วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

River Kwai International Half 2015 : My 17th Half Marathon

กลับมาเยือนอีกครั้ง กับสนามในดวงใจ RiverKwai International Half Marathon

มากี่ครั้งก็วิ่งอยู่ที่ระยะนี้ ด้วยความชอบส่วนตัว ค่าสมัครวิ่งเท่ากันทั้งระยะฮาล์ฟและมินิ ดังนั้น จ่ายแล้วควรวิ่งให้คุ้ม .. ระยะฮาล์ฟได้วิวจุใจกว่าด้วย

ปีนี้เปลี่ยนสปอนเซอร์ จาก Mizuno เป็น New Balance แต่หลายคนก็ยังเรียกชื่องานว่ามิซูโน่ริเวอร์แควกันอย่างติดปาก

ออกจากกรุงเทพแปดโมงนิด ๆ แวะหม่ำมื้อเที่ยงบ่ายโมงหน่อย ๆ ถึงโรงแรมริเวอร์แคววิลเลจบ่ายสองกว่า ๆ เช็คอินที่โรงแรม ที่พักก็เป็นแบบเรือนแพที่เพิ่งซื้อต่อจากห้อง "แบ่งปันฯ" ที่มีสมาชิกหลายท่านจองไว้ แต่ติดงานสำคัญ-ธุรกิจด่วนทำให้มาไม่ได้พอดี โชคร้ายของท่านที่มีกิจทำให้อดวิ่ง ทำให้เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ทำให้มีที่นอนสบาย ๆ ใกล้จุดปล่อยตัว

เรือนแพหลังหนึ่งแบ่งเป็นสามห้อง ค่าที่พักเรือนแพห้องละ ๒๘๐๐ บาท  ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับความสะดวกที่ได้รับ ตอนเช้าไม่ต้องเดินทางมาเอง ลืมตามาเปลี่ยนชุดออกไป มีรถบริการรับส่ง ณ จุดปล่อยตัวด้วย

ในห้องมีเตียงใหญ่ นอนได้ ๒ คน ๑ เตียง และเตียงเล็ก นอนคนเดียว อีกหนึ่งเตียง มีระเบียงสำหรับนั่งชมวิวแม่น้ำแควชิล ๆ คอเบียร์ถ้าได้จิบเบียร์ไปด้วยก็คงพริ้มมมม

นอกจากนั้นก็ยังมีคูปองอาหารเย็นสำหรับ ๒ ท่าน (ส่วนอาหารเช้า มีคูปองมากับบิบอยู่แล้ว) ห้องกว้างพอที่จะปูนอนได้อีกสองสามคนเลยล่ะ ถ้าเป็นคนกินง่ายนอนง่ายนอนพื้นแข็งได้ เพียงแต่ต้องหาเครื่องนอนมาเอง -- อ้อ .. ที่จริงในตู้มีหมอนสำรองให้อีกใบด้วย ถ้าเตรียมตัวมาดี เตรียมอาหารมาเองก็จะประหยัดไปอีก แต่ถ้าไม่ได้เตรียมมา ซื้อคูปองอาหารเย็นแบบบุฟเฟต์เพื่อกินพร้อมกะเพื่อนร่วมห้องด้วยก็สะดวกดี ราคาอยู่ที่ ๓๒๐ บาทต่อหัว

ด้วยความที่เพิ่งได้ที่พักมาหมาด ๆ ก็เลยกะไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นห้องพัก ว่าจะเนียนนอนกันสี่คน ก็เตรียมถุงนอนเครื่องนอนกันมา กะว่านอนพื้นสองคนแหละ แต่พอเห็นห้อง โอ้ สบายมาก ต่อให้มาอีกสองก็ยังไหว ทางโรงแรมก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรนักในเรื่องของจำนวนคน แค่ว่า ถ้ามากันเยอะก็ต้องบริหารเวลาเรื่องห้องน้ำห้องท่ากันเอง

นี่มากันสี่คน ซื้อคูปองอาหารเย็นเพิ่ม ๒ ใบ รวมจ่ายไปทั้งสิ้น ๒๘๐๐ + ๖๔๐  หารกันก็ตกหัวละ ๘๒๐ ถือว่าโอเคแหละ

(เขียนเรื่องที่พักเยอะราวกับรีวิวเชียวเนอะ ฮ่า ๆ)

อะตัดมาตอนเช้า

วอร์มอัพ ๒ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วเดินขึ้นไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากคนเยอะ รถบริการไม่ทัน พวกเรา(พร้อมครูดิน)ก็ขี้เกียจคอย ก็เลยเดินขึ้นเนินไปนิดหน่อย ระยะทางเกือบกิโลเท่านั้นเอง เอาของไปฝาก ณ จุดฝากของ เดินฝ่าหมู่นักวิ่งซึ่งเยอะมากไปยังหน้าเส้น ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวย คนก็เยอะมากแล้ว ก็เลยแทรกตัวแล้วไปยืนจ๊อกถี่ ๆ หน้าเส้นเพื่อกระตุ้นหัวใจ

ด้วยความที่มาสนามนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว สภาพสนามเป็นยังไงก็พอรู้อยู่ ห้ากิโลแรกไม่กดดันตัวเองมาก หวังแค่เพซเฉลี่ยห้าโลบนสภาพเนินขึ้นล้วน ๆ ไม่ให้หล่นไปต่ำกว่า ห้าครึ่งก็พึงพอใจ แล้วไปทดเอาขาลงเนิน เหินลงด้วยแรงดึงดูดของโลก ปล่อยให้โลกดึงร่างไปสบาย ๆ ไม่ต้องใส่แรง แค่สับขาให้ได้จังหวะพอเหมาะกับแรงดึงที่โลกส่งมา ลั้นลา ลั้นลา  ฟินนนนนนนนนน

วันนี้เป็นวันที่วิ่งแบบไม่ได้นับก้าว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้นับตั้งแต่ตอนเริ่มวิ่ง แล้วก็เลยไม่นับไปเลยแล้วกัน เจอพี่น้องนักวิ่งคุ้นหน้าคุ้นตาก็ทักทายกันไป ไปได้เกือบสองโลเจอครูดินวิ่งไล่ขึ้นมา ก็ได้วิ่งกับครูพักใหญ่ ก่อนครูจะทิ้งไปเพื่อกลับตัวระยะมินิ อิชั้นวิ่งฮาล์ฟก็วิ่งต่อไปข้างหน้า เห็นสาวเสื้อดำฟ้อนต์เหลือง น้อง snail gang เสื้อเหลือง น้องเพ็ญเสื้อเขียว ธกส พอช่วงลงเนินที่ถนัด ก็ได้โลกช่วยดึงแซงน้องเสื้อเหลือง กะ น้องเสื้อเขียวได้พักนึง อีกพักน้องทั้งสองก็เร่งแซงขึ้นมา ในใจก็คิดว่า ไปเหอะ ป้าไม่ตามไปแซงหรอก ส่วนน้องเสื้อดำฟอนต์เหลือง (มารู้ทีหลังว่าคือน้องอุ้งขาแรงแห่งโตโยต้า) เค้าไปไกลเกินจะสาวเท้าตามแล้ว ...

กลับตัวเจอหนุ่มฝรั่งคนนึงยืนคอยเชียร์ (หรือทำงาน?) อยู่ ฮีบอกกับฉันว่า fifth place women แล้วกางนิ้วห้านิ้วเป็นเครื่องหมายของเลขห้า ฉันก็เลยแปะมือ hi-5 กะฮีเรียกพลังฮึดซะหน่อย แล้วไปต่อ พอกลับตัวแล้ว ได้ยินเสียงเรียกเชียร์เป็นระยะ ก็นะ ด้วยความที่สายตาก็สั้น แถมนิสัยส่วนตัวตอนวิ่งต้องหยิ่งให้เต็มที่ บางทีก็เลยไม่ได้หัน ได้แต่ยกมือแสดงว่ารับรู้ ในใจนั้นขอบคุณทุกเสียงที่ส่งมานะคะ

ระหว่างวิ่ง มีอาการเสียดท้องเป็นระยะ ก็ควักธรรมะออกมาช่วย ดูมันไป ความเสียดนั่นก็ไม่ใช่เรา มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่แทรกมา มันมาได้แพพ ๆ แล้วมันก็หายไป ใจไปจ่อกับเท้าที่กำลังก้าว แขนล่ะ เป็นยังไง จินตนาการถึงวงล้อที่อยู่ข้างหน้า แขนสองข้างพับ-ดึงศอก ตีล้อให้ไปข้างหน้าด้วยความเร็วต่อเนื่อง วงล้อก็คือขาสองข้างนั่นแหละ แขนตี ขาดึงเป็นวง จังหวะหายใจสัมพันธ์กัน มันก็สนุกกับการวิ่งต่อเนื่องไป ดูร่างกายมันทำงานไป ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ฝึกทั้งกายทั้งใจในคราวเดียว

ปีนี้ไม่มีพี่ตุ้มมาฟาดฟันก่อนเข้าเส้น กิโลสุดท้ายเลยเร่งได้นิดเดียว ไม่กระชากขึ้นมาเพื่อพยายามเอาชนะอย่างปีที่แล้ว - นิสัยเสียส่วนตัว ไม่มีใครให้หมายตาแข่ง ก็ไม่ยอมเร่งซะอย่างนั้น

อากาศวันนี้ดีมาก เย็นสบาย ท้องฟ้ามีหมู่เมฆบดบังแสงอาทิตย์ให้ อดเห็นไข่แดงหลังจากกลับตัวเหมือนปีก่อน แต่ก็แลกกับการที่ไม่ต้องโดนแดด ถือว่าพอให้อภัย ข้างทางเป็นสนามเขียว ๆ แซมด้วยรั้วไม้ขาว ๆ เบื้องหน้ามีหมอกหนาพาดผ่านทิวเขา โอ้ .. ชีวิตดี

เสียบรรยากาศไปบ้างกับขบวนรถที่สัญจรไปมา ปีนี้รู้สึกรถมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อกลับตัวมาแล้ว รถบรรทุกเยอะมาก ปีที่แล้วยังได้ hi-5 กับหลายคน แต่ปีนี้หาจังหวะไม่ได้เลย ...อดคิดไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่จะประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถใช้ถนนแค่ปีละห้า-หกชั่วโมง ตีห้าครึ่งถึงสิบเอ็ดครึ่ง-อะไรงี้

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:48.54 / 5:06.23 / 5:27.60 / 5:10.51 / 5:27.21 /
5:02.24 / 4:45.21 / 4:50.93 / 4:36.02 / 4:49.65 /
4:53.82* / 5:07.22 / 5:22.88 / 5:02.32 / 5:02.71 /
4:50.39 / 4:36.61 / 4:41.94 / 4:41.45 / 4:51.84 / 4:46.59

 * จิบน้ำ

เนื่องจากมีความรู้สึกส่วนตัวว่า FR220 ที่ใช้อยู่มันมีความเพี้ยนอยู่เล็กน้อย จึงไม่ใส่ใจที่จะเทียบกิโลต่อกิโลกับผลงานปีที่แล้ว เอาเป็นว่า รวม ๆ เร็วขึ้นครึ่งนาที พี่ก็พอใจละ

(เข้าเส้นเป็นคนแรกของผู้หญิงกลุ่มอายุ ๔๐-๔๙ ปี ด้วยเวลา chip time : 1:43.43)

เข้าเส้นแล้วจ๊อกคูลดาวน์ รับของที่ฝากไว้ ยืดเหยียดเยอะ ๆ จบการแข่งขันแต่เพียงเท่านี้ รีรอจนเจ้าหน้าที่ประกาศผลการแข่งจากชิปเป็นที่เรียบร้อย ค่อยลงไปกินข้าวพร้อมรอรับถ้วยรางวัล ปีหน้า มาใหม่แน่นอน


ปีที่แล้ว


ปีนี้