วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

AIS Human Run : My 12th Half Marathon : 31 Aug 2014


นอนสี่ทุ่มครึ่ง ตื่นตีสามครึ่ง ออกจากบ้านตีสี่หน่อย ๆ ถึงสนามหลวงตีสี่สี่สิบ

 

ฝากของแล้วรีบไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จแล้วมาวอร์มหนึ่งรอบสนามหลวง กายบริหาร ยืดเหยียด ฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปราย สไตรด์ ๕ เที่ยวแล้วไปเช็คอิน ยืนเต้นรอหน้าเส้น

 

ปรากฏว่า ว่า ว่า ว่า ว่า กองแอโรบิคที่ทางเจ้าภาพจัดมา ยังเต้นกันไม่เสร็จ พิธีกรก็เมามันส์อยู่กับแอโรบิค อ่า ... ทางเจ้าภาพและพิธีกรคงไม่เข้าใจ ว่าการปล่อยตัวให้ตรงเวลาสำคัญเพียงไร .. ที่วอร์มให้ร่างกายอุ่น สไตรด์เตรียมหัวใจให้พร้อม กล้ามเนื้อตื่นตัวเต็มที่ ก็ค่อย ๆ เย็นลง เย็นลง สวนทางกับใจที่ค่อย-ค่อยร้อนรนขึ้นเรื่อย ๆ

 

และเมื่อการเต้นแอโรบิคบนเวทีด้านหลังสิ้นสุดลง ลำโพงหน้าเส้นถูกเปิด เหล่านักวิ่งแถวหน้ามีอันได้สะดุ้งเฮือกและอาการที่ตามมาคือต้องอุดหูไปตาม ๆ กัน ขณะนั้นตีห้าสี่สิบ เลยเวลาปล่อยตัวระยะฮาล์ฟมาสิบนาทีแล้ว

 

ยังดีที่พิธีการ ณ เวทีหน้าไม่เยิ่นเย้อ  มีเพียงเชิญประธานมากดแตรปล่อยตัวหลังจากนับ ห้า สี่ สาม สอง ... เท่านั้น

 

ปล่อยตัวแล้ว กดนาฬิกา แล้วมือพลาดไปโดนปุ่มนาฬิกาอีก หรือเข้าใจผิดอะไรซักอย่าง ทำให้กลายเป็นกดหยุดเวลาไป  กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่านาฬิกาไม่เดินก็อยู่หลังวัดพระแก้วแล้ว .. เกือบโลมั้งนะ กดนาฬิกา ดูให้แน่ใจ แล้ววิ่งต่อไป

 

ไปปาดเหงื่อก่อนถึงจุดให้น้ำจุดแรก แล้วศอกไปโดนผู้ชายตัวโตที่วิ่งมาข้าง ๆ เอ่ย "sorry" ออกไปโดยไม่ต้องคิด ... เจอ ผช ตัวโตทีไร คิดไว้ก่อนว่าอาจเป็นฝรั่งทุกที ภาษาที่ใช้ เลยเป็นภาษาต่างด้าวโดยอัตโนมัติ  พอเหลือบเห็นเครื่องแต่งกายถึงได้รำพึงในใจ ..นาวินต้าร์นี่หว่า อะไรไม่อะไร วิ่งไป วิ่งไป ฮีเบียดดิชั้นเกือบตกขอบถนน ฮีอาจไม่ได้ตั้งใจแหละ ดิชั้นเลยชะลอแล้วเบี่ยงออกขวา ตีคู่กันซักพัก แล้วฮีก็เร่งฝีเท้าจากไป

 

หลังจากนั้นพี่จุ๋งวิ่งมาให้กำลังใจ แถมบอกเพซ (โดยประมาณ) ให้อีก เหมือนจะรู้ว่าการ์มินอิชั้นเพี้ยน (หรือไม่ก็อิขั้นเองแหละที่เพี้ยน) แล้วพี่จุ๋งก็จากไปอีกคน

 

วิ่งไปเรื่อย ๆ ซักพัก เห็นด้วยหางตาว่ามีสาวมัดผมหางม้าในชุดดำเริ่มมาตีคู่ อ๊ายยย ไม่ได้นะ พ่อดินสอนไว้ วิ่งสบาย ๆ แต่อย่าให้ใครแซง .. รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี เร่งขึ้นมานิดนึง แล้วรักษาจังหวะที่เร่งขึ้นมา ไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยโลนึง จนแน่ใจว่าทิ้งห่างแน่แล้ว ค่อยผ่อนลง แต่ยังไม่วางใจ ทั้งปลอบทั้งขู่ตัวเอง เร่งอีกนิดก็เหนื่อยขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นน่า เอาจังหวะนี้ละกัน ถึงกระนั้น มันก็มีบ้างแหละที่แอบผ่อน

 

หลังจากนี้ ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นเป้าหมาย เบื้องหน้า เบื้องข้างล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย ก็หมายใจไล่ผู้ชายเบื้องหน้าไว้ ไล่ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง ... ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่ไหว..  พอแซงคนไหนได้บ้าง เค้าก็ไม่ปล่อยให้ผู้หญิงอย่างเราแซงได้นาน ฮีก็รีบตีคืนแทบจะทุกรายไป

 

จิบน้ำจุดแรกกิโลที่แปด หลังจากนั้นเจอน้องติ๊ก สุวารี กลับตัวมาแล้ว .. ทิ้งห่างไปสองกิโลเลยทีเดียว ... จิบน้ำอีกครั้งก่อนกลับตัว กลับตัวแล้วถึงได้เห็นชัด ๆ ว่า ผู้หญิงชุดดำรวบผมหางม้าที่เห็นตะกี๊คือน้องอุ้ง ศิษย์ครูดินเช่นกัน บอกเลยว่าวางใจไม่ได้ น้องยังเด็ก แรงยังดี แถมน้องยังขายาวกว่าข้าพเจ้าเยอะ คิดดังนั้นแล้วก็เลยยิ่งสับขาเข้าไปอีก  ขากลับนี่วิ่งสนุก เพื่อน ๆ พี่  ๆ น้อง ๆ นักวิ่งเชียร์ตลอดทาง หลายคนช่วยนับตัวนักกีฬาให้ด้วย ได้แปะมือกับหลาย ๆ คน บางคนก็จำได้ บางคน ขอสารภาพเลยว่าจำไม่ได้หรอก ทักมาก็ส่งยิ้ม-รับไหว้กลับไป  ขอบคุณในมิตรภาพอันอบอุ่นเหล่านี้ด้วยนะคะ  เป็นพลังอย่างดีเลย

 

ระหว่างทาง ได้ยินเจ้าหน้าที่ขานหมายเลขบิบใส่วิทยุสื่อสารมาโดยตลอด แถมยังมีจักรยานประกบด้วย ช่วงหลัง ๆ มีพี่จักรยานบอกน้องจักรยานคันที่ประกบข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวพอเจอระยะสิบโล คนจะเยอะมาก ให้น้องจักรยานขี่นำและขอทางให้กลุ่มนักวิ่งนำระยะ ๒๑ โลด้วย .. กรี๊ด ๆ วันนี้ได้เป็นกลุ่มนักวิ่งนำกับเค้าด้วยอ่า .. แต่เอาเข้าจริง น้องเค้าคงมือใหม่ ผลคือข้าพเจ้าวิ่งซิกแซกแหวกผู้คนเอาเอง แถมช่วงจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า แถวหน้าโรงเรียนวัดดุสิตาราม ข้าพเจ้าก็พลาดอีก ก็เห็นนักวิ่งกลุ่มใหญชิดขวาไป แต่จักรยานที่ประกบข้าพเจ้ายังคงอยู่ซ้าย ไอ้เราก็เชื่อใจจักรยาน ก็เลยได้วิ่งเดี่ยวอยู่กลางถนน ได้ยินพี่จักรยานบอกพี่ตำรวจว่ากั้นรถให้ด้วย แต่นาทีนั้นก็กั้นยาก ข้าพเจ้าต้องหาจังหวะแล้วยกมือขอทางเองเลย สนุกสุขสันต์จริง ๆ T.T

 

ลงสะพานพระปิ่นก็เจอฝูงชนกลุ่มใหญ่มาก นักวิ่งทั้งระยะ ๕ กม. และ ๑๐ กม. เต็มไปหมด พี่จักรยานก็เป่านกหวีดขอทางให้นะ แต่ตอนเลี้ยวจากเชิงสะพานเข้าถนนเลียบเข้าสนามหลวงนั่น คนมากจริง ๆ และข้าพเจ้าหยุดวิ่งไม่ได้ จำได้ว่ามือไปจับหลังน้อง ผช ตัวอวบคนนึงให้หลบ ปากก็พร่ำขอทางและขอโทษไปตลอดทาง ขอโทษทุกคนด้วยที่โดนข้าพเจ้าคุกคาม :P

 

เข้าเส้นแล้วรับเหรียญ ฝ่าฝูงชนไปหาที่จ๊อกคูล นึกได้ก็เหลียวไปมองเวลา 1:42.xx ถ้าระยะเต็ม 21 กม. ก็ new PB ล่ะ .. ไปขอเวลาจาก chip ก็ได้ 1:41.51 แต่ได้ยินคนอื่น ๆ ว่ากันว่าระยะไม่เต็ม ขาดไปสองสามร้อยเมตร คิดแล้วก็น่าจะ new PB แหละนะ แม้จะแค่นิดหน่อยก็เถิด

 

เวลาจากการ์มินอันกระท่อนกระแท่นของอิชั้น (lost satellite หลายรอบมาก บนสะพานขากลับ) เป็นดังนี้

 

..... / 4:45.7 / 4:49.6 / 4:58.7 / 5:02.1 / 4:54.4 / 4:59.5 / 5:05.8 / 5:00.2 / 4:54.1 / 4:59.2 / 4:53.0 / 4:42.7 / 4:46.8 / 4:55.4 / 5:01.9 / 4:48.1 / 4:59.6 / ......

 

จับได้แค่นี้แหละ แฮ่ กิโลแรกเร็วเท่าไหร่ก็ไม่รู้ด้วย โวะ


ผลประกอบการ : เข้าที่ 2 overall หญิงระยะ ๒๑ กม. แต่ AIS ไม่ให้โล่เกียรติยศเค้า (เอาน่า.. อย่างน้อยเค้าก็ให้ค่าขนม -- ปลอบใจตัวเอง)

new PB มั้งนะ
 

 ป.ล. บันทึกเพิ่มสิ่งที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้
๑. ขาวิ่งไป รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมา รู้สึกว่า ก็เย็นดีอะนะ แต่ว่า เฮ้ยยยย นี่เราต้องวิ่งต้านลมไปอีกนานเท่าไหร่ และแอบฝันหวานว่า ขากลับคงเวลาดี ถ้าลมแบบนี้วิ่งตามลมสบายแฮ  แต่แว่ ตอนกลับตัวมา ลมสงบ เหงื่อออกสุด ๆ และรู้สึกร้อนจนเหงื่อท่วม -_-''

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Wangkhanai Super Half Marathon : My 11th (Super) Half Marathon


นัดกันแปดโมงสิบห้า ล้อหมุนแปดครึ่ง คราวนี้ไปถึงจุดนัดพบก่อนเวลา ไปถึงก็เจอว่า พี่จิ๋ม เทพ ติ ยืนรออยู่แล้ว พี่จิ๋มชวนไปเข้าห้องน้ำ  แล้วก็แวะซื้อกาแฟให้ออ ออม และครูดิน 

 

กลับมาที่จุดนัดพบอีกที จิ๊บกับหนก มาถึงแล้ว ยังขาดวันวันอีกคนเดียว

 

พอสมาชิกครบก็ได้เวลาล้อหมุน ... แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา / ข้าวหมูแดงกันที่ปฐมโภชนา ที่ประจำเมื่อเดินทางมาสายราชบุรี-กาญจนบุรี อิ่มแล้วก็เดินทางต่อ บนรถ เปิดหนังแผ่นเรื่อง Bhag Milkha Bhag เรื่องราวของนักวิ่งทีมชาติอินเดีย ตั้งแต่วัยเด็ก เติบโต จนติดทีมชาติได้เหรียญทองโอลิมปิก

 

แต่เปิดทิ้งไว้โดยที่ไม่ค่อยได้ดูกันหรอก หนักไปทางคุยกันเมาท์กันซะมากกว่า กิกิกิ

 

ถึงวัดวังขนายฯ อันเป็นจุดจัดงานใกล้ ๆ เที่ยง เปิดบูธรับสมัครวารสาร Thai Jogging แล้วสลับกันไปกินอาหารกลางวันที่ทางเจ้าภาพจัดเลี้ยง มีขนมจีนแกงเขียวหวาน ผัดผัก ไข่พะโล้ โอ้ อิ่มอร่อยสำราญบานตะไท

 

ตกบ่ายแก่ ๆ จึงย้ายร่างกันเข้าที่พัก พักผ่อนกันเล็กน้อย ก่อนออกมาหม่ำข้าวต้มมื้อค่ำ

 

คืนนั้นนอนสามทุ่มตื่นตีสาม ไม่ได้จับชีพจร ออกมาจ๊อกวอร์มบนสนามหญ้าหน้าที่พักกระตุ้นลำไส้ ปรากฏว่าสนามเปียกจากฝนเมื่อคืน วิ่งไปได้หน่อยรู้สึกว่าความชื้นแทรกตัวเข้ารองเท้า ก็เลยหนีไปจ๊อกบนถนนหลังห้องพักแทน แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ หมาเห่าแถมวิ่งไล่อีก เลยวิ่งหนีหมาไปจ๊อกอยู่กับที่หน้าห้อง อนาถจริงชีวิตนักวิ่งคลอดยาก -_-''

 

ตีสี่ พร้อมรบ ขึ้นรถตู้ไป ณ จุดจัดงาน ฝากของแล้ว วอร์มอัพ ๑.๓ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ ๕ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวหน้าเส้น

 

ปล่อยตัวตีห้าเป๊ะ ออกตัวเร็วตามบรรยากาศการแข่งขัน ถนนค่อนข้างมืด บางช่วงไม่มีแสงไฟ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปก็ปะทะแสงดาววิบวับ ดาวเกลื่อนฟ้า ดาวเต่ากับดาวไถลอยอยู่เหนือศีรษะ แหม่ ช่างงดงามจริง ๆ กิโลแรกก็เร็วดีอยู่หรอก พอกิโลสองค่อย ๆ ผ่อนลง ดูลมหายใจ จับจังหวะ วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่อนบ้าง เร่งบ้าง ไปจิบน้ำครั้งแรกที่ กม. ๘ พระอาทิตย์เริ่มทอแสงทองอยู่ทางเบื้องขวา แสงสีทองแดงจับท้องฟ้า ตัดกับสีเขียว ๆ ของท้องนา สวยงามจับใจ แม้จะวิ่งเร็วก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสยลความงามของธรรมชาตินะ :)

 

พอช่วงกิโลที่ ๑๔-๑๕  ก็มาถึงบันไดวัดถ้ำเสือที่ร่ำลือ ... วิ่ง ๆ ไป เอ๊ะ ก็ไม่เท่าไหร่นี่นา.. มารู้ทีหลังว่า ที่เค้าร่ำลือกันน่ะ คือบันไดหน้าวัด แต่ปีนี้เขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นบันไดหลังวัด ก็เลยไม่ได้ชัน ไม่ได้ขั้นบันไดเยอะอย่างที่แอบหวั่นใจในทีแรก แต่กระนั้นเพซก็ตกไปที่ ๖ กว่า ๆ เลยทีเดียว
Green Runner

 

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

 

4:34.17 / 4:57.99 / 5:05.88 / 4:54.11 / 4:55.26 / 5:03.33 / 4:58.45 / 4:56.74 / 5:05.97* / 5:14.09 / 5:12.42 / 5:01.76 / 5:08.48 / 5:01.48 / 6:11.48* / 4:56.65 / 4:54.51 / 5:11.96 / 5:13.12* / 5:05.02 / 5:21.39 / 5:10.00 / 5:11.43 / 5:02.34 / 3:45.88 (0.44 m.) (ลืมกดนาฬิกา)
 
*จิบน้ำ
 

เวลารวม ๒:๐๔.xx ชั่วโมง เข้าที่ ๑ โอเวอร์ออลหญิงระยะ ๒๔ กม.

 

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ๑ กม. ยืดเหยียด กายบริหาร ถ่ายรูป เมาท์มอย ฯลฯ

 






ถ่ายกับสมาชิกชมรมและครูดิน


* โน้ตไว้หลังแข่ง

 

- นิสัยไม่ดี พอไม่มีคู่แข่ง ไม่มีคนให้ไล่ ไม่มีคนให้หนี ความเร็วก็ดร็อปตามใจฉัน เพซตกแบบที่ไม่ได้เป็นเนินซะหน่อย แง่ม ๆ


ป.ล. งานนี้ได้นำเงินอัดฉีด ที่ได้จากการทำนิวพีบีงานพัทยามาราธอน มาร่วมทำบุญช่วยผู้ป่วยยากไร้ของวัดวังขนาย จำนวน ๑๐,๒๐๐ บาทถ้วน