เรื่องมันยาว เพราะว่าต้องเล่าก่อนที่จะถึงวันงานด้วย
คือมันยังไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวดอะไร
เวลาวิ่งยิ่งลื่นปรื๊ด ไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่ว่าตอนเดินขึ้นลงบันได เหมือนมันตึง ๆ เสียว ๆ ในเข่า
เวลาย่อ ยืด ก็เหมือนมีเสียงก๊อกแก๊กข้างใน
ปรึกษากล้วยม้วน แห่งเพจเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย
กล้วยม้วนก็เลยพาไปคุยกับพี่กล้วยหอมผ่านโปรแกรมคุยของเฟซบุ๊คนั่นแล
ได้ความว่า ข้าพเจ้าเร่งเกินไป ทั้งด้านการเพิ่มระยะ และ ความเร็ว
ที่สำคัญคือวิ่งลงส้น (โดยไม่รู้ตัว)
นี่ต้องขอบคุณสถาวรรันนิ่งคลับด้วย ที่อัดคลิปไว้ เลยมีหลักฐาน
จากนั้น ก็เพลาการซ้อมลงไปหน่อยนึง
แล้วก็ดูแลเข่าด้วยการทาโวลทาเรน และสวมปลอกเข่า
พอมาวันพุธที่ผ่านมา เริ่มมีอาการเจ็บคอ >.<
พยายามดื่มน้ำมาก ๆ อมยาอมฆ่าเชื้อ และอัดวิตามินซี
แต่ก็ยังไม่รอด วันพฤหัสหายเจ็บคอ แต่เริ่มมีอาการคัดจมูกตอนกลางคืน
และวันเสาร์ที่ผ่านมา อาการหนักที่สุด
วันนั้นเป็นวันที่มีกิจกรรมทั้งวัน
เช้าไปรับเบอร์วิ่งที่สโมสรกองทัพบก
บ่ายมีเรียนภาษาอังกฤษ สนับสนุนโดยบริษัทที่ข้าพเจ้าสังกัด
แล้วคลาสวันนั้น ถ้ามันจะเป็นแค่การแนะนำโครงสร้างหลักสูตรก็จะดี
แต่นี่ไม่! มันมีการสอบ pre-test ด้วย
ข้อสอบไม่ใช่แบบปรนัย แต่เป็นอัตนัยชนิดที่ ..
- มีจดหมายส่งมาจากบริษัทสาขาต่างประเทศ แล้วให้เขียนตอบโดยให้ใส่ข้อแนะนำด้วย
- มีข้อมูลดิบให้ และให้เขียนรายงาน อันประกอบด้วยสามส่วน Introduction, Conclusion, Recommendation
- อัตนัยแบบเติมคำก็มี แต่มันไม่ได้ง่ายนะ T.T
เริ่มปวดหัวตงิด ๆ ตั้งแต่กลับจากไปรับเบอร์แล้ว มาเจอข้อสอบแบบนี้ อิฉันแทบแดดิ้น
เรียนจบ กลับบ้าน กินกล้วย กินยา อาบน้ำ และนอน .. เข้านอนใกล้ ๆ ทุ่ม
คืนนั้นตัดสินใจไม่เปิดแอร์ ห่มผ้าหนา ๆ กะว่าจะอบเหงื่อให้หายป่วย
แล้วก็ตื่นขึ้นแบบเหงื่อท่วม ๆ เป็นระยะ .. เกือบห้าทุ่ม, เที่ยงคืนกว่า, ตีหนึ่งกว่า และสุดท้าย ตีสามสี่สิบ
ดีที่ตื่นมาแล้วไม่ค่อยปวดหัวเท่าไหร่ เรียกว่าดีขึ้นเยอะ
ตื่นมากินกล้วย อาบน้ำ เตรียมตัวไปวิ่ง
ตอนแรก วางแผนไว้ว่าสองกิโลแรกจะวิ่งที่ pace 7m15s
แล้วอีกแปดโลถัดไปที่ pace 7
แต่เอาเข้าจริง สามโลแรกนี่ เกิน 7m30s ตลอดระยะสามกิโล
ตอนนั้นก็คิดว่า เนิบ ๆ ไปแบบนี้แหละเรา ไม่งั้นอาจไปไม่ครบระยะได้
มีอาการปวดหัวข้างซ้ายตุบ ๆ ตอนกิโลที่ ๖ กว่า ๆ
แต่ไม่มากนะ ยังวิ่งได้อยู่
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ แวะฉี่บนสะพานพระรามแปด (ฮ่า ๆ ในชีวิตนี้จะมีโอกาสฉี่บนนี้สักกี่หนกัน)
ฉี่เสร็จ แวะถ่ายรูปสะพานซะหน่อย :D

หลักสูตรวิ่งผ่านกล้อง น่าจะผ่านแล้วนะคราวนี้
ปีศาจโผล่มาที่กิโลที่ ๑๘
มันมายั่วเย้าที่ข้อเข่ากับข้อเท้า
หลอกเข่ากับข้อเท้าให้รู้สึกเจ็บนิด ๆ
เพื่อให้ฉันหยุดวิ่ง
ก็หยุดนะ สลับเป็นเดินไปได้หน่อยนึง
แต่แล้วบรรยากาศรอบข้างก็พาไป ฉันก็เริ่มวิ่งอีกครั้ง
กิโลสุดท้ายนี่วิ่งด้วยอัตราเร็วที่ช้ามาก คิดซะว่า cool down
แล้วเข้าเส้นชัยที่เวลา ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที กับระยะ ๒๑.๔๔ กิโลเมตร
(เกินฮาล์ฟมานิดหน่อย)

ดีใจที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง ๆ แหละ สำคัญที่ว่าเราเอาชนะตัวเองได้
สำคัญที่สุด คือ อาการปวดหัวหายไปดังปลิดทิ้ง
คืออิฉันนี่มีประวัติเรื่องอาการปวดหัวหลังวิ่งอยู่แล้ว
แล้วคราวนี้ มาปวดหัวคืนก่อนหน้าที่จะวิ่งอีก
ก็เลยกังวลเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
เมื่อวิ่งเสร็จแล้วอาการหายไปแบบนี้ มันก็ถือเป็นเรื่องที่พิเศษที่สุดของวัน
วันนั้น สามารถไปมีกิจกรรมต่ออีกทั้งวันโดยที่ไม่มีอาการปวดหัวเหลืออยู่เลย
มันยอดมาก
แบบนี้สินะ เขาถึงว่ากันว่า .. กีฬาเป็นยาวิเศษ (อย่างที่น้องพลอยบอก)
ขอบคุณเพจเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย
ขอบคุณชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ
ขอบคุณโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่
ขอบคุณกล้วยม้วน พี่กล้วยหอม อาจารย์ดิน
ขอบคุณตั๊กและคุณพิมที่ชวนกันมาวิ่ง
ขอบคุณทุกสิ่งที่กระตุ้นให้อิฉันกลับมาวิ่งใหม่หลังจากหายไปนาน
ขอบคุณ บริษัท A ผู้สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้อิฉัน เบิกมันทุกอย่างตั้งแต่รองเท้า เสื้อผ้า ยัน การ์มิน
ขอบคุณจริง ๆ
ป.ล. ร่วมโครงการ run4reason ร่วมทำบุญ ๑,๒๖๐ (ตัวเอง ๑๐๕๐ ปูร่วมด้วย ๒๑๐) บาทไปที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น