แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kanchanaburi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Kanchanaburi แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

River Kwai International Half 2015 : My 17th Half Marathon

กลับมาเยือนอีกครั้ง กับสนามในดวงใจ RiverKwai International Half Marathon

มากี่ครั้งก็วิ่งอยู่ที่ระยะนี้ ด้วยความชอบส่วนตัว ค่าสมัครวิ่งเท่ากันทั้งระยะฮาล์ฟและมินิ ดังนั้น จ่ายแล้วควรวิ่งให้คุ้ม .. ระยะฮาล์ฟได้วิวจุใจกว่าด้วย

ปีนี้เปลี่ยนสปอนเซอร์ จาก Mizuno เป็น New Balance แต่หลายคนก็ยังเรียกชื่องานว่ามิซูโน่ริเวอร์แควกันอย่างติดปาก

ออกจากกรุงเทพแปดโมงนิด ๆ แวะหม่ำมื้อเที่ยงบ่ายโมงหน่อย ๆ ถึงโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจบ่ายสองกว่า ๆ เช็คอินที่โรงแรม ที่พักก็เป็นแบบเรือนแพที่เพิ่งซื้อต่อจากห้อง "แบ่งปันฯ" ที่มีสมาชิกหลายท่านจองไว้ แต่ติดงานสำคัญ-ธุรกิจด่วนทำให้มาไม่ได้พอดี โชคร้ายของท่านที่มีกิจทำให้อดวิ่ง ทำให้เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ทำให้มีที่นอนสบาย ๆ ใกล้จุดปล่อยตัว

เรือนแพหลังหนึ่งแบ่งเป็นสามห้อง ค่าที่พักเรือนแพห้องละ ๒๘๐๐ บาท  ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับความสะดวกที่ได้รับ ตอนเช้าไม่ต้องเดินทางมาเอง ลืมตามาเปลี่ยนชุดออกไป มีรถบริการรับส่ง ณ จุดปล่อยตัวด้วย

ในห้องมีเตียงใหญ่ นอนได้ ๒ คน ๑ เตียง และเตียงเล็ก นอนคนเดียว อีกหนึ่งเตียง มีระเบียงสำหรับนั่งชมวิวแม่น้ำแควชิล ๆ คอเบียร์ถ้าได้จิบเบียร์ไปด้วยก็คงพริ้มมมม

นอกจากนั้นก็ยังมีคูปองอาหารเย็นสำหรับ ๒ ท่าน (ส่วนอาหารเช้า มีคูปองมากับบิบอยู่แล้ว) ห้องกว้างพอที่จะปูนอนได้อีกสองสามคนเลยล่ะ ถ้าเป็นคนกินง่ายนอนง่ายนอนพื้นแข็งได้ เพียงแต่ต้องหาเครื่องนอนมาเอง -- อ้อ .. ที่จริงในตู้มีหมอนสำรองให้อีกใบด้วย ถ้าเตรียมตัวมาดี เตรียมอาหารมาเองก็จะประหยัดไปอีก แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา ซื้อคูปองอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์เพื่อกินพร้อมกะเพื่อนร่วมห้องด้วยก็สะดวกดี ราคาอยู่ที่ ๓๒๐ บาทต่อหัว

ด้วยความที่เพิ่งได้ที่พักมาหมาด ๆ ก็เลยกะไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นห้องพัก ว่าจะเนียนนอนกันสี่คน ก็เตรียมถุงนอนเครื่องนอนกันมา กะว่านอนพื้นสองคนแหละ แต่พอเห็นห้อง โอ้ สบายมาก ต่อให้มาอีกสองก็ยังไหว ทางโรงแรมก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักในเรื่องของจำนวนคน แค่ว่า ถ้ามากันเยอะก็ต้องบริหารเวลาเรื่องห้องน้ำห้องท่ากันเอง

นี่มากันสี่คน ซื้อคูปองอาหารเย็นเพิ่ม ๒ ใบ รวมจ่ายไปทั้งสิ้น ๒๘๐๐ + ๖๔๐  หารกันก็ตกหัวละ ๘๒๐ ถือว่าโอเคแหละ

(เขียนเรื่องที่พักเยอะราวกับรีวิวเชียวเนอะ ฮ่า ๆ)

อะตัดมาตอนเช้า

วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วเดินขึ้นไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากคนเยอะ รถบริการไม่ทัน พวกเรา(พร้อมครูดิน)ก็ขี้เกียจคอย ก็เลยเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย ระยะทางเกือบกิโลเท่านั้นเอง เอาของไปฝาก ณ จุดฝากของ เดินฝ่าหมู่นักวิ่งซึ่งเยอะมากไปยังหน้าเส้น ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย คนก็เยอะมากแล้ว ก็เลยแทรกตัวแล้วไปยืนจ๊อกถี่ ๆ หน้าเส้นเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ด้วยความที่มาสนามนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สภาพสนามเป็นยังไงก็พอรู้อยู่ ห้ากิโลแรกไม่กดดันตัวเองมาก หวังแค่เพซเฉลี่ยห้าโลบนสภาพเนินขึ้นล้วน ๆ ไม่ให้หล่นไปต่ำกว่า ห้าครึ่งก็พึงพอใจ แล้วไปทดเอาขาลงเนิน เหินลงด้วยแรงดึงดูดของโลก ปล่อยให้โลกดึงร่างไปสบาย ๆ ไม่ต้องใส่แรง แค่สับขาให้ได้จังหวะพอเหมาะกับแรงดึงที่โลกส่งมา ลั้นลา ลั้นลา  ฟินนนนนนนนนน

วันนี้เป็นวันที่วิ่งแบบไม่ได้นับก้าว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนเริ่มวิ่ง แล้วก็เลยไม่นับไปเลยแล้วกัน เจอพี่น้องนักวิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาก็ทักทายกันไป ไปได้เกือบสองโลเจอครูดินวิ่งไล่ขึ้นมา ก็ได้วิ่งกับครูพักใหญ่ ก่อนครูจะทิ้งไปเพื่อกลับตัวระยะมินิ อิชั้นวิ่งฮาล์ฟก็วิ่งต่อไปข้างหน้า เห็นสาวเสื้อดำฟ้อนต์เหลือง น้อง snail gang เสื้อเหลือง น้องเพ็ญเสื้อเขียว ธกส พอช่วงลงเนินที่ถนัด ก็ได้โลกช่วยดึงแซงน้องเสื้อเหลือง กะ น้องเสื้อเขียวได้พักนึง อีกพักน้องทั้งสองก็เร่งแซงขึ้นมา ในใจก็คิดว่า ไปเหอะ ป้าไม่ตามไปแซงหรอก ส่วนน้องเสื้อดำฟอนต์เหลือง (มารู้ทีหลังว่าคือน้องอุ้งขาแรงแห่งโตโยต้า) เค้าไปไกลเกินจะสาวเท้าตามแล้ว ...

กลับตัวเจอหนุ่มฝรั่งคนนึงยืนคอยเชียร์ (หรือทำงาน?) อยู่ ฮีบอกกับฉันว่า fifth place women แล้วกางนิ้วห้านิ้วเป็นเครื่องหมายของเลขห้า ฉันก็เลยแปะมือ hi-5 กะฮีเรียกพลังฮึดซะหน่อย แล้วไปต่อ พอกลับตัวแล้ว ได้ยินเสียงเรียกเชียร์เป็นระยะ ก็นะ ด้วยความที่สายตาก็สั้น แถมนิสัยส่วนตัวตอนวิ่งต้องหยิ่งให้เต็มที่ บางทีก็เลยไม่ได้หัน ได้แต่ยกมือแสดงว่ารับรู้ ในใจนั้นขอบคุณทุกเสียงที่ส่งมานะคะ

ระหว่างวิ่ง มีอาการเสียดท้องเป็นระยะ ก็ควักธรรมะออกมาช่วย ดูมันไป ความเสียดนั่นก็ไม่ใช่เรา มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แทรกมา มันมาได้แพพ ๆ แล้วมันก็หายไป ใจไปจ่อกับเท้าที่กำลังก้าว แขนล่ะ เป็นยังไง จินตนาการถึงวงล้อที่อยู่ข้างหน้า แขนสองข้างพับ-ดึงศอก ตีล้อให้ไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่อเนื่อง วงล้อก็คือขาสองข้างนั่นแหละ แขนตี ขาดึงเป็นวง จังหวะหายใจสัมพันธ์กัน มันก็สนุกกับการวิ่งต่อเนื่องไป ดูร่างกายมันทำงานไป ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ฝึกทั้งกายทั้งใจในคราวเดียว

ปีนี้ไม่มีพี่ตุ้มมาฟาดฟันก่อนเข้าเส้น กิโลสุดท้ายเลยเร่งได้นิดเดียว ไม่กระชากขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะอย่างปีที่แล้ว - นิสัยเสียส่วนตัว ไม่มีใครให้หมายตาแข่ง ก็ไม่ยอมเร่งซะอย่างนั้น

อากาศวันนี้ดีมาก เย็นสบาย ท้องฟ้ามีหมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ให้ อดเห็นไข่แดงหลังจากกลับตัวเหมือนปีก่อน แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องโดนแดด ถือว่าพอให้อภัย ข้างทางเป็นสนามเขียว ๆ แซมด้วยรั้วไม้ขาว ๆ เบื้องหน้ามีหมอกหนาพาดผ่านทิวเขา โอ้ .. ชีวิตดี

เสียบรรยากาศไปบ้างกับขบวนรถที่สัญจรไปมา ปีนี้รู้สึกรถมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อกลับตัวมาแล้ว รถบรรทุกเยอะมาก ปีที่แล้วยังได้ hi-5 กับหลายคน แต่ปีนี้หาจังหวะไม่ได้เลย ...อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่จะประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนแค่ปีละห้า-หกชั่วโมง ตีห้าครึ่งถึงสิบเอ็ดครึ่ง-อะไรงี้

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.54 / 5:06.23 / 5:27.60 / 5:10.51 / 5:27.21 /
5:02.24 / 4:45.21 / 4:50.93 / 4:36.02 / 4:49.65 /
4:53.82* / 5:07.22 / 5:22.88 / 5:02.32 / 5:02.71 /
4:50.39 / 4:36.61 / 4:41.94 / 4:41.45 / 4:51.84 / 4:46.59

 * จิบน้ำ

เนื่องจากมีความรู้สึกส่วนตัวว่า FR220 ที่ใช้อยู่มันมีความเพี้ยนอยู่เล็กน้อย จึงไม่ใส่ใจที่จะเทียบกิโลต่อกิโลกับผลงานปีที่แล้ว เอาเป็นว่า รวม ๆ เร็วขึ้นครึ่งนาที พี่ก็พอใจละ

(เข้าเส้นเป็นคนแรกของผู้หญิงกลุ่มอายุ ๔๐-๔๙ ปี ด้วยเวลา chip time : 1:43.43)

เข้าเส้นแล้วจ๊อกคูลดาวน์ รับของที่ฝากไว้ ยืดเหยียดเยอะ ๆ จบการแข่งขันแต่เพียงเท่านี้ รีรอจนเจ้าหน้าที่ประกาศผลการแข่งจากชิปเป็นที่เรียบร้อย ค่อยลงไปกินข้าวพร้อมรอรับถ้วยรางวัล ปีหน้า มาใหม่แน่นอน


ปีที่แล้ว


ปีนี้




วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Wangkhanai Super Half Marathon : My 11th (Super) Half Marathon


นัดกันแปดโมงสิบห้า ล้อหมุนแปดครึ่ง คราวนี้ไปถึงจุดนัดพบก่อนเวลา ไปถึงก็เจอว่า พี่จิ๋ม เทพ ติ ยืนรออยู่แล้ว พี่จิ๋มชวนไปเข้าห้องน้ำ  แล้วก็แวะซื้อกาแฟให้ออ ออม และครูดิน 

 

กลับมาที่จุดนัดพบอีกที จิ๊บกับหนก มาถึงแล้ว ยังขาดวันวันอีกคนเดียว

 

พอสมาชิกครบก็ได้เวลาล้อหมุน ... แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา / ข้าวหมูแดงกันที่ปฐมโภชนา ที่ประจำเมื่อเดินทางมาสายราชบุรี-กาญจนบุรี อิ่มแล้วก็เดินทางต่อ บนรถ เปิดหนังแผ่นเรื่อง Bhag Milkha Bhag เรื่องราวของนักวิ่งทีมชาติอินเดีย ตั้งแต่วัยเด็ก เติบโต จนติดทีมชาติได้เหรียญทองโอลิมปิก

 

แต่เปิดทิ้งไว้โดยที่ไม่ค่อยได้ดูกันหรอก หนักไปทางคุยกันเมาท์กันซะมากกว่า กิกิกิ

 

ถึงวัดวังขนายฯ อันเป็นจุดจัดงานใกล้ ๆ เที่ยง เปิดบูธรับสมัครวารสาร Thai Jogging แล้วสลับกันไปกินอาหารกลางวันที่ทางเจ้าภาพจัดเลี้ยง มีขนมจีนแกงเขียวหวาน ผัดผัก ไข่พะโล้ โอ้ อิ่มอร่อยสำราญบานตะไท

 

ตกบ่ายแก่ ๆ จึงย้ายร่างกันเข้าที่พัก พักผ่อนกันเล็กน้อย ก่อนออกมาหม่ำข้าวต้มมื้อค่ำ

 

คืนนั้นนอนสามทุ่มตื่นตีสาม ไม่ได้จับชีพจร ออกมาจ๊อกวอร์มบนสนามหญ้าหน้าที่พักกระตุ้นลำไส้ ปรากฏว่าสนามเปียกจากฝนเมื่อคืน วิ่งไปได้หน่อยรู้สึกว่าความชื้นแทรกตัวเข้ารองเท้า ก็เลยหนีไปจ๊อกบนถนนหลังห้องพักแทน แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ หมาเห่าแถมวิ่งไล่อีก เลยวิ่งหนีหมาไปจ๊อกอยู่กับที่หน้าห้อง อนาถจริงชีวิตนักวิ่งคลอดยาก -_-''

 

ตีสี่ พร้อมรบ ขึ้นรถตู้ไป ณ จุดจัดงาน ฝากของแล้ว วอร์มอัพ ๑.๓ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ ๕ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวหน้าเส้น

 

ปล่อยตัวตีห้าเป๊ะ ออกตัวเร็วตามบรรยากาศการแข่งขัน ถนนค่อนข้างมืด บางช่วงไม่มีแสงไฟ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปก็ปะทะแสงดาววิบวับ ดาวเกลื่อนฟ้า ดาวเต่ากับดาวไถลอยอยู่เหนือศีรษะ แหม่ ช่างงดงามจริง ๆ กิโลแรกก็เร็วดีอยู่หรอก พอกิโลสองค่อย ๆ ผ่อนลง ดูลมหายใจ จับจังหวะ วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่อนบ้าง เร่งบ้าง ไปจิบน้ำครั้งแรกที่ กม. ๘ พระอาทิตย์เริ่มทอแสงทองอยู่ทางเบื้องขวา แสงสีทองแดงจับท้องฟ้า ตัดกับสีเขียว ๆ ของท้องนา สวยงามจับใจ แม้จะวิ่งเร็วก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสยลความงามของธรรมชาตินะ :)

 

พอช่วงกิโลที่ ๑๔-๑๕  ก็มาถึงบันไดวัดถ้ำเสือที่ร่ำลือ ... วิ่ง ๆ ไป เอ๊ะ ก็ไม่เท่าไหร่นี่นา.. มารู้ทีหลังว่า ที่เค้าร่ำลือกันน่ะ คือบันไดหน้าวัด แต่ปีนี้เขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นบันไดหลังวัด ก็เลยไม่ได้ชัน ไม่ได้ขั้นบันไดเยอะอย่างที่แอบหวั่นใจในทีแรก แต่กระนั้นเพซก็ตกไปที่ ๖ กว่า ๆ เลยทีเดียว
Green Runner

 

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

 

4:34.17 / 4:57.99 / 5:05.88 / 4:54.11 / 4:55.26 / 5:03.33 / 4:58.45 / 4:56.74 / 5:05.97* / 5:14.09 / 5:12.42 / 5:01.76 / 5:08.48 / 5:01.48 / 6:11.48* / 4:56.65 / 4:54.51 / 5:11.96 / 5:13.12* / 5:05.02 / 5:21.39 / 5:10.00 / 5:11.43 / 5:02.34 / 3:45.88 (0.44 m.) (ลืมกดนาฬิกา)
 
*จิบน้ำ
 

เวลารวม ๒:๐๔.xx ชั่วโมง เข้าที่ ๑ โอเวอร์ออลหญิงระยะ ๒๔ กม.

 

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ๑ กม. ยืดเหยียด กายบริหาร ถ่ายรูป เมาท์มอย ฯลฯ

 






ถ่ายกับสมาชิกชมรมและครูดิน


* โน้ตไว้หลังแข่ง

 

- นิสัยไม่ดี พอไม่มีคู่แข่ง ไม่มีคนให้ไล่ ไม่มีคนให้หนี ความเร็วก็ดร็อปตามใจฉัน เพซตกแบบที่ไม่ได้เป็นเนินซะหน่อย แง่ม ๆ


ป.ล. งานนี้ได้นำเงินอัดฉีด ที่ได้จากการทำนิวพีบีงานพัทยามาราธอน มาร่วมทำบุญช่วยผู้ป่วยยากไร้ของวัดวังขนาย จำนวน ๑๐,๒๐๐ บาทถ้วน

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Mizuno River Kwai 2013 : My 5th Half-Marathon

Mizuno RiverKwai 2013 (32th) เป็นฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 5 ของข้าพเจ้า

อยากจะได้อารมณ์วิ่งไปเที่ยวไปลุยไป  ก็เลยคุยกันกับเดอะแก๊ง ว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ รถเราก็ไม่มีขับ ไอ้ครั้นจะบากหน้าไปขออาศัยรถใครอื่นเขา ก็เกรงใจ อย่ากระนั้นเลย การรถไฟไทยอุตส่าห์มีโปรโมชั่นรถไฟฟรี .. เรานั่งรถไฟชิล ๆ ไปเที่ยวเก็บเกี่ยวอารมณ์ ปู๊น ปู๊น ฉึกฉัก ฉึกฉัก กันเถิด

นัดกับหลินตีห้าครึ่งแถว ๆ บ้าน แล้วจับแท็กซี่ไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น"สถานีธนบุรี"แล้ว) ..จากข้อมูลที่สืบมา รู้ว่า รถไฟออก ๗:๕๐ นาฬิกา แต่ต้องไปถึงก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง เพื่อไปติดต่อรับตั๋วฟรีก่อน ก็เลยไปกันตั้งแต่ไก่(ยังไม่ทัน)โห่  ไปถึง รับตั๋ว แล้วไปหาข้าวกิน ตรงนั้นเป็นตลาดใหญ่มาก มีของสดขายเยอะแยะ สารพัดสิ่ง เลือกข้าวแกงได้ร้านนึงก็จัดคนละจานกับพี่หลิน ระหว่างกินข้าว เห็นหลวงพี่ผ่านมาหลายรูป เลยได้โอกาสตักบาตรด้วย

กินเสร็จก็ช็อปปิ้ง ซื้อกล้วยกับแอปเปิลเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ ซื้อนมถั่วเหลืองเพิ่มโปรตีน ซื้อกระดาษทิชชู่เพิ่มความสะดวกยามเข้าห้องน้ำ ระหว่างช็อป พี่อี๊ดโทรมาบอกว่าถึงสถานีแล้ว ก็เลยบอกให้พี่อี๊ดหาอะไรกินเลย เราสองอิ่มกันแล้ว พี่อี๊ดถามว่าอยู่ไหน ฝั่งตลาดหรือฝั่งสถานี ก็ตอบพี่อี๊ดไปว่าเราอยู่ฝั่งตลาดกัน

พอกลับมาถึงสถานี เดินหาพี่อี๊ดก็ไม่เจอ ก็เลยโทรหาพี่อี๊ดอีกรอบ คราวนี้ชักเอะใจ เอ๊ะ ทำไมพี่อี๊ดพูดถึงสถานี BTS ทำไมพูดถึง ATM กสิกร ว่าตั้งอยู่ปากซอย เอ๊ะซอยไหนอะไรยังไง ย้ำกับพี่อี๊ดว่า สถานีธนบุรีนะ บลา บลา บลา กว่าพี่อี๊ดจะรู้ตัวว่าพี่อี๊ดไปสถานีวงเวียนใหญ่  ... ผิดแล้ว !!!

ตอนนี้ก็ลุ้นระทึกกันแล้วสิฮะ เพราะว่า ณ ขณะนั้นเจ็ดโมงครึ่งแล้ว อีกยี่สิบนาทีรถไฟออก พี่อี๊ดจะมาทัน
มั้ยน้าาาา

ในที่สุด พี่วินก็มาส่งพี่อี๊ดได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด .. จากนั้นอีกไม่กี่นาที การเดินทางโดยรถไฟของสามเราก็เริ่มต้นขึ้น

สภาพรถไฟ เคยเก่าอย่างไรก็ยังเก่าอยู่อย่างนั้น ฝุ่นจับเก้าอี้อย่างหนา กระดาษทิชชู่ที่ซื้อมามีประโยชน์ตอนนี้เอง เช็ดขึ้นมานี่อย่างดำ (และขอบอกว่านั่งลงไปแล้วด้วยถึงได้รู้สึกว่าต้องเช็ด -_-'') พื้นรถไฟผ่านการทำความสะอาดมาหมาด ๆ คือมันหมาดมากจนเกือบจะเรียกว่าแฉะ .. ก็ยังดีที่นั่งไกลจากห้องน้ำพอควร จึงไม่มีกลิ่นแอมโมเนียโชยมารบกวนใจ


 
เวลาผ่านไปไวมาก... ๖ ชั่วโมงก็แล้ว เรายังไม่ถึงสถานีน้ำตก อันเป็นจุดหมายปลายทาง แถมฝนยังโปรยปรายมาตั้งแต่สถานีวังเย็น โปรยมาเรื่อย ๆ มาหนักเอามาก ๆ ที่สถานี "เกาะมหามงคล" แผนที่วางเอาไว้ว่าจะแวะกินแกงป่าร้านครัวลุงรัตน์ตามรอยกล้วยม้วนก็ชักจะจางไปทุกที

ในที่สุด เราก็มาถึงสถานีน้ำตก ณ เวลาบ่ายสองครึ่ง เลทไปเกือบสองชั่วโมง พอ-พอกับสถิติระยะฮาล์ฟของอิฉันเลยทีเดียว

ที่สถานี มีคุณพี่ผู้ชายท่านหนึ่งกางร่มมาสอบถามว่าจะไปไหนกัน มีรถหรือยัง จะกินข้าวมั้ย ฯลฯ ช่างมีน้ำจิตน้ำใจยิ่ง หลังจากคุยกับพี่เค้าสองสามคำ เมื่อพบว่า หากจะเหมารถไป "ครัวลุงรัตน์" (ซึ่งห่างจากสถานีน้ำตก ย้อนกลับไปในเมืองอีกประมาณ ๘๐ กม.) ละก็จะต้องเสียค่าเหมารถประมาณ ๑,๐๐๐ บาท สามเราก็เปลี่ยนใจ หาอะไรกินแถวสถานีก็ด้ะ ก็ไปร้านของพี่เค้าแหละ สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง ข้าว ๑ โถ .. ถูกแล้ว!! สามสาวตัวน้อย ๆ เนี่ยแหละ สั่งเป็นโถ แถมยังกินกันซะเกลี้ยงโถเลยด้วย อย่าได้ประมาทนักวิ่งอย่างเรา วะฮ่า

กินเสร็จ ก็เหมารถพี่เค้าเข้าไปที่โรงแรมริเวอร์แคววิลเลจ จัดการรับ bib เรียบร้อยแล้วเข้าห้องพัก จัดของ พักผ่อน แล้วออกมากินมื้อเย็น ตอนใกล้ ๆ ทุ่ม

เนื่องจากยังอิ่มต่อเนื่องจากมื้อกลางวัน มื้อนี้เลยจัดสลัดไปสองจานเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ เสริมโปรตีนด้วยไข่(ขาว)ต้ม จัดไฟเบอร์หนักขนาดนี้ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้คลอดง่าย ๆ ก่อนไปวิ่ง ไม่ต้องบิลท์กันนาน

ตัดภาพมาที่ตอนเช้า .. ตื่นตามเวลาที่ตั้งปลุกไว้ แต่งตัวในชุดนักวิ่ง พร้อมรบ ออกไปที่ล็อบบี้เพื่อที่จะพบว่า มีนักวิ่งจำนวนมากรอขึ้นรถที่ทางโรงแรมจัดบริการรับส่ง ณ จุดสตาร์ท ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปกันเอง ไม่รอรถ ถือเป็นการวอร์มไปในตัว ในเมื่อทางวิ่งเป็นเนิน ก็จงวอร์มอัพด้วยเนินไปเลยละกัน ฮ่า ๆ



วันนี้ตั้งใจทำเวลา จึงชวนหลินไปเป็นนักวิ่งแถวหน้า ๆ ด้วยกัน เจอพี่วิเชียร น้องพลอย น้องนัท ณ จุดนั้น พอให้อบอุ่นใจ พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ก็ก้าวไปด้วยสเต็ปตัวเอง ซักพัก พี่กล้วยปั่นก็แซงขึ้นมา พร้อมกับเตือนว่า อย่าเพิ่งออกตัวแรง เก็บไว้ก่อน ๆ ทางเป็นเนินขึ้นตลอดห้าโลแรก .. ก็น้อมรับมาใส่ใจ แต่ยังคงวิ่งตามสเต็ปตัวเองอยู่ กิโลแรกทำเวลาไว้ที่ ๕:๐๘ เพราะมันยังไม่เนินจริง พอเข้ากิโลสองเท่านั้นแหละ เนินมาแล้วค้าบ เวลาตกลงไปที่ ๕:๒๓ ดูเวลาตอนจบกิโลสามแล้วใจยิ่งหายวาบ เพซตกลงอย่างแรง ปาไปเกือบหกแน่ะ แต่ก็ยังวิ่งได้เรื่อย ๆ ไม่ถึงกับหมดใจ บอกตัวเองว่า คงคล้าย ๆ งานพัทยาแหละน่า เดี๋ยวพอถึงขาลง คงทำเวลาคืนกลับมาได้บ้าง

ห้ากิโลแรกเป็นอย่างที่พี่กล้วยปั่นบอกไว้ ทำเวลาไม่ได้เลย ผลที่ได้เป็นดังนี้
5:08.3 / 5:22.6 / 5:48.8 / 5:30.5 / 5:48.8 /

พอพ้นห้าโลไปแล้วค่อยสวยหน่อย เวลาห้าโลถัดมาจึงได้ดังนี้
5:16.3 / 4:52.1 / 5:02.0 / 5:01.5 / 5:04.6 /

พ้นสิบโลได้หน่อยก็ถึงจุดกลับตัว หลังจากนี้ก็มีเสียงเชียร์จากคนนู้นคนนี้อีกตามเคย  ขอบคุณกองเชียร์ที่ทักทายและให้กำลังใจกัน พอสวนกับเจา เจาก็นับคู่แข่งเพศหญิงให้อีกแล้ว (พี่นกที่เจ็ดครับ) กำลังใจก็เริ่มมา สิบเอ็ดกิโลท้าย ทำเวลาได้ดังนี้
4:50.1 / 5:22.5 / 5:11.1 / 5:21.0 / 5:11.1 /
5:10.8 / 5:00.5 / 5:01.6 / 5:02.1 / 5:08.3 / 4:45.4 / 2:07.1(400 m.)

กิโลสุดท้ายนี่แบบว่า กดสุดตัว แต่ยังแซงผู้มาถึงก่อนไม่ทันอยู่ดี
รายการนี้วัดผลการแข่งขันจากชิป ดังนั้น เมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องรอการประมวลผลเสร็จก่อน กรรมการจึงนำผลมาติดที่บอร์ด ผู้แข่งขันมีหน้าที่ไปส่องผลด้วยตนเองก่อนไปรายงานตัว ผลที่ได้คือ เข้าอันดับสี่ของรุ่นอายุ ๑๖-๓๙ ปีด้วยเวลา  ๑ ชั่วโมง ๕๐.๓๕ นาที



และ อะแฮ่ม นอกจากจะได้ถ้วยจากงานนี้แล้ว ยังได้ถ้วยทองจากทั่นเอนโดมอนโดด้วยน้าาา กิกิ (ถ้านับระยะฮาล์ฟ ทั่นเอนโดบันทึกผลให้ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๒๐ วินาที ดีขึ้นจากของเดิมที่พัทยา ๑๘ วินาที เฉลี่ยกิโลละไม่ถึงวิ - ฮ่า ๆ)

ป.ล. งานนี้วิวสวยมาก วิ่ง ๆ อยู่แล้วเงยหน้าไปเห็นแถบหมอกสีขาวพาดผ่านภูเขาสูงสีเขียวที่ตระหง่านเป็นแบ็คกราวด์อยู่เบื้องหลังนี่มันช่างฟินนนนนนน :D อากาศก็แสนจะดี มีฝนลงโปรยปราย ณ กิโลที่ ๑๘ กว่า ๆ เย็นสบาย ไม่ถึงกับเปียก

ป.ล. ๒ งานนี้ได้วอร์มนิดเดียว แค่เดินมาที่จุดสตาร์ตกับจ๊อกอยู่กับที่อย่างเบา ๆ ตอนรอรถก่อนตัดสินใจเดิน แถมยังไม่ได้สไตรด์ แทบจะไม่ได้กายบริหารอีกด้วย .. โค้ชบอกว่า อันตรายมาก จำไว้ว่าคราวหน้าต้องจัดการเรื่องวอร์มให้ดีกว่านี้