว่า ห้าอีกครั้ง ก็เลยคิดได้ว่า สนามนี้คงจะเป็นเช่นนี้ คงทำความเร็วได้ช้าเร็วสลับกันแ บบนี้แหละ บอกตัวเองว่าอย่าได้ใจแป้วไปอีก

พอถึงจุดกลับตัว กิโลที่ ๑๑ เห็นกรรมการชะโงกหน้าดูหมายเลข Bib เรา ก็ใจมาเป็นกอง คิดว่าคงติดอันดับกับเค้าบ้างล่ะน่า สนามนี้ใจดี แจกถ้วยตั้ง ๗ ใบต่อรุ่นอายุ ลุ้น ๆ ๆ ที่ ๗ ก็ยังดี    

พอซักกิโลที่ ๑๓ - ๑๔ ชักรู้สึกล้า ๆ ที่ต้นขา สงสัยไกลโคเจนจะหมด ควัก energy gel มาเติมน้ำตาลให้ตัวเอง (ไม่รู้ว่าจริง ๆ มันช่วยมั้ย แต่อย่างน้อยมันให้ผลทางด้านควา มรู้สึกนะคะ - ด้วยความที่มันรสหวาน ก็เลยบีบใส่ปากทีละน้อย จนเข้าเส้นชัยเพิ่งหมดไปครึ่งซอง) มารู้สึกแย่ ๆ อีกครั้งตอนกิโลที่ ๑๗ เนินยาวมาก ขาก้าวไม่ออกเลย เพซตกลงไปเกือบ ๖ ... อะไรกัน หมดแล้วหรือไร ... ในใจนึกย้ำตัวเองว่า อย่านะ แค่อย่าหยุดก้าวก็พอ ถ้าเธอหยุดเมื่อไหร่ ๑๖ กิโลที่อุตส่าห์วิ่งมาจะหมดความหมายไปเลยนะ หลับตา ดึงส้นเข้าหาก้น ก้าวไปเรื่อย ๆ นับหนึ่งสองสามสี่ อีกนิด อีกนิด อีกนิด แล้วก็จบระยะ ๒๑.๓๕ ที่ เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๕๑ นาที ดีใจทำ new PB ได้ .. ดีใจยิ่งกว่าเมื่อได้ป้ายอันดับ (แม้จะผิดไปหน่อยเพราะเกิดความสับสนรางวัล over all กับนักวิ่งต่างชาติ)

สุดท้าย ได้ถ้วยรองชนะเลิศอันดับ ๕ (ก็คือเข้าที่ ๖) มาฝากครูและเพื่อน ๆ สมันค่ะ

ขอบพระคุณครู Sathavorn Din ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุก ๆ ครั้ง
ขอบพระคุณครู  Karoon Janphongsri ที่โพสต์ข้อคิดให้หนูแอบเก็บไปใช้ รวมถึงแรงเชียร์และกำลังใจด้วยค่ะ
ขอบคุณพี่แอร์ Phanarat Maneewan /พี่ขุน Thawatchai Maneewan ที่ทบทวนวิชาวิ่งขึ้นเนินให้อีก รอบสด ๆ เมื่อคืนนี้ มันช่วยนกได้เยอะมากค่ะ
ขอบคุณสมันรุ่นพี่ และเพื่อนสมันสำหรับกำลังใจ ไม่ได้แรงเชียร์ ก็ไม่มีแรงก้าวต่อจริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณทุกเสียงเชียร์ตั้งแต่ตอน ออกตัว และมาเป็นระยะระหว่างทาง ได้ยินทุกเสียง ขออภัยที่ทำได้แค่ยกมือให้สัญญาณ
ขอบคุณสมันหลิน หลิน เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย ที่อยู่รอรับถ้วยด้วยกันจนเกือบ อดข้าวเช้าที่โรงแรม  


สนามนี้โหดมาก แต่ก็สนุกมาก .. มีกลับมาอีกแน่นอน (ถ้าทำใจเรื่องความสับสนที่เกิดขึ้นขณะรอรับรางวัลได้อะนะ)

ป.ล. ข้าพเจ้ายังไม่หลุด concept Green Runner ถือถ้วยใบไม้วิ่งตลอดงานนะคะ
ผลการวิ่งเป็นเช่นนี้

4:45 / 5:14 / 5:20 / 4:50 / 5:02 / 5:16 / 4:49 /
5:14 / 5:02 / 5:24 / 4:52 / 4:56 / 5:06 / 5:04 /
5:16 / 5:15 / 5:55 / 5:07 / 5:32 / 5:34 / 5:35


สามกิโลท้ายนี่เห็นได้ชัดว่าหมดจริง ๆ เร่งยังไงก็ไม่ขึ้นอีกเลย ** และเหนือความคาดหมายมาก สามารถวิ่งต่ำกว่าเพซห้าได้ในบางช่วง ทั้ง ๆ ที่เป็นระยะฮาล์ฟ ต้องขอบคุณการบ้านที่ครูดินให้ ทำให้รู้ว่า เพซต่ำกว่า ๕ ต่อเนื่อง ๑ กม. ก็ไม่ได้ยากเย็นนัก และมันไม่ถึงตาย _/|\_   

ป.ล. ๒ โหลดผลเข้า endomondo จึงเห็นว่าทำตามปณิธานสำเร็จไปแล้ว เพราะว่าสนามนี้ ระยะเกินฮาล์ฟไปประมาณ ๒๐๐ เมตรเศษ พอตัดเหลือระยะฮาล์ฟจริง จึงได้ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๓๘ วินาที โว้เย

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Laguna Phuket Marathon 2013 : My 3rd half Marathon


เตรียมตัวก่อนเดินทาง..

ด้วยความที่ช่วงนี้งานเข้า ไม่สามารถจะรีบกลับไปอาบน้ำที่บ้านได้
ดังนั้นจึงต้องแพ็คกระเป๋าออกมาจากบ้านเลย
ที่สำคัญคือ เดินทางออกจากกรุงเทพค่ำวันศุกร์
กลับมาเช้าวันจันทร์ต้องไปประชุมอีกออฟฟิศนึง
ก็เลยต้องแบก laptop ไปด้วย

ค่ำวันศุกร์

ออกจากออฟฟิศหกโมงครึ่ง เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะที่เตรียมมา
เอา laptop ใส่กระเป๋าแยก รวมทั้ง adaptor และ mouse
แบกเป้บนหลัง ขึ้นรถตู้ที่ตึกเพื่อไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ระหว่างทาง เจอน้องในวงการ(วิ่ง)พอดี เลยเมาท์กันมาจนถึงสถานีลุมพินี
ก็ขึ้นไปหารถบัสที่นัดกันไว้ว่าจะจอดแถววิทยุ

ไปถึงเกือบสองทุ่ม ตามกำหนดการล้อจะหมุนสองทุ่มครึ่ง
เวลาเหลือ ก็เลยไปอาบน้ำที่สวนลุม
ได้ล้างเหงื่อ ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ๆ หอม ๆ ก็ค่อยสบายตัวหน่อย
มีพลังสู้กับการเดินทางอันยาวนาน

วันเสาร์

รถบัสถึงภูเก็ตสิบเอ็ดโมง แวะสักการะหลวงพ่อแช่มวัดฉลอง
วัดคู่บ้านคู่เมืองภูเก็ตชนิดที่เรียกว่าถ้าไม่ได้แวะก็เหมือนมาไม่ถึงภูเก็ต
ได้ไหว้พระพอเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ไปแวะกินข้าวกันตามอัธยาศัย
กว่าจะไปถึงโรงแรม ก็เกือบบ่ายสาม เช็คอิน วางข้าวของ แล้วรีบออกไปงาน expo
คือนักวิ่งทุกคนต้องไปลงทะเบียนรับ bib (เบอร์วิ่ง) และชิพที่ใช้วัดระยะทาง ที่งาน
นอกจากนั้น ยังมี พาสต้าปาร์ตี้สำหรับนักวิ่งทุกคน ที่ซื้อบัตร (ซึ่งอันนี้รวมอยู่ในค่าทริปแล้ว)

กว่าจะเสร็จก็ทุ่มเศษ กว่าจะถึงห้องสองทุ่มกว่า ๆ
อิชั้นออกไปจ๊อกรอบสระน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง
ต่อด้วยกายบริหาร และ ยืดเหยียด
ก่อนจะเข้ามานอนยกขาสูงในห้อง ๒๐ นาที
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจากโค้ช :)

วันแข่ง

ตื่นตีสี่
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อแล้วออกจากโรงแรม
รถบัสมารับไปที่ลากูน่า อันเป็นจุดปล่อยตัว
ไปถึงก็ทักทายเพื่อน ๆ แล้วก็แวบไปจ๊อกกิ้งวอร์มอัพ
จ๊อกซักพักก็ปวดฉี่ (ทั้ง ๆ ที่ฉี่ก่อนออกจากโรงแรมแล้ว)
ก็เลยคิดว่าน่าจะเข้าห้องน้ำซักรอบ
ตอนนั้นเหลือเวลาอีก ๒๐ นาทีก่อนปล่อยตัว

คิวเข้าห้องน้ำยาวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
อดทนเข้าคิวได้ ๑๐ นาที ยังไปไม่ถึงครึ่งทาง
ตัดสินใจไม่เข้าห้องน้ำละ ไปเตรียมตัวที่จุด start
ไปยืดเหยียดตรงนั้นอีกแป๊บนึง
คิดว่าพอวิ่ง ๆ ไป เหงื่อออกก็คงหายปวดฉี่พอดีแหละ

ออกตัวกิโลแรก สบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ได้คิดเร่ง
เพราะว่าโดยปกติ กิโลแรกนี่คนเยอะมาก ยากจะแทรกจะแซงอยู่แล้ว
ก็วิ่งตามสเต็ปตัวเอง ไปเจอน้องตั๊กอยู่ข้างหน้า ก็เข้าไปทัก
คุยกับตั๊กแว้บนึง แล้วก็ทิ้งน้องไว้ข้างหลัง
คือ .. ถ้าวิ่งช้าไปเรื่อย ๆ มันจะผิดจังหวะตัวเอง และ อาจเมื่อยกว่าก็เป็นได้

กิโลถัดมาจึงวิ่งเร็วขึ้น ต่อเนื่องมาจนกิโลที่หก พักดื่มน้ำ + หายใจ นานไปหน่อย เพซตกไปที่ ๖ เลย
ระหว่างทาง วิ่งไปก็เสพอากาศสดชื่นที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงไป
มีบางหนที่เจอรถวิ่งพ่นควันพิษใส่ ก็ปิดจมูกกันไป

ระยะฮาล์ฟสำหรับสนามนี้ถือว่ากำลังดี
มีเนินบ้างเล็กน้อยไม่มากมาย เนินสุดท้ายที่เจอเป็นเนินสูงสุด
ซึ่ง แอบใช้เทคนิคครูการุณ โดยการเร่งก่อนถึงเนิน
ก่อนขึ้นเนินก็ชะลอความเร็วลง จ๊อกเหยาะ ๆ ไปเรื่อย ๆ
จังหวะลงเนินก็ไม่ปล่อยไหล เนื่องจาก จะทำให้ความเร็วพุ่งมากไปและหัวใจอาจเต้นเร็วเกิน เป็นอันตรายได้

ตอนเห็นป้าย อีก ๑๐๐๐ เมตร อีก ๕๐๐ เมตร count down มาเรื่อย ๆ
ยิ่งมีแรงเร่งเข้าไปอีก เวลาสอง-สามกิโลท้ายจึงเร็วกว่า ๕ กิโลก่อนหน้า ค่อนข้างมาก

ผลการวิ่งรวมเกือบ ๒๑ กิโลเมตร เป็นดังนี้

6:12 / 5:39 / 5:28 / 5:25 / 5:34 / 6:02 / 5:49 / 5:30 / 5:42 / 5:38 /
5:38 / 5:34 / 5:33 / 5:55 / 5:41 / 5:57 / 5:40 / 5:52 / 5:31 / 5:39 / 5:22 (0.8 km)

เพซเฉลี่ย ๕:๔๔ ... เวลารวม ๑ ชั่วโมง ๕๘ นาที นาฬิกาบอกระยะ ๒๐.๘๐ กม.
(จริง ๆ ไม่ถึง เพราะกดเวลาช้าเนื่องจากตั้งใจจะจ๊อกต่อให้ครบ ๒๑ แต่ฝนดันตกหนัก เลยต้องกดหยุด)
แต่พี่ย้งบอกว่า สนามนี้ระยะเป๊ะมาก อาจเป็นเพราะตอนเข้าโค้ง เราวิ่งตัดโค้ง ระยะเลยไม่ถึง

จริง ๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ เพราะว่าไม่ได้ซ้อมเยอะ แต่ทำได้ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมงก็รู้สึกดี

ปลื้มตัวเองที่ผ่านสิบห้ากิโลแรกไปแล้วยังไม่รู้สึกล้าเกินทน
ยังเหลือแรงที่คิดว่าจะไปต่อจนจบระยะสบาย ๆ
ต้องขอบคุณตารางซ้อมของโค้ช + เทคนิคนู่นนี่นั่นที่ค่อย ๆ ปล่อยให้ซึมซับมา
รู้สึกได้ว่าตัวเองวิ่งอึดขึ้น ทนขึ้น และ เร็วขึ้นกว่าแรก ๆ มาก

วิ่งอย่างสนุกมากกับฮาล์ฟที่ ๓ แถมยังไม่เจ็บอีกด้วย

@^_________________^@

นาทีนี้ .. เริ่มฝันหวานถึงระยะมาราธอนแล้ว

โดยสรุป

ทริปนี้เป็นทริปที่ทรหดอดทนมาก
เดินทาง ๑๔ ชั่วโมง ถึงที่หมายตอนบ่าย ทำธุระเสร็จตอนค่ำ นอน
เช้าตื่นมาวิ่ง เสร็จแล้วเก็บของ เช็คเอาท์ นั่งรถอีก ๑๔ ชั่วโมงกลับกรุงเทพ

ทริปนี้ไปเพื่อวิ่งอย่างเดียว
บางคนอาจคิดว่าบ้ารึเปล่า

อือ บ้า  ถึงจะบ้า ก็บ้าอย่างมีสุข และมีเพื่อนร่วมบ้าตั้งสามคันรถแน่ะ
ถึงจะบ้าแต่ว่าไม่เหงานะ :D