เวลาล่วงไปครึ่งปี กว่าจะมาเขียนถึงมาราธอนที่ ๔ มาราธอนที่ทำเวลาดีที่สุด (๓:๔๑:๒๕) และคาดหวังว่าเวลาที่ทำไว้ในการวิ่งครั้งนี้ จะสามารถนำพาไปให้ถึงฝั่งฝัน จะนำไปสมัคร Boston Marathon 2017 ที่กำลังจะเปิดรับสมัครในเดือนกันยายนศกนี้
พอผ่านไปครึ่งปี ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวิ่ง มันก็สูญสลายไปหมดแล้ว
เสียใจ ...
ครั้งหน้า สัญญากับตัวเองไว้ตรงนี้เลย ว่าจะไม่ดองเรียงความอีกแล้ว สิ่งที่หายไปมีคุณค่ามากเกินกว่าจะยอมให้มันสูญสลายไปกับกาลเวลา จำไว้เป็นบทเรียนเลย
ขอบันทึกเศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังพอเหลืออยู่ ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในกาลถัดไป
๑. ที่พัก : งานนี้ตอนจองที่พักก็เสิร์ชผ่านเน็ต เลือกเอาที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ไม่รู้ว่าแค่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนั้น มันไม่พอ ต้องเลือกที่ใกล้จุดปล่อยตัวที่สุดด้วย ซึ่ง ที่พักที่จองมา อยู่ใกล้ ม. ก็จริง แต่ใกล้ทางฝั่งหลัง ม. ซึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ใกล้หลัง ม. คือห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ ๖ กิโลเมตร ที่คิดไว้ว่าเช้ามาจะจ๊อกเพลิน ๆ ไปจุดปล่อยตัวก็เป็นอันฝันสลาย ยังดีที่ทาง ม. เค้ามีรถชัตเติลบัสรับส่ง ก็พอคลายใจไปนิดหนึ่ง
๒. การรัดชิพติดรองเท้า : งานขอนแก่นมาราธอนนี่ เค้าให้ชิพลักษณะเป็นกระดาษเคลือบม้วนไว้ แล้วให้รัดกับเชือกรองเท้า ด้วย self-locking cable tie อิชั้นก็พลาดดอกที่หนึ่ง ด้วยการรัดชิพติดรองเท้า ในขณะที่ไม่ได้ใส่รองเท้า คือ ทำการล็อคเตรียมไว้ก่อนนอนใช้การกะประมาณเอาด้วยสายตาว่าน่าจะพอดี ตอนเช้าตื่นมาก็พบว่าแมร่ง รัดแน่นไป แล้วเข้าใจปะว่า เคเบิลล็อคแบบนี้มันล็อคแล้วล็อคเลย ขยับอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะมีสำรอง ก็ตัดอันเก่าทิ้งแล้วเอาอันใหม่รัด
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันแน่นไปนิดนึง รู้สึกตั้งแต่ตอนสวมรองเท้า ใจก็คิดว่า ซวยละ ทำไงดีฟระเนี่ย ก็กะว่าไปถึงสนามจะถามหาจากทางผู้จัด ปรากฏว่า ด้วยความที่พักหลัง ม. ก็ต้องไปรอชัตเติลบัส กว่าบัสจะมา กว่าจะไปถึงจุดปล่อยตัว ก็หมดเวลาถามหาเคเบิลล็อค ก็เลยต้องช่างมัน เลยตามเลย
ช่วงแรก ๆ ที่วิ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอพ้น กม. ที่ ๒๕ ไป สิ่งที่เรียกว่า "นรกบนทางวิ่ง" ก็ค่อย ๆ ปรากฏ คือ ชิพมันรั้งเชือกรองเท้าทำให้บนหลังเท้าแน่นมากจนเจ็บ ยิ่งวิ่งมากขึ้นก็ยิ่งรั้งมากขึ้น เจ็บหลังเท้ามาก ๆ วิ่งไปก็ต้องคอยกระถดเท้าให้ส้นเท้าถอยไปชนขอบรองเท้าด้านหลัง เพื่อคลายความเจ็บบนหลังเท้า คือมันเป็น "ทัณฑ์ทรมาน" อย่างที่สุด ช่วงหกเจ็ดโลสุดท้ายนี่ต้องอาศัยสวดมนต์ดึงความสนใจไปที่บทสวดเพื่อให้ลืมความเจ็บที่เกิดขึ้นกันเลยทีเดียว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ก่อนที่จะรัดชิพติดกับตัวรองเท้า"
๓. การเตรียมเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหลังวิ่งเสร็จ : นี่ก็อีกหนึ่งความผิดพลาด ชะล่าใจไปมาก ว่าเห้ย งานนี้วิ่งที่ ม. จบที่ ม. วิ่งเสร็จขึ้นรถบัสไปที่พักเปลี่ยนเสื้อก็ได้ ไม่ต้องหอบเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหรอก .. ที่ไหนได้ อุณหภูมิเช้านั้น ลดลงไปมาก บ่าย ๆ วันเสาร์ อุณหภูมิยังร้อนจัด ๓๐ ++ อยู่เลย พอค่ำวันเสาร์ฝนตก เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาอุณหภูมิอยู่แถว ๆ ๑๒-๑๔ ปลอบตัวเองว่าเฮ้ย เย็นขนาดนี้ก็ดี วิ่งสบาย วิ่งไปเรื่อย ๆ ฝนตกอีก ตัวเปียก อุณหภูมิแถว ๆ ๑๒ ก็ทำให้ยะเยือกอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าเส้นชัยก็ยังไม่เท่าไหร่ วิ่งมานาน ตัวยังอุ่น แต่พอคูลดาวน์แล้ว ตัวเริ่มเย็น ลมพัดเยือก แม้จะถอดเสื้อวิ่งออกแล้วสวมเสื้อกันลมไว้ แต่บราก็ยังชื้น ลมพัดมาแต่ละที เล่นเอาหนาวสั่น สั่นขนาดที่ ตอนไปรับอาหาร มือซ้ายที่ถือจานกระดาษใส่อาหาร และมือขวาที่ถือแก้วโกโก้ร้อนนี่สั่นโกโก้แทบกระฉอก สั่นแบบควบคุมให้นิ่งไม่ได้เลย ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเดินต้องขยับ ต้องกระโดดตลอดเวลา นี่ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ไม่ว่าสนามจะใกล้ที่พักแค่ไหน อย่าชะล่าใจ ต้องเตรียมเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนทุกครั้ง
หลัก ๆ ก็จำได้แค่นี้ ผลงานที่ทำไว้แต่ละกิโลเป็นเช่นนี้
5:00.1 / 4:44.6 / 5:04.2 / 5:05.3 / 5:06.6 / 5:03.1 /
5:00.3 / 5:00.1 / 4:55.5 / 5:15.4 / 5:07.3 / 4:55.3 /
5:03.2 / 5:18.4 / 5:05.7 / 5:10.4 / 4:51.7 / 5:14.5 /
5:18.9 / 5:12.9 / 5:05.7 / 5:21.6 / 5:06.8 / 5:23.0 /
5:18.1 / 5:11.3 / 5:08.6 / 5:08.2 / 5:14.0 / 5:09.6 /
5:09.3 / 5:09.4 / 5:05.5 / 5:12.1 / 5:15.5 / 5:56.2 /
5:52.1 / 5:49.1 / 5:37.8 / 5:26.3 / 5:56.1 / 5:28.0 / 2:07.6 (0.4k)
นาฬิกาบันทึกไว้ว่าสิริรวม 3:41.46.3 ชั่วโมงกับระยะ 42.4 ก.ม.(เวลาสนาม 3:41:25)
แอบเสียใจ ถ้าไม่เจ็บหลังเท้าที่โดนรัดด้วย cable ไว้ น่าจะทำเวลาได้สวยกว่านี้ แอบแค้นนิดหน่อย ปีหน้าจะต้องไปแก้มือใหม่อีกรอบให้จงได้ !!
พอผ่านไปครึ่งปี ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวิ่ง มันก็สูญสลายไปหมดแล้ว
เสียใจ ...
ครั้งหน้า สัญญากับตัวเองไว้ตรงนี้เลย ว่าจะไม่ดองเรียงความอีกแล้ว สิ่งที่หายไปมีคุณค่ามากเกินกว่าจะยอมให้มันสูญสลายไปกับกาลเวลา จำไว้เป็นบทเรียนเลย
ขอบันทึกเศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังพอเหลืออยู่ ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในกาลถัดไป
๑. ที่พัก : งานนี้ตอนจองที่พักก็เสิร์ชผ่านเน็ต เลือกเอาที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ไม่รู้ว่าแค่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนั้น มันไม่พอ ต้องเลือกที่ใกล้จุดปล่อยตัวที่สุดด้วย ซึ่ง ที่พักที่จองมา อยู่ใกล้ ม. ก็จริง แต่ใกล้ทางฝั่งหลัง ม. ซึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ใกล้หลัง ม. คือห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ ๖ กิโลเมตร ที่คิดไว้ว่าเช้ามาจะจ๊อกเพลิน ๆ ไปจุดปล่อยตัวก็เป็นอันฝันสลาย ยังดีที่ทาง ม. เค้ามีรถชัตเติลบัสรับส่ง ก็พอคลายใจไปนิดหนึ่ง
๒. การรัดชิพติดรองเท้า : งานขอนแก่นมาราธอนนี่ เค้าให้ชิพลักษณะเป็นกระดาษเคลือบม้วนไว้ แล้วให้รัดกับเชือกรองเท้า ด้วย self-locking cable tie อิชั้นก็พลาดดอกที่หนึ่ง ด้วยการรัดชิพติดรองเท้า ในขณะที่ไม่ได้ใส่รองเท้า คือ ทำการล็อคเตรียมไว้ก่อนนอนใช้การกะประมาณเอาด้วยสายตาว่าน่าจะพอดี ตอนเช้าตื่นมาก็พบว่าแมร่ง รัดแน่นไป แล้วเข้าใจปะว่า เคเบิลล็อคแบบนี้มันล็อคแล้วล็อคเลย ขยับอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะมีสำรอง ก็ตัดอันเก่าทิ้งแล้วเอาอันใหม่รัด
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันแน่นไปนิดนึง รู้สึกตั้งแต่ตอนสวมรองเท้า ใจก็คิดว่า ซวยละ ทำไงดีฟระเนี่ย ก็กะว่าไปถึงสนามจะถามหาจากทางผู้จัด ปรากฏว่า ด้วยความที่พักหลัง ม. ก็ต้องไปรอชัตเติลบัส กว่าบัสจะมา กว่าจะไปถึงจุดปล่อยตัว ก็หมดเวลาถามหาเคเบิลล็อค ก็เลยต้องช่างมัน เลยตามเลย
ช่วงแรก ๆ ที่วิ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอพ้น กม. ที่ ๒๕ ไป สิ่งที่เรียกว่า "นรกบนทางวิ่ง" ก็ค่อย ๆ ปรากฏ คือ ชิพมันรั้งเชือกรองเท้าทำให้บนหลังเท้าแน่นมากจนเจ็บ ยิ่งวิ่งมากขึ้นก็ยิ่งรั้งมากขึ้น เจ็บหลังเท้ามาก ๆ วิ่งไปก็ต้องคอยกระถดเท้าให้ส้นเท้าถอยไปชนขอบรองเท้าด้านหลัง เพื่อคลายความเจ็บบนหลังเท้า คือมันเป็น "ทัณฑ์ทรมาน" อย่างที่สุด ช่วงหกเจ็ดโลสุดท้ายนี่ต้องอาศัยสวดมนต์ดึงความสนใจไปที่บทสวดเพื่อให้ลืมความเจ็บที่เกิดขึ้นกันเลยทีเดียว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ก่อนที่จะรัดชิพติดกับตัวรองเท้า"
๓. การเตรียมเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหลังวิ่งเสร็จ : นี่ก็อีกหนึ่งความผิดพลาด ชะล่าใจไปมาก ว่าเห้ย งานนี้วิ่งที่ ม. จบที่ ม. วิ่งเสร็จขึ้นรถบัสไปที่พักเปลี่ยนเสื้อก็ได้ ไม่ต้องหอบเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหรอก .. ที่ไหนได้ อุณหภูมิเช้านั้น ลดลงไปมาก บ่าย ๆ วันเสาร์ อุณหภูมิยังร้อนจัด ๓๐ ++ อยู่เลย พอค่ำวันเสาร์ฝนตก เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาอุณหภูมิอยู่แถว ๆ ๑๒-๑๔ ปลอบตัวเองว่าเฮ้ย เย็นขนาดนี้ก็ดี วิ่งสบาย วิ่งไปเรื่อย ๆ ฝนตกอีก ตัวเปียก อุณหภูมิแถว ๆ ๑๒ ก็ทำให้ยะเยือกอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าเส้นชัยก็ยังไม่เท่าไหร่ วิ่งมานาน ตัวยังอุ่น แต่พอคูลดาวน์แล้ว ตัวเริ่มเย็น ลมพัดเยือก แม้จะถอดเสื้อวิ่งออกแล้วสวมเสื้อกันลมไว้ แต่บราก็ยังชื้น ลมพัดมาแต่ละที เล่นเอาหนาวสั่น สั่นขนาดที่ ตอนไปรับอาหาร มือซ้ายที่ถือจานกระดาษใส่อาหาร และมือขวาที่ถือแก้วโกโก้ร้อนนี่สั่นโกโก้แทบกระฉอก สั่นแบบควบคุมให้นิ่งไม่ได้เลย ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเดินต้องขยับ ต้องกระโดดตลอดเวลา นี่ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ไม่ว่าสนามจะใกล้ที่พักแค่ไหน อย่าชะล่าใจ ต้องเตรียมเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนทุกครั้ง
หลัก ๆ ก็จำได้แค่นี้ ผลงานที่ทำไว้แต่ละกิโลเป็นเช่นนี้
5:00.1 / 4:44.6 / 5:04.2 / 5:05.3 / 5:06.6 / 5:03.1 /
5:00.3 / 5:00.1 / 4:55.5 / 5:15.4 / 5:07.3 / 4:55.3 /
5:03.2 / 5:18.4 / 5:05.7 / 5:10.4 / 4:51.7 / 5:14.5 /
5:18.9 / 5:12.9 / 5:05.7 / 5:21.6 / 5:06.8 / 5:23.0 /
5:18.1 / 5:11.3 / 5:08.6 / 5:08.2 / 5:14.0 / 5:09.6 /
5:09.3 / 5:09.4 / 5:05.5 / 5:12.1 / 5:15.5 / 5:56.2 /
5:52.1 / 5:49.1 / 5:37.8 / 5:26.3 / 5:56.1 / 5:28.0 / 2:07.6 (0.4k)
นาฬิกาบันทึกไว้ว่าสิริรวม 3:41.46.3 ชั่วโมงกับระยะ 42.4 ก.ม.(เวลาสนาม 3:41:25)
แอบเสียใจ ถ้าไม่เจ็บหลังเท้าที่โดนรัดด้วย cable ไว้ น่าจะทำเวลาได้สวยกว่านี้ แอบแค้นนิดหน่อย ปีหน้าจะต้องไปแก้มือใหม่อีกรอบให้จงได้ !!
โลที่2เวลาโดดมากมาย ปล.ที่พักพี่อยู่จุดสตาร์ทถ้ารู้ว่านกม่มีเสื้อเปลี่ยนจิปเอ้าห่มมาให้ยืนคลุมแบพวกเคนย่านะน่ะ
ตอบลบโลสองมันเป็นเนินลงมั้ยคะพี่ปู น้องจำไม่ได้เลยอะ
ลบ