...ตอนแรกก็ว่าจะไม่บันทึก Half Marathon ในงานกรุงเทพมาราธอนครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๖ แล้วเชียวนะ แต่พอไปอ่านบันทึกคนนู้นคนนี้คนนั้น (ซึ่งคงไม่รู้ตัวว่าข้าพเจ้าไปแอบอ่าน) แล้วก็รู้สึกเสียดายถ้าจะไม่ได้บันทึก อะ เอาซะหน่อยแล้วกัน
ต้องขออรรถาธิบายเสียก่อนว่า ด้วยสาเหตุอันใดจึงจะไม่นับฮาล์ฟครั้งนี้
ข้อแรกก็คือ งานนี้ไม่ได้สมัครวิ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าแผนการซ้อมของครูดินจะเป็นอย่างไร กลัวขัดกับแผนซ้อมก็จะไม่เหมาะ .. มารู้สึกอยากวิ่งก็ใกล้วันแข่งซึ่งทางผู้จัดปิดรับสมัครไปแล้ว มีเพื่อน ๆ ในวงการวิ่งลงวิ่งงานนี้มากมาย บรรยากาศมันคึกคัก สุดท้ายได้บิบอนุเคราะห์มาจากพี่รุจน์ แห่ง shutterrunning ก็เลยขอแอบมาซ้อมตามตารางในงานได้อย่างไม่รู้สึกผิดมากนัก แม้จะไม่รู้สึกผิดมาก แต่มันก็รู้สึกว่า ไม่ควรจะนับการแข่งขันนี้เป็นการแข่งฮาล์ฟมาราธอนของตัวเอง เพราะแม้จะมีบิบ มีชิพ แต่มันก็ในนามคนอื่นนี่นา
ข้อสอง เมื่อวิ่งเข้าเส้นชัย พบว่าระยะวิ่งไม่ครบตามระยะฮาล์ฟมาราธอน การ์มินที่ข้อมือจับได้ระยะ ๑๙.๘ กม.เท่านั้น แม้ว่าหลังเข้าเส้น จะไปจ๊อกต่อให้ครบระยะก็ตาม
พอได้บิบอนุเคราะห์มาแล้ว ก็สองจิตสองใจว่าจะวิ่งอย่างไร โค้ชมาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊คว่า ให้วิ่งเต็มที่เหมือนแข่งไปเลยไม่ต้องเข้าตาราง ไอ้อิฉันก็เห็นว่า วิ่งก็ไม่ได้ในนามตัวเอง จะวิ่งเหมือนแข่งไปเพื่ออะไร (อันนี้โค้ชคงไม่รู้ ถึงได้จะให้วิ่งแข่งจริงจัง) เกิดฟลุคเข้าเส้นชัยด้วยเวลาดี ติดถ้งติดถ้วยกับเค้าขึ้นมาก็จะมีปัญหาตามมาอีก (ฮ่า ๆ นึกว่าตัวเองเก่งอีกตะหาก มาดูเวลาทีหลัง โอ้ แม้สถิติที่ดีที่สุดของตัวเองก็ยังห่างไปหลายขุม) เคยว่าคนอื่นไว้ในกรณีแบบนี้ เราเองก็ไม่ควรทำ คิดได้ดังนั้นแล้วจึงตัดสินใจ วิ่งตามแผนการซ้อมแล้วกัน
ถึงสนามตั้งแต่ตีหนึ่งครึ่ง เพราะตั้งใจไปส่งเพื่อน ๆ ที่ลงมาราธอนแรก ได้เจอเส่งกับอาปู เจอทีมเครซี่รันนิ่ง (พี่เล็ก เฮียลิป โอ ... ใครอีกก็ไม่รู้ รู้จักแค่นี้ ซึ่งที่เจอนี่คือคนที่มาส่งเพื่อนวิ่งมาราธอนเช่นกัน) ก็เลยเกาะ ๆ อยู่ด้วยเพื่อบรรเทาความเหงาของตัวเอง
ตีสองปล่อยตัวมาราธอนแล้วก็ว่าง ทำอะไรดีล่ะทีนี้ นั่งง่วง ๆ ไปซักแป๊บ เจอ เฮียโอะมาชวนไปถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระทึก แล้วก็เจอฮั้ว(ซึ่งวันก่อนหน้าดันไข้ขึ้น) พี่ ๆ เพื่อน ๆ นักวิ่งก็ทยอยกันมาเป็นลำดับ
แผนการซ้อมตามตามรางของวันนี้ก็คือ วิ่ง ๕ กม. * ๓ จ๊อก ๓ นาทีระหว่างเที่ยว
หมายใจไว้ว่า ๒ กม.แรกให้เป็นการวอร์ม เพราะมองแล้วว่าคนเยอะแบบนี้ คงแทรกตัวยาก ค่อย ๆ จ๊อกไปก่อน พอขึ้นสะพานค่อยทำสไตรด์ซักสี่ห้าเที่ยว แล้วค่อยเข้าตาราง พอจบตารางก็จ๊อกคูลให้ครบระยะ ก็จะได้ระยะฮาล์ฟพอดี ๆ
ออกตัวท้ายแถว ได้ยินโฆษกประกาศว่ามีผู้แข่งขันระยะนี้ประมาณเจ็ดพันคน โอ้ เยอะมากจริง ๆ คิดถูกแล้วที่จะไปวอร์มในสนาม ค่อย ๆ ออกตัวพร้อมน้องตี่ ที่จับพลัดจับผลูมาขอวิ่งฮาล์ฟแรก(ของน้อง)ด้วย ค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จังหวะลงสะพานปิ่นเกล้า ก่อนขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนี ก็มีขบวนแว้นซ์สามสี่คัน พยายามปาดจากเลนขวาสุดมาซ้ายสุดเพื่อออกจากสะพาน งงมากว่ามาได้ยังไง ไม่เข้าใจระบบการกันรถของเจ้าหน้าที่เลย นักวิ่งท้ายแถวเลยได้สูดไอเสียเข้าไปเต็มปอด กรรมจริง ๆ
หลังจากขึ้นทางยกระดับไปได้สักพัก ก็ชวนน้องสไตรด์ กะระยะประมาณ ๖๐-๘๐ เมตร แทรกผู้คนอันเนืองแน่นเต็มเส้นทาง ครบระยะก็จ๊อกชะลอ มีพี่ผู้หญิงคนนึงวิ่งแซงไปตอนจังหวะชะลอนี้ แล้วพี่เค้าก็หันมาแซวว่า "ตะกี๊เห็นยังพลิ้วอยู่เลย" พี่เค้าคงคิดในใจ ว่าได้แค่นี้เหรอยะหล่อน
พอสไตรด์ครบ ๕ เที่ยว เครื่องเริ่มติด ก็ส่งสัญญาณกะน้องตี่ ไปกัน ชุดแรก เริ่มได้
ความเร็วชุดแรกเป็นดังนี้
5:19 / 5:17 / 5:09 / 5:05 / 5:07
ผ่านจุดให้น้ำไปสองจุดโดยไม่ได้แวะ เพราะไม่อยากเสียเวลาในระยะห้ากิโลที่ตั้งใจวิ่งเต็มที่ ในใจคิดว่า ไม่เป็นไรน่า ตอนซ้อม วิ่งสิบโลไม่จิบน้ำเลยยังทำได้ นี่ก็ออกตัวตั้งแต่ตีสี่ ยังไม่ร้อน ร่างกายยังไม่ขาดน้ำหรอก (ก็ปลอบตัวเองไป)
เสร็จแล้วจ๊อก ๓ นาที ก่อนเริ่มชุดใหม่
ชุดที่สองได้ความเร็วดังนี้
5:01 / 5:13 / 5:05 / 5:11 / 5:07
จังหวะจ๊อกของชุดที่สอง ก่อนขึ้นชุดสาม เป็นช่วงกลางสะพานพระรามแปด เจอพี่ตุ้ม (shutterrunning) ก็เทคแอคชั่นสู้กล้องไปหนึ่งแชะ โชคดีจริง ๆ ที่เป็นจังหวะจ๊อก ก็เลยได้ภาพงาม ๆ มาเก็บไว้ในอัลบัม
ถ่ายรูปเสร็จ จ๊อกอีกแป๊บ ก็ได้เวลาลุยชุดที่สาม
ความเร็วเป็นดังนี้
5:02 / 5:05 / 5:12 / 5:10 / 5:02
รอบนี้เจออาปูที่ลงมาราธอน(แรก)ด้วย นี่ก็คงเป็นไม่กี่กิโลสุดท้ายของอาปู วิ่งเร็วจริง ๆ
หลังจากนี้ วิ่งสบาย ๆ อีกกิโลกว่า ๆ เท่านั้นก็ถึงเส้นชัย ผิดคาดไปหน่อย นึกว่าจะได้จ๊อกคูลซักสองสามกิโล ระยะไม่ครบ ชวนกันกับน้องตี่ วิ่งให้ครบระยะฮาล์ฟ .. ฮาล์ฟแรกของน้องจะได้สมบูรณ์ จบระยะฮาล์ฟด้วยเวลา ๒ ชั่วโมง ๖ นาที ๑๙ วินาที
วันนี้ได้น้องตี่มาวิ่งเป็นเพื่อน การมีเพื่อนวิ่งด้วยทำให้รู้สึกสนุกขึ้นมาก มันจึงเป็นการซ้อมที่สนุก มีความสุข ไม่เครียด ไม่กดดันใด ๆ เลย :D
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bangkok Marathon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Bangkok Marathon แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
Bangkok Marathon 2012 : My first half-marathon
เรื่องมันยาว เพราะว่าต้องเล่าก่อนที่จะถึงวันงานด้วย
คือมันยังไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวดอะไร
เวลาวิ่งยิ่งลื่นปรื๊ด ไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่ว่าตอนเดินขึ้นลงบันได เหมือนมันตึง ๆ เสียว ๆ ในเข่า
เวลาย่อ ยืด ก็เหมือนมีเสียงก๊อกแก๊กข้างใน
ปรึกษากล้วยม้วน แห่งเพจเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย
กล้วยม้วนก็เลยพาไปคุยกับพี่กล้วยหอมผ่านโปรแกรมคุยของเฟซบุ๊คนั่นแล
ได้ความว่า ข้าพเจ้าเร่งเกินไป ทั้งด้านการเพิ่มระยะ และ ความเร็ว
ที่สำคัญคือวิ่งลงส้น (โดยไม่รู้ตัว)
นี่ต้องขอบคุณสถาวรรันนิ่งคลับด้วย ที่อัดคลิปไว้ เลยมีหลักฐาน
จากนั้น ก็เพลาการซ้อมลงไปหน่อยนึง
แล้วก็ดูแลเข่าด้วยการทาโวลทาเรน และสวมปลอกเข่า
พอมาวันพุธที่ผ่านมา เริ่มมีอาการเจ็บคอ >.<
พยายามดื่มน้ำมาก ๆ อมยาอมฆ่าเชื้อ และอัดวิตามินซี
แต่ก็ยังไม่รอด วันพฤหัสหายเจ็บคอ แต่เริ่มมีอาการคัดจมูกตอนกลางคืน
และวันเสาร์ที่ผ่านมา อาการหนักที่สุด
วันนั้นเป็นวันที่มีกิจกรรมทั้งวัน
เช้าไปรับเบอร์วิ่งที่สโมสรกองทัพบก
บ่ายมีเรียนภาษาอังกฤษ สนับสนุนโดยบริษัทที่ข้าพเจ้าสังกัด
แล้วคลาสวันนั้น ถ้ามันจะเป็นแค่การแนะนำโครงสร้างหลักสูตรก็จะดี
แต่นี่ไม่! มันมีการสอบ pre-test ด้วย
ข้อสอบไม่ใช่แบบปรนัย แต่เป็นอัตนัยชนิดที่ ..
- มีจดหมายส่งมาจากบริษัทสาขาต่างประเทศ แล้วให้เขียนตอบโดยให้ใส่ข้อแนะนำด้วย
- มีข้อมูลดิบให้ และให้เขียนรายงาน อันประกอบด้วยสามส่วน Introduction, Conclusion, Recommendation
- อัตนัยแบบเติมคำก็มี แต่มันไม่ได้ง่ายนะ T.T
เริ่มปวดหัวตงิด ๆ ตั้งแต่กลับจากไปรับเบอร์แล้ว มาเจอข้อสอบแบบนี้ อิฉันแทบแดดิ้น
เรียนจบ กลับบ้าน กินกล้วย กินยา อาบน้ำ และนอน .. เข้านอนใกล้ ๆ ทุ่ม
คืนนั้นตัดสินใจไม่เปิดแอร์ ห่มผ้าหนา ๆ กะว่าจะอบเหงื่อให้หายป่วย
แล้วก็ตื่นขึ้นแบบเหงื่อท่วม ๆ เป็นระยะ .. เกือบห้าทุ่ม, เที่ยงคืนกว่า, ตีหนึ่งกว่า และสุดท้าย ตีสามสี่สิบ
ดีที่ตื่นมาแล้วไม่ค่อยปวดหัวเท่าไหร่ เรียกว่าดีขึ้นเยอะ
ตื่นมากินกล้วย อาบน้ำ เตรียมตัวไปวิ่ง
ตอนแรก วางแผนไว้ว่าสองกิโลแรกจะวิ่งที่ pace 7m15s
แล้วอีกแปดโลถัดไปที่ pace 7
แต่เอาเข้าจริง สามโลแรกนี่ เกิน 7m30s ตลอดระยะสามกิโล
ตอนนั้นก็คิดว่า เนิบ ๆ ไปแบบนี้แหละเรา ไม่งั้นอาจไปไม่ครบระยะได้
มีอาการปวดหัวข้างซ้ายตุบ ๆ ตอนกิโลที่ ๖ กว่า ๆ
แต่ไม่มากนะ ยังวิ่งได้อยู่
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ แวะฉี่บนสะพานพระรามแปด (ฮ่า ๆ ในชีวิตนี้จะมีโอกาสฉี่บนนี้สักกี่หนกัน)
ฉี่เสร็จ แวะถ่ายรูปสะพานซะหน่อย :D

หลักสูตรวิ่งผ่านกล้อง น่าจะผ่านแล้วนะคราวนี้
ปีศาจโผล่มาที่กิโลที่ ๑๘
มันมายั่วเย้าที่ข้อเข่ากับข้อเท้า
หลอกเข่ากับข้อเท้าให้รู้สึกเจ็บนิด ๆ
เพื่อให้ฉันหยุดวิ่ง
ก็หยุดนะ สลับเป็นเดินไปได้หน่อยนึง
แต่แล้วบรรยากาศรอบข้างก็พาไป ฉันก็เริ่มวิ่งอีกครั้ง
กิโลสุดท้ายนี่วิ่งด้วยอัตราเร็วที่ช้ามาก คิดซะว่า cool down
แล้วเข้าเส้นชัยที่เวลา ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาที กับระยะ ๒๑.๔๔ กิโลเมตร
(เกินฮาล์ฟมานิดหน่อย)

ดีใจที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง ๆ แหละ สำคัญที่ว่าเราเอาชนะตัวเองได้
สำคัญที่สุด คือ อาการปวดหัวหายไปดังปลิดทิ้ง
คืออิฉันนี่มีประวัติเรื่องอาการปวดหัวหลังวิ่งอยู่แล้ว
แล้วคราวนี้ มาปวดหัวคืนก่อนหน้าที่จะวิ่งอีก
ก็เลยกังวลเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ
เมื่อวิ่งเสร็จแล้วอาการหายไปแบบนี้ มันก็ถือเป็นเรื่องที่พิเศษที่สุดของวัน
วันนั้น สามารถไปมีกิจกรรมต่ออีกทั้งวันโดยที่ไม่มีอาการปวดหัวเหลืออยู่เลย
มันยอดมาก
แบบนี้สินะ เขาถึงว่ากันว่า .. กีฬาเป็นยาวิเศษ (อย่างที่น้องพลอยบอก)
ขอบคุณเพจเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย
ขอบคุณชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ
ขอบคุณโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่
ขอบคุณกล้วยม้วน พี่กล้วยหอม อาจารย์ดิน
ขอบคุณตั๊กและคุณพิมที่ชวนกันมาวิ่ง
ขอบคุณทุกสิ่งที่กระตุ้นให้อิฉันกลับมาวิ่งใหม่หลังจากหายไปนาน
ขอบคุณ บริษัท A ผู้สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้อิฉัน เบิกมันทุกอย่างตั้งแต่รองเท้า เสื้อผ้า ยัน การ์มิน
ขอบคุณจริง ๆ
ป.ล. ร่วมโครงการ run4reason ร่วมทำบุญ ๑,๒๖๐ (ตัวเอง ๑๐๕๐ ปูร่วมด้วย ๒๑๐) บาทไปที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
