วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

Mizuno River Kwai 2014 : My 13th Half-Marathon : 14 Sep 2014

ปีนี้ไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟไทยอันแสนแคลสสิคแบบปีที่แล้ว ก๊วนผจญภัยหายไปซะละ

ก็เลยเป็นการเดินทางโดยรถตู้ ไปกับสมาชิกชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ แวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเนือง วังโพธิ์ ตรงสถานีรถไฟวังโพธิ์ แล้วจึงเดินทางต่อไปยังริเวอร์แคว วิลเลจ อันเป็นสถานที่จัดงาน

เจอคาซุมิ ซึ่งคาซุมิก็แนะนำให้รู้จัก ยูโกะ ยามากาตะ แชมป์ฝ่ายหญิงของปีที่แล้ว ผู้เข้าเส้นชัยด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๓๙ นาที ในขณะที่ฉันทำเวลาไว้ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที ปีที่แล้วอยู่กันคนละรุ่นอายุ ปีนี้ฉันปีนมาร่วมรุ่นอายุเดียวกัน ก็คงต้องปล่อยนางไป คิดว่าฝีเท้าตัวเองคงยังสู้ไม่ไหว จัดการเรื่องบิบของสมาชิกที่สมัครมาพร้อมกันเสร็จ ก็ไปสมัครวิ่งงาน run for kids ของวังทองกรุ๊ป เรียบร้อยแล้วจึงเข้าที่พักกัน

เข้าที่พักปุ๊บ ฝนโปรยปั๊บ ยังไม่ทันได้แบ่งกันเลยว่าใครอยู่ห้องพักห้องไหน ติดฝนกันอยู่ในครัวส่วนหนึ่ง และ ติดอยู่ในรถตู้อีกส่วนหนึ่ง จนกระทั่งฝนซา จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ก่อนจะออกไปหม่ำอาหารเย็นกัน เรียบร้อยแล้วจึงแยกย้ายกันอาบน้ำ นอนแต่หัวค่ำเพื่อเก็บแรงไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้น

ว่าด้วยเรื่องอาหารวันก่อนวิ่ง

มื้อเที่ยง : เนือง วังโพธิ์
ข้าวขาว ทอดมันปลา แกงส้มชะอมไข่ ยำปลาฉิ้งฉ้าง ไข่เจียวซาละเปา(กุ้งสับ) ต้มยำปลา

มื้อเย็น : ครัวแม่สมสอง
ข้าวขาว ผัดไหลบัว ผัดเห็ด ปลาทับทิมทอด

... จริง ๆ มีกับข้าวมากกว่านี้ทั้งสองมื้อ แต่จำได้แค่นี้ (นี่ละน้า ผลของการไม่รีบบันทึก)

ก่อนนอน กินกระเจี๊ยบกรอบหวังเพิ่มไฟเบอร์เพื่อให้คลอดง่ายในตอนเช้า


เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามสี่สิบห้า ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระหนักไปหนึ่งรอบ ล้อหมุนตีสี่ครึ่ง ถึงงานประมาณตีห้า อากาศเย็นพอสมควร ฝากของแล้วแวะเข้าห้องน้ำอีกรอบก่อนไปจ๊อกวอร์ม .. ตอนแรกก็ไปจ๊อกหลังเส้นสตาร์ท แต่ทางเป็นเนิน ก็เลยเปลี่ยนมาจ๊อกหน้าเส้น หลัง ๆ นักวิ่งทยอยกันมาหนาตามากขึ้น จะดริลจะสไตรด์ไม่ค่อยสะดวกเลย สไตรด์ไปแค่ ๓ เที่ยว แล้วออมก็ชวนไปหาน้ำดื่มก่อนไปรอหน้าเส้น อันที่จริงสองเราวิ่งกันคนละระยะ แต่เนื่องจากสนามนี้ปล่อยตัวพร้อมกันทั้งระยะฮาล์ฟและระยะมินิ ก็เลยจูงมือกันแทรกตัวไปหาที่ยืนหน้า ๆ แม้ว่าการแข่งขันจะใช้ชิพบันทึกเวลา แต่ทว่า ผลการตัดสินก็ยังใช้ Gun time แทนที่จะเป็น net time (ยังสงสัย แล้วจะใช้ชิพเพื่อ ??) นักวิ่งสายสถิติอย่างเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปหน้าสุดเท่าที่จะแทรกตัวไปได้

ยืนเต้นยืนเขย่าตัวอยู่หลังเส้นสตาร์ทอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็ปล่อยตัว

สนามนี้เคยวิ่งมาแล้ว รู้ดีอยู่ว่า ห้ากิโลแรกนี่เป็นเนินขึ้นล้วน ๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าจะทำเวลาได้สวยหรู  หวังเพียงแค่ เวลาดีกว่าที่ทำไว้ปีที่แล้ว อย่าให้ตกไปกว่าเดิมก็พอ วิ่งไปไม่นาน ก็เจอคาซุมิ คู่แข่งขันชาวญี่ปุ่นในรุ่นอายุเดียวกัน ทักทายกันเล็กน้อย ก่อนที่ฉันจะฉีกตัวขึ้นไป ทำกำไรไว้ให้อุ่นใจก่อน อีกพัก ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้ม-ปานทิพย์  อีกหนึ่งขาแรงรุ่นอายุเดียวกันที่เพิ่งรู้จักกันเมื่องานพัทยามาราธอนเดือนกรกฎาที่ผ่านมา พี่เค้าวิ่งไปคุยไปได้ด้วย ต่างกับอิชั้น วิ่งแล้วไม่ใคร่อยากจะคุยกับใคร

ทิ้งได้ก็รีบทิ้งไปก่อน ปล่อยพี่ตุ้มคุยกับคาซูไว้เบื้องหลัง
เครดิตภาพ : พี่ชายแห่งฟอร์รันเนอร์



กม.๑๘ ยังลั้นลาอยู่
เครดิตภาพ : พี่รุจน์ แห่งชัตเตอร์รันนิ่ง
ผ่านห้ากิโลแรกไปได้ด้วยดี เวลาไม่แย่กว่าปีที่แล้วสมดังใจหมาย หลังจากนั้นทางก็ลงเนินให้รู้สึกสบายใจบ้าง ขึ้นเนินให้รู้จักคำว่าเหนื่อยบ้าง ขาลงนี่สนุกมาก ให้โลกช่วยดึงไปข้างหน้า มีหน้าที่แค่เพียงสับขาให้ทัน ไม่ม้วนหน้าไปซะก่อน ไหลลงไปแบบไม่ได้ยั้ง แต่ก็ลงเท้าเบาพอที่จะไม่รู้สึกมีแรงกระแทกถึงเข่า  โอ้ววว  คำว่าฟินนนนนมันเป็นเช่นนี้เอง

บรรยากาศของสนามยังคงสวยงาม แม้ปีนี้จะไม่มีฝนโปรย สนามนี้ก็ยังคงสวยอยู่ สายหมอกไม่หนาตาเท่าปีที่แล้ว และไม่ได้วิ่งผ่านหมอก แอบเสียดายไปนิดส์ ที่ยังต้องระวังรถอยู่บ้าง รู้สึกว่าปีนี้รถค่อนข้างดุ มีบีบแตรไล่และขับด้วยความเร็ว ไม่เห็นใจนักวิ่งเลย

กลับตัวแล้วพบว่า พระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาไปทอแสงสีทองอยู่เบื้องบนแล้ว ไม่ได้เป็นไข่แดงเหมือนปีที่แล้ว เสียดายจัง คิดถึงไข่แดง

กิโลที่สิบกว่า ๆ จำไม่ได้หรอกว่ากว่าเท่าไหร่ กำลังวิ่งเนิบ ๆ อยู่เลย ค่าที่คิดว่า สองสาวขาแรง(แต่คนละรุ่นอายุ)ข้างหน้านั่นก็ห่างจนฉันไร้เรี่ยวแรงจะตามแล้ว คาซุมิ (คู่ปรับเก่าที่ปาดแซงฉันขึ้นไปในระยะ ๓ กม.สุดท้ายที่สนามพัทยา) ก็น่าจะอยู่ข้างหลังไกลอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้มโผล่มาทักทาย เจ้ยยย มายังไง ไม่ได้ยินเสียงพี่เค้าตั้งพักใหญ่แล้ว ไม่คิดว่าจะตามมาเบียดอีก พี่เค้าก็ให้กำลังใจนะ บอกว่าไปก่อนเลย ๆ เดี๋ยวคาซุมิก็มาเก็บเราสองคน (เหมือนงานพัทยา) อยู่ดี นั่นทำให้ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน ... ได้ยินเสียงพี่ตุ้มไล่หลังมาไว ๆ เออ ไอ้นกนี่มันดีแฮะ กระตุ้นแล้วมีแรงเร่งหนีทุกทีเลย สนุกดีเว้ย ฯลฯ







จ๊ากกก พี่ตุ้มมายังไง





ช่วงท้าย ๆ นี่สนุกกับการปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงโลกมาก ๆ วิ่งอย่างมีสุขกับการที่ลมปะทะหน้า ปะทะตัว วู้ว ๆ ๆ  สนุกมาจนเริ่มชิดขวา เตรียมเลี้ยวโค้งเข้าช่วงสุดท้ายของเส้นชัย  ปรากฏว่าพี่ตุ้มโผล่มาจากไหน ?? ปาดเข้าโค้งไปอย่างสวยงาม เฮ้ย  มายังไง ไม่ยอม ๆ




ท่องไว้  อย่าให้ใครแซง ๆ 


















ตอนนั้นสับขาเร่งตามไป ไอ้หยา ขามันไม่ไปด้วย ใจหายวาบ .. ทำไงดีหว่า ในใจปล่อยละ สงสัยต้องยอมเค้า สับสนเล็กน้อย เอา-ไม่เอา สู้-ไม่สู้  (แต่ขณะนั้น ก็ยังสับขาแหลกอย่างภาพที่เห็นนะ)












ครู .. ผู้เป็นแรงบันดาลใจ
ฮึดได้ด้วยรูปนี้เลย
แวบนั้น ภาพครูดินที่เป็นลมก็ฉายเข้ามาในมโนสำนึก  คิดในใจว่า เอาวะ ชีวิตนี้ยังไม่เคยวิ่งเร่งจนจะอ้วก จนจะเป็นลมขนาดนั้น งานนี้คงต้องลองดูซักตั้ง ถึงแพ้ ก็ยังภูมิใจว่าเราเต็มที่แล้ว จากนั้นจึงตั้งสติ จับลมหายใจ เช็คลมหายใจยังดีอยู่ หายใจเข้าออกยาว ๆ สองเฮือก แล้วกัดฟันสับแหลกเร่งแซงพี่ตุ้มได้ในช่วง ๓๐๐ เมตรสุดท้าย (คิดซะว่าคอร์ท ๔๐๐ เที่ยวสุดท้ายก็ละกันน่า) เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุมาแบบไม่รู้ตัวด้วยเวลา ๑:๔๔:๓๕ เวลาดีกว่าปีที่แล้ว ๕ นาทีกว่า ๆ แน่ะ


ผลวิ่งแต่ละ กม. เป็นดังนี้

4:43.46 / 5:17.72 / 5:37.23 / 5:22.70 / 5:25.57 / 5:05.58 / 4:45.02 / 5:00.20* / 4:27.31 / 4:48.44 / 4:37.78 / 5:15.96 / 5:03.41 / 5:01.23 / 4:56.93 / 4:48.38* / 4:35.35 / 4:29.57 / 4:26.43 / 4:43.58 / 4:23.64 / 1:36.55 (0.32 km.)

* จิบน้ำ






งานนี้ได้พี่ตุ้มเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี  หลังจากได้เรียนรู้จากหลาย ๆ สนามแล้วว่า ตัวอิฉันนี่ ถ้าไม่มีคู่แข่ง ไม่มีตัวไล่ ไม่มีตัวหนี ก็จะวิ่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แม้ใจจะอยากได้ new PB แต่เท้ามันก็ไม่วิ่งไม่ซัดซะงั้น พอสนามนี้เจอพี่ตุ้ม บอกเลยว่าช่วยมาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่เค้า คงไม่ได้เวลาดีขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณพี่ตุ้มมา ณ ที่นี้


* ยูโกะนางเจ็บตั้งแต่กิโลหก อิชั้นก็ไม่ได้สังเกตอะไรเล้ย นึกว่านางเร็วจนมองไม่เห็นหลัง ที่ไหนได้ แซงนางมาแล้วไม่รู้ตัว ตอนโฆษกประกาศอันดับหนึ่งถึงกับเหวอเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง คิดแล้วขำ

* เขียนห้วน ๆ พิลึกแฮะ