วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

Khon Kaen Marathon 2016 : My 4th Marathon

เวลาล่วงไปครึ่งปี กว่าจะมาเขียนถึงมาราธอนที่ ๔ มาราธอนที่ทำเวลาดีที่สุด (๓:๔๑:๒๕) และคาดหวังว่าเวลาที่ทำไว้ในการวิ่งครั้งนี้ จะสามารถนำพาไปให้ถึงฝั่งฝัน จะนำไปสมัคร Boston Marathon 2017 ที่กำลังจะเปิดรับสมัครในเดือนกันยายนศกนี้

พอผ่านไปครึ่งปี ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวิ่ง มันก็สูญสลายไปหมดแล้ว
เสียใจ ...

ครั้งหน้า สัญญากับตัวเองไว้ตรงนี้เลย ว่าจะไม่ดองเรียงความอีกแล้ว สิ่งที่หายไปมีคุณค่ามากเกินกว่าจะยอมให้มันสูญสลายไปกับกาลเวลา จำไว้เป็นบทเรียนเลย

ขอบันทึกเศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังพอเหลืออยู่ ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในกาลถัดไป

๑. ที่พัก : งานนี้ตอนจองที่พักก็เสิร์ชผ่านเน็ต เลือกเอาที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ไม่รู้ว่าแค่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนั้น มันไม่พอ ต้องเลือกที่ใกล้จุดปล่อยตัวที่สุดด้วย ซึ่ง ที่พักที่จองมา อยู่ใกล้ ม. ก็จริง แต่ใกล้ทางฝั่งหลัง ม. ซึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ใกล้หลัง ม. คือห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ ๖ กิโลเมตร ที่คิดไว้ว่าเช้ามาจะจ๊อกเพลิน ๆ ไปจุดปล่อยตัวก็เป็นอันฝันสลาย ยังดีที่ทาง ม. เค้ามีรถชัตเติลบัสรับส่ง ก็พอคลายใจไปนิดหนึ่ง

๒. การรัดชิพติดรองเท้า : งานขอนแก่นมาราธอนนี่ เค้าให้ชิพลักษณะเป็นกระดาษเคลือบม้วนไว้ แล้วให้รัดกับเชือกรองเท้า ด้วย self-locking cable tie อิชั้นก็พลาดดอกที่หนึ่ง ด้วยการรัดชิพติดรองเท้า ในขณะที่ไม่ได้ใส่รองเท้า คือ ทำการล็อคเตรียมไว้ก่อนนอนใช้การกะประมาณเอาด้วยสายตาว่าน่าจะพอดี ตอนเช้าตื่นมาก็พบว่าแมร่ง รัดแน่นไป แล้วเข้าใจปะว่า เคเบิลล็อคแบบนี้มันล็อคแล้วล็อคเลย ขยับอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะมีสำรอง ก็ตัดอันเก่าทิ้งแล้วเอาอันใหม่รัด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันแน่นไปนิดนึง รู้สึกตั้งแต่ตอนสวมรองเท้า ใจก็คิดว่า ซวยละ ทำไงดีฟระเนี่ย ก็กะว่าไปถึงสนามจะถามหาจากทางผู้จัด ปรากฏว่า ด้วยความที่พักหลัง ม. ก็ต้องไปรอชัตเติลบัส กว่าบัสจะมา กว่าจะไปถึงจุดปล่อยตัว ก็หมดเวลาถามหาเคเบิลล็อค ก็เลยต้องช่างมัน เลยตามเลย

ช่วงแรก ๆ ที่วิ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอพ้น กม. ที่ ๒๕ ไป สิ่งที่เรียกว่า "นรกบนทางวิ่ง" ก็ค่อย ๆ ปรากฏ คือ ชิพมันรั้งเชือกรองเท้าทำให้บนหลังเท้าแน่นมากจนเจ็บ ยิ่งวิ่งมากขึ้นก็ยิ่งรั้งมากขึ้น เจ็บหลังเท้ามาก ๆ วิ่งไปก็ต้องคอยกระถดเท้าให้ส้นเท้าถอยไปชนขอบรองเท้าด้านหลัง เพื่อคลายความเจ็บบนหลังเท้า คือมันเป็น "ทัณฑ์ทรมาน" อย่างที่สุด ช่วงหกเจ็ดโลสุดท้ายนี่ต้องอาศัยสวดมนต์ดึงความสนใจไปที่บทสวดเพื่อให้ลืมความเจ็บที่เกิดขึ้นกันเลยทีเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ก่อนที่จะรัดชิพติดกับตัวรองเท้า"

๓. การเตรียมเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหลังวิ่งเสร็จ : นี่ก็อีกหนึ่งความผิดพลาด ชะล่าใจไปมาก ว่าเห้ย งานนี้วิ่งที่ ม. จบที่ ม. วิ่งเสร็จขึ้นรถบัสไปที่พักเปลี่ยนเสื้อก็ได้ ไม่ต้องหอบเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหรอก .. ที่ไหนได้ อุณหภูมิเช้านั้น ลดลงไปมาก บ่าย ๆ วันเสาร์ อุณหภูมิยังร้อนจัด ๓๐ ++ อยู่เลย พอค่ำวันเสาร์ฝนตก เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาอุณหภูมิอยู่แถว ๆ ๑๒-๑๔ ปลอบตัวเองว่าเฮ้ย เย็นขนาดนี้ก็ดี วิ่งสบาย วิ่งไปเรื่อย ๆ ฝนตกอีก ตัวเปียก อุณหภูมิแถว ๆ ๑๒ ก็ทำให้ยะเยือกอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าเส้นชัยก็ยังไม่เท่าไหร่ วิ่งมานาน ตัวยังอุ่น แต่พอคูลดาวน์แล้ว ตัวเริ่มเย็น ลมพัดเยือก แม้จะถอดเสื้อวิ่งออกแล้วสวมเสื้อกันลมไว้ แต่บราก็ยังชื้น ลมพัดมาแต่ละที เล่นเอาหนาวสั่น สั่นขนาดที่ ตอนไปรับอาหาร มือซ้ายที่ถือจานกระดาษใส่อาหาร และมือขวาที่ถือแก้วโกโก้ร้อนนี่สั่นโกโก้แทบกระฉอก สั่นแบบควบคุมให้นิ่งไม่ได้เลย ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเดินต้องขยับ ต้องกระโดดตลอดเวลา นี่ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ไม่ว่าสนามจะใกล้ที่พักแค่ไหน อย่าชะล่าใจ ต้องเตรียมเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนทุกครั้ง

หลัก ๆ ก็จำได้แค่นี้ ผลงานที่ทำไว้แต่ละกิโลเป็นเช่นนี้

5:00.1 / 4:44.6 / 5:04.2 / 5:05.3 / 5:06.6 / 5:03.1 /
5:00.3 / 5:00.1 / 4:55.5 / 5:15.4 / 5:07.3 / 4:55.3 /
5:03.2 / 5:18.4 / 5:05.7 / 5:10.4 / 4:51.7 / 5:14.5 /
5:18.9 / 5:12.9 / 5:05.7 / 5:21.6 / 5:06.8 / 5:23.0 /
5:18.1 / 5:11.3 / 5:08.6 / 5:08.2 / 5:14.0 / 5:09.6 /
5:09.3 / 5:09.4 / 5:05.5 / 5:12.1 / 5:15.5 / 5:56.2 /
5:52.1 / 5:49.1 / 5:37.8 / 5:26.3 / 5:56.1 / 5:28.0 / 2:07.6 (0.4k)

นาฬิกาบันทึกไว้ว่าสิริรวม 3:41.46.3 ชั่วโมงกับระยะ 42.4 ก.ม.(เวลาสนาม 3:41:25)


แอบเสียใจ ถ้าไม่เจ็บหลังเท้าที่โดนรัดด้วย cable ไว้ น่าจะทำเวลาได้สวยกว่านี้ แอบแค้นนิดหน่อย ปีหน้าจะต้องไปแก้มือใหม่อีกรอบให้จงได้ !!


วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง