วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Chicago Marathon 2018 : My 8th Marathon : New PB was set



เข้านอนสี่ทุ่ม ตั้งปลุกตีสี่ครึ่ง แต่ตื่นเองตอนตีสี่ ตื่นเต้นหน่อยๆ ไม่ถึงกับนอนไม่หลับ แต่ก็ไม่ได้หลับสนิทนานๆ 

ฝนตกปรอยๆ ตามที่เห็นพยากรณ์ในแอพ

ตีห้าสี่สิบ ออกจากบ้าน เรียกอูเบอร์ ไปลงที่โรงแรม Congress ตามที่นัดกับโค้ชวินและน้องเนยไว้

เวฟสองปล่อยตัวแปดโมง ไปถึงขอบสนามตั้งแต่หกโมง ไปยืนหนาวนัดแนะกันที่หน้าโรงแรม ว่าวิ่งจบแล้วจะเจอกันที่ไหนยังไง รอเจอพี่โจ้ กะพี่นิยะดา (พี่คนไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่เนเธอร์แลนด์ รู้จักกันตอนไปวิ่งเบอร์ลินปี 2016) แล้วก็ไม่ได้เจอซักคน ด้วยความที่คนเยอะ ติดต่อสื่อสารกันก็มีอันติดขัด

6:50 . ไปต่อคิวเข้าห้องน้ำ แถวยาวมากกกกก ห้องน้ำมีเจ็ดห้อง รอคิวไปครึ่งชั่วโมง ออกมาอีกทีก็สมควรต้องไปเข้าคอกปล่อยตัวแล้ว 

โค้ชวิน น้องเนย ออมพากันเดินไปส่งที่ gate 5 อันทางเข้าคอกของ corral F ขอกอดเป็นแรงใจจากทั้งสามคน ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว

นักกีฬาจากบางกอกอยู่ในชุดเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นสวมทับ heattech pants ของ uniqlo สวมเสื้อกันฝน 7-11 ทับอีกชั้น หนาวลมหน่อยๆ

เข้าไปในคอกโดยที่ไม่มีโอกาสได้วอร์มเลย ยืนจิ้มกล้ามเนื้อทำ muscle activate แล้วกระตุกเข่า high knee อยู่กับที่ กระโดดหย็องแหย็งเรียกความอุ่น แค่นั้น แล้วก็มุดไปยืนแถวหน้าๆ ของบล็อค เห็น pacer 3:40 ยืนกองอยู่หน้าบล็อค หมายใจว่า วิ่งแล้วต้องไม่ให้กลุ่มนี้แซง

7:50 . นักกีฬารอบๆ พากันถอดเสื้อกันหนาวที่สวมมา ขว้างไปข้างๆ ขอบสนาม เป็นการบริจาคให้ homeless 

7:55 . ฝนโปรยมาอีกรอบ เรียกเสียงฮือฮาจากนักกีฬาที่ยืนรอปล่อยตัว จากที่คิดว่าจะถอดเสื้อกันฝนทิ้งกะเค้าบ้างก็เลยไม่ทิ้งละ ตัดสินใจวิ่งแบบนี้ไปก่อน รู้สึกร้อนเมื่อไหร่ค่อยถอด

สัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น วิ่งออกตัวไป กดการ์มินให้ทำงานเมื่อก้าวข้าม start line วันนี้การ์มินมีหน้าที่แค่เก็บข้อมูลวิ่ง เพราะตั้งใจตัดเทปแปะหน้าจอไว้ วิ่งให้สนุกจากความรู้สึกเทียบเคียงความหนักจากที่ซ้อมมา 

เอาจริงๆ ช่วงแรกก็แอบเปิดเทปดูเลขวัตต์ แบบว่ายังจับความรู้สึกตัวเองไม่แม่น เห็นเลขวัตต์ใกล้เคียงกับตอนซ้อม ก็หมายใจไว้ ว่าวิ่งเท่านี้พอเนอะ

ฝนยังโปรยปรายอยู่ วิ่งจนรู้สึกถึงไอร้อนที่ปล่อยออกมาจากตัว ถูกขังอวลอยู่ภายใต้เสื้อกันฝน คงได้เวลาถอดเสื้อออกแล้วล่ะ ก็ถอดเสื้อออก แต่ยังถือวิ่งอยู่พักใหญ่ ยังไม่ยอมทิ้งเพราะหวั่นใจว่าจะหนาวไหมหากลมพัดมา เมืองชิคาโกนี่เป็นเมืองแห่งลมจริงๆ แล้วลมนี่แหละที่ทำให้รู้สึกหนาวกว่าที่ตัวเลขอุณหภูมิบอก

วิ่งถือเสื้อกันฝนไปอีกเกือบกิโล(กะเอา) กว่าจะยอมโยนทิ้ง ตรงจุดให้เกลือแร่จุดที่ 2 งานนี้มีเกลือแร่แจกทุกจุด จุดให้น้ำจะเริ่มจากเกลือแร่ก่อน แล้วถึงจะเป็นโต๊ะแจกน้ำเปล่า ปริมาณเหลือเฟือมาก

เหลือบเห็น pacer 3:30 หลุดมาคนนึง หมายตายึดพี่เขาไว้เป็นสรณะ จะวิ่งเกาะฮีไปเรื่อยๆ 

ถึงไมล์ที่ 5 (เท่ากับระยะ 8 กม.) เห็นตัวเลขบอกเวลา 1:10:xx hr ก็จับลบ 30 (เพราะเวลาที่แสดง เป็นเวลาของเวฟแรก ซึ่งปล่อยตัวก่อนเวฟสอง 30 นาที) ก็คือ 40 นาที 8*5 = 40 แปลว่าที่วิ่งมาคือเพซเฉลี่ยอยู่ที่ 5:00 โอเค สวยงามตามเป้าหมายในใจ (3:30 h) ที่ไม่ค่อยได้บอกใคร นอกจากโค้ชกับออม

ควักสปอร์ตบีนส์มาเคี้ยว 5 เม็ดก่อนจิบน้ำที่จุดนี้ แล้ววิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตามจังหวะนี้แหละ กำลังดี ไม่เค้น ไม่เร่ง ไปเรื่อยๆ ระบบหายใจดีงาม ไม่หอบแบบงับอากาศ หอบเบาๆ สม่ำเสมอ

จากนั้นก็กินสปอร์ตบีนส์เรื่อยๆ แต่ว่าจากที่วางแผนไว้ว่าจะกินครั้งละครึ่งซองทุกๆ 8 กม.(ประมาณ 40 นาที) มันกลายเป็นว่าหยิบเคี้ยวทีละสองเม็ดสบายกว่า ก็เลยหยิบเคี้ยวก่อนถึงจุดให้น้ำทุกจุด ไปหมดซองแรกตรงครึ่งทางพอดี

มองนาฬิกา 2:15 hr จับลบ 30 เหลือ 1:45 เพซยังคงนิ่งอยู่แถวๆ 5 ดีใจนิดๆ ที่ยังตามเป้า ในแบบที่ยังรู้สึกสบายดี หวั่นใจหน่อยๆ ว่าใช้ร่างหนักไปมั้ยนะ (หวั่นทั้งๆ ที่รู้สึกสบายดีนั่นแหละ)

ครึ่งทางหลังนี่ มองหาอีตาเพซเซอร์ 3:30 คนนั้นไม่เจอแล้ว คงโดนเค้าทิ้งไปแล้ว ช่างปะไร เราก็มีจังหวะของเราเนอะ

ครึ่งหลังนี่เป็นการวิ่งแบบ เลิกคำนวณในหัวแล้ว (โค้ชอ่านแล้วคงด่าในใจ ตอนอยู่หน้าเกตอุตส่าห์กำชับว่าไม่ให้คำนวณ กว่าจะเลิกได้ ผ่านไปครึ่งทางเลยนะเอ็ง อุตส่าห์ให้ปิดนาฬิกา ยังจะมาคำนวณจากตัวเลขขอบสนาม555) ไม่คำนวณเป็นเพซ แต่จะคิดว่า เหลืออีกกี่นาที

เช่น ตอนที่เห็นตัวเลข 3:00 ข้างขอบสนาม ก็คือวิ่งมาแล้ว 2:30 ชั่วโมง ก็จะบอกตัวเองว่า วิ่งแบบนี้อีกชั่วโมงเดียวก็จบแล้ว (มั่นใจเหลือเกินว่าจะคีพเพซได้ไม่ทำเพซตก 55 ช่างกล้า) ในหัวไม่ได้คิดว่าเหลืออีกกี่โล มันจะคิดเทียบกับตอนที่ซ้อมยาวสุด 3:30 hr ปลอบตัวเองว่าเอ็งเคยวิ่งสามชั่วโมงครึ่งแล้ว วันนี้ก็เหมือนตอนซ้อมแหละ เหลืออีกชั่วโมงเดียว สบายๆ วิ่งไปก็ค่อยๆ ลดเลขไป อีกสี่สิบนาที อีกครึ่งชั่วโมง คือเห็นหลักกิโลในสนามแล้วคำนวณกลับมาเป็นเวลา ถึงไมล์ 23 คือเหลืออีก 5 โล ก็ 25 นาที วิ่งแบบนี้อีก 25 นาทีก็จบละ 

กิน GU เจล ไปอีกสองซอง ทิ้งระยะห่างประมาณครึ่งชั่วโมงมั้ง

ช่วงสี่สิบนาทีท้าย เริ่มเป็นช่วงของความทรมาน สนามชิคาโกเห็นเป็นสนามที่ดูเหมือนจะเรียบๆ แต่เอาเข้าจริงต้องวิ่งขึ้นสะพานไม่รู้กี่รอบ มันก็มีความเนินของสะพานที่ดึงกล้ามเนื้อต้นขาไม่ใช่น้อยๆ รู้สึกได้ว่าหน้าขามันเริ่มแข็ง มันจะจับตัวเป็นก้อน ความรู้สึกถึงตะคริวตอนวิ่งที่เบอร์ลินเริ่มเข้ามาหลอนในหัว ไม่นะ อย่านะ ได้โปรด ในใจบอกเทวดาประจำตัว อ้อนวอนว่าช่วยนวดต้นขาหน่อยเถิด ให้กล้ามเนื้อคลาย อย่าให้ตะคริวจับ ในขณะที่ก็เปลี่ยนท่าวิ่ง เพื่อให้คลายควาเกร็งหน้าขาลง เทวดาก็คือเราเองนี่แหละ ที่ต้องบรรเทาอาการตัวเอง ใช้ธรรมะเข้าข่ม มองไอ้ตัวที่กำลังวิ่งอยู่มันขยับ มองตะคริว/ความตึงของต้นขาเป็นอีกสิ่งนึงที่เกิดขึ้นมา มันไม่ใช่เรา มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่แทรก มองมันเกิดขึ้น แล้วดูว่ามันจะดับไปเมื่อไหร่ ใจอีกส่วนก็คิดว่ามองมันไปอย่างนั้น ว่าแล้วมันจะเป็นยังไงต่อ ให้มันรู้ไปว่ามันจะล้มทั้งๆ ที่ยังวิ่งอยู่ไหม จะได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นยังไง แล้วจากไปยังไง ตอนนั้นคือคิดแบบนี้เลย แล้วก็กัดฟันวิ่งไปไม่ยอมหยุด รู้แหละว่าเพซตก แต่ทำได้แค่วิ่งแล้วดูมันไป เร่งไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ความเป็นสะพานของที่นี่ คือมันเป็นเหล็กฉลุ แล้วคือฝนตก มันก็จะลื่นๆ หน่อย มีความต้องเกร็งต้องจิกเท้าร่วมด้วย เพราะว่ากลัวจะลื่นหัวทิ่ม เกลียดสะพาน เกลียดฝน เกลียดลม นาทีนั้น เกลียดมันทุกสิ่งอย่าง

มีครั้งนึงที่เห็น pacer 4:10 อยู่ตรงหน้า ลบ 30 คือ 3:40 แอบใจหายนิดนึงว่าเราร่วงเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ใจแป้วเพราะว่าแม้มีเป้าหมายหลัก 3:30 ในใจ แต่ก็แอบมีเป้ารองว่าถ้าไปไม่ถึงเป้าหลัก อย่างน้อยต้องทำเวลาให้ดีกว่า 3:38 เพราะว่ามันคือตัวเลข qualified time ของสนามนิวยอร์คมาราธอนในรุ่นอายุ 45-49 ปี

แต่ก็แอบปลอบใจตัวเองว่า เห็นคนนี้คนเดียวแปลว่าฮีอาจจะเร็วเกินไปก็ได้ ก็เลยหลุดมาคนเดียว คีพรันนิ่งต่อไปนันทินี

ในความแผ่วบางขณะ ก็นึกถึงที่เราอุตส่าห์เพียรพยายามซ้อมมา คำว่า Train hard, Race harder ที่พี่หมวยเขียนไว้ให้ก็วิ่งเข้าหัว จงเต็มที่กว่านี้อีก อย่าให้ที่ซ้อมมาสูญเปล่า

นึกขอบคุณแผนซ้อมที่โค้ชวางไว้ ให้วิ่งขึ้นลงสะพานแทรกทุกรอบสวนลุมในวันวิ่งยาว นอกจากมันจะช่วยให้กำลังขาแข็งแรงแล้ว มันยังสร้างความมั่นใจในวันแข่งด้วย ว่าความล้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราเคยผ่านกันมาหมดแล้ว ตอนซ้อมก็ซ้อมไปด่าโค้ชไป วันลงสนามก็วิ่งไปกราบโค้ชไปในใจเช่นกัน

ตอนเลี้ยวสุดท้ายเห็นป้ายอีกสามร้อยเมตร ดีใจมาก อยากจะเร่งอีกก็เร่งได้น้อยมาก ตะคริวไม่มาก็บุญโขแล้วเอ็งเอ๋ย เข้าเส้นชัยเงยมองนาฬิกา 4:04:xx ลบ 30 เห้ย เร็วกว่า 3:35 เว่ยแก qualify แล้วววว กดนากาแล้วเดินเป๋ๆ ลอยๆไปเกาะรั้ว ยืดน่อง ยืด quad เดินเซๆ ไปรับน้ำ ขอมาสองขวดเลย รับกล้วย รับแอปเปิล เดินไปหา ผช ให้เค้าเอาฟอยล์ห่อตัวกันหนาว อยากจะบอกว่าน้องคะ ช่วยกอดพี่ที give me a hug 555 รับถุงยังชีพ รับเบียร์ ตอนแรกกะจะขอ 2 กระป๋องไปฝากโค้ช แต่เค้างัดฝาเปิดทุกกระป๋อง ก็เลยหยิบมากระป๋องเดียวเพราะมันหย่อนใส่ถุงไม่ได้ มือก็เย็น อากาศก็หนาว ลมก็มา ถือมากระป๋องนึงก็ยากละ รับถุงน้ำแข็งมาถุงนึง เค้ายืนแจกไว้ให้ประคบ พอจะเดินออกนอกสนาม จนท บอกยูเอาแอลกอฮอล์ออกไปไม่ได้นะ ดื่มให้หมดตรงนี้เลย อยากได้กระป๋องต้องถือกระป๋องเปล่าออกไป ก็เลยเทเบียร์ทิ้งตรงนั้น แล้วเดินออกไปหาเดอะแก๊งที่นัดไว้ที่หน้าโรงแรมคองเกรส


ขอบคุณโค้ชนะคะ สร้างฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่ตอนวางเป้านี่มองไม่เห็นแววเลย ขอบคุณจริงๆ จากใจ

การ์มินแทร็กได้ 43.99 กม. นี่ขนาดวิ่งตามเส้นฟ้าเกินครึ่งทางแล้วนะ เวลาแต่ละ กม. ไม่ขอแปะ เพราะว่ามันเพี้ยนเกินไป อาจเพราะลอดใต้สะพานหลายรอบ

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Chanthaburi Scenic Half Marathon : My 23rd Half Marathon

เข้านอนสามทุ่ม ตั้งปลุกตีสามสิบห้านาที
.
ตื่นตามเวลาที่ตั้งไว้ ถ่ายหนักไปหนึ่งรอบ (ดีงาม ที่จัดการเรียบร้อยตั้งแต่อยู่ที่โรงแรม) ตีสี่กินนัตตี้โบ๊ทหนึ่งอัน (มันคือพายใส่สาระพัดถั่ว) แล้วไปขึ้น shuttle bus ไปยังจุดปล่อยตัว
.
ไปถึงสนามตีสี่ครึ่ง ต้องเดินไปฝากของ ใช้เวลาประมาณนึง ตอนนั้นเห็นคิวห้องน้ำยาวเหยียด ก็คิดกันกับอิ๋ว ว่าเราต้องเข้าคิวตอนนี้แหละ ไม่งั้นจะไม่ได้เข้า ซึ่งเห็นแววแล้วว่าถ้าต่อคิว ก็จะไม่ได้วอร์มอัพ ก็เลยวิ่งอยู่กับที่ในคิวนั่นแหละ ซักพักมีคนเดินมาบอกว่า ด้านในมีห้องน้ำอีกชุดใหญ่ ก็เลยชวนกันจ็อกเข้าไปด้วยความคาดหวังว่าแถวจะสั้นกว่านี้
.
แถวสั้นกว่าจริง แต่ไม่มาก มีรถสุขาสองคันจอดอยู่ ห้องน้ำบนรถมีสองฟาก ฟากละห้าห้อง แถวก็น่าจะหดสั้นลงเร็ว แต่ไม่ เพราะว่าห้าห้องที่มี ใช้การได้จริงสองห้อง ต่อคิวจนตีห้าสิบห้าถึงได้เข้า นี่คือลุ้นมาก ยังคงจ็อกวอร์มและยืดเหยียดอยู่ในแถวเข้าห้องน้ำนี่แล เข้าเสร็จจ็อกไปหน้าเส้น ใกล้เวลามากแล้ว
.
ระหว่างทางเจอโค้ชม้อก ได้คุยกันสองคำ ขอชาร์จพลังจากหมอผีเจ้าถิ่น แล้วแยกไปต่อแถว
.
พยายามแทรกตัวไปหน้าๆ ก็หน้าได้ไม่มาก คนมารอกันเยอะแล้ว ขณะที่ยังลังเลอยู่ว่าจะแทรกไปอีกหน่อยมั้ย ก็ได้ยินเสียงพิธีกรเชิญประธานกล่าวเปิดงาน แล้วก็นับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง ... เฮ้ย ตอนนั้นเวลา 5:26 น. ปล่อยแล้วเหรออออ ปล่อยก่อนเวลาที่ระบุไว้เกือบห้านาที ดีนะ กดนาฬิกาเข้าโหมดวิ่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
คนเยอะ ช่วงปล่อยตัวก็จะมัวแต่หาทางแทรก ตัดสินใจออกข้างๆ ไปวิ่งนอกกรวยที่ตั้งไว้ ไม่งั้นคือมันไม่ได้จังหวะ มันจะช้าไป พอได้จังหวะไหลๆ เหล่มองการ์มิน ตายห่ะ วัตต์พุ่งร้อยเจ็ดสิบ เบาไว้แก ใจเย็นๆ
.
พยายามคุมวัตต์ให้อยู่ในช่วงที่โค้ชกำหนดให้ สี่ห้าโลแรกก็ยังสวยๆ อยู่ เข้าโลห้าเริ่มปริ่มๆ ขอบล่างละ นี่ขนาดตั้งใจไว้แล้วนะ เป็นจุดอ่อนจริงๆ ช่วงกลางๆ เผลอๆ นี่มันคอยจะเบา ต้องบิ๊วตัวเองอย่างหนัก พยายามฝืนตัวเองให้ได้ ขายังดีงามอยู่ หายใจยังโอเค ถ้าไม่เต็มที่ วิ่งแล้วเหลือมันคือไม่ใช่นะ ไหนต้นอาทิตยฺ์สะกดจิตตัวเองไว้ว่าไง "วิ่งให้สุดแรงแล้วพบว่าไม่ตาย ดีกว่าวิ่งผ่อนคลายแล้วพบว่าไม่หมดไง" ไปๆ จัดท่าทาง แล้วใส่แรงลงไปอีก
.
ตอนนี้สังเกตแล้วว่าพอวิ่งสวนทางลมแล้วเลขวัตต์จะตก ทั้งๆ ที่ความรู้สึกคือเรายังสับขาใส่แรงลงไปเท่าเดิม คิดแล้วว่าลมมันทอนแรง แต่--นี่คือจุดอ่อนอีกจุดของเรา--เราไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะคีพวัตต์ที่ตั้งไว้ได้ ได้แต่มองมันตกลงไป น่าเสียดายนัก 
.
ถึงโลสิบเอ็ด ผ่านครึ่งทางแล้วเช็คตัวเอง อาการยังดี ขายังสบาย หายใจโอเค ครึ่งแรกนี่มันยังไม่มีอะไร เนินที่ผ่านมาก็เล็กๆ สบายๆ พอผ่านครึ่งแรกมาสวยๆ ก็ตกลงใจว่า ครึ่งทางจากนี้จะต้องคุมให้เข้มกว่าเดิม อย่ายอมอ่อนให้ตัวเองอีก คิดได้ดังนั้นจึงชาร์จพลังตัวเองด้วยการหยิบสปอร์ตบีนส์ที่เตรียมมาใส่ปากไปสามเม็ด ซึ่งมันอยู่ในปากแบบนั้นจนเกือบตลอดทาง ให้มันค่อยๆ ละลายไป
.
ระหว่างทางก็มีนักวิ่งบางท่านที่ฝีเท้าใกล้ๆ กันผลัดกันแซงไปมาให้ได้หมายตาหมายใจหมายหัวไม่ยอมแพ้กันและกัน เป็นการบิ๊วตัวเองอีกทางหนึ่ง
.
ช่วง กม. 14-15 เจอโค้ชม้อกมายืนเชียร์ลูกทีม แล้วโค้ชม้อกก็พูดอะไรบางอย่าง ตะโกนกลับไปว่า "ไม่ได้ยิน" สงสาร คม ต้องพูดใหม่อีกรอบ คือฮีบอกว่า พี่เป็นลำดับสอง (ในรุ่น) ตามเขาอยู่สองนาทีครึ่ง ถ้าพี่วิ่งทรงนี้ไปเรื่อยๆ อาจแซงได้ โอ้โห นอกจากจะนับตัวให้ ยังประเมินสถานการณ์ให้อีก ตอนนั้นคิดในใจแค่ว่า เหลืออีกเจ็ดโล อีกแค่ไม่ถึงสามรอบสวนลุมก็จบแล้ว หลังเจอ คม ก็มาเจอกองทัพนักวิ่งระยะสิบโลกะห้าโล ทีนี้คนเต็มถนนเลย
.
แต่เราไม่สน เราคุมตัวเองให้อยู่ก็พอ ไม่ได้มาเอาชนะใคร นี่มาลงสนามแบบไม่ได้สนว่ามีใครอยู่ข้างหน้ากี่คนเลยอะ จริงๆ ก็เห็นชื่อขาแรงในรุ่นอายุตัวเองอยู่(พี่แฝดชลบุรี) แต่รู้ว่าเค้าแรงมาก ป่วยการจะปั่นเท้าตาม มันจะเป็นการฆ่าตัวตายซะเปล่าๆ 
.
วิ่งไปอีกไม่เท่าไหร่ เจอน้องแป้ง จริงๆ น้องนำมาตั้งแต่แรกๆ เลย แล้วช่วงกลางๆ เราก็แผ่วจนมองเกือบไม่เห็นน้องละ ใจก็ไม่ได้คิดว่าแซง แต่นี่เหมือนน้องแผ่ว ก็เลยให้กำลังใจกันและกัน บอกน้องแป้งสู้ๆ แล้วก็จัดการทิ้งน้องไป 555 เราเป็นมนุษย์ไม่กลัวเนิน ชอบมากตอนวิ่งลงเนิน ดังนั้น พอแข็งใจจ็อกขาขึ้นถึงยอดเนินได้ ขาลงนี่คือสวรรค์ ไม่ปล่อยโอกาสไปเฉยๆ ทำตัวเบา เอนตัว ปล่อยโลกดึง สับขาให้ทันและไม่วิ่งกระแทก จุดนี้คือฟินมาก ต้องระวังอีกอย่างคือ ระวังคนที่อยู่ข้างหน้า ละนี่คือเจอนักกีฬา ทั้งมินิและฟันรันด้วย แบบ ต้องระวังเด็ก ระวังคนเดิน บางช่วงต้องตะโกนบอกให้เค้าระวังตัว เพราะเราก็ไม่อยากกดเบรค
.
วิ่งไปอีกพักเจอเอก น้อง ผช ที่มาจากเชียงราย เมื่อคืนแชทกันน้องบอกจะคุมเพซ 4:50 ยังบอกน้องว่าคงเห็นหลังน้องซักสองสามโล ตอนที่เจอกันนั้นน้องก็คงจะหมด เป็นทางลงเนินพอดี ได้ยินน้องตะโกนแว่วๆ พี่นกแซงไปแล้วววว แฮ่ ไม่ได้แซงเฉยๆ พี่หยิ่งด้วยฮ่ะ ไม่พูดไม่จา ก็โลกมันดึงอยู่ หยุดไม่ได้ แตะเบรคคือการเสียโอกาส 
.
หลังจากนั้นเป็นเนินของจริง เข้ากิโลสิบหกแล้ว ปลอบใจตัวเองว่า อีกแค่สองรอบสวนลุมเอง ฮึบๆ ขาขึ้นพยายามเลี้ยงวัตต์ ยังไงก็ได้ให้มันใกล้เป้าหมาย ปลอบตัวเองว่าพอถึงยอดเนินก็สบายแล้ว -- ละก็คิดต่ออีกว่า อย่าลืมว่ากลับตัวแล้วต้องมาเจออีกรอบ ลงสบายเท่าไหร่รอบหน้าก็ทรมานเท่านั้น -- เนินขึ้นยังพอเคยฝึกมา ยังรู้ว่าต้องทำยังไง ยังคีพวัตต์ได้ดีกว่าตอนเจอลมซะอีก ต้องไปฝึกเล่นกับลมเยอะๆ แต่จะหาสนามลมได้ที่ไหนกันเล่า 
.
กลับตัวที่ กม. 18 กว่าๆ วิ่งมาได้หน่อยมารู้ตัวว่าแม่เหล็กหลุด
.
คืองานนี้เอาแม่เหล็กกำลังสูงมาใช้ติดบิบ ทดลองติดกับเสื้อแล้วเห็นว่ามันแน่นหนาดีไม่หลุดง่าย มั่นใจว่าถ้าไม่เอามือไปตวัดอย่างแรงจะไม่หลุดแน่ (ซื้อแม่เหล็กพลังสูงมาเพื่อใช้ในงานฝีมือนานแล้ว แล้วก็มีเยอะมากก็เลยหยิบมาใช้สี่ชุดแปดตัว) ลืมคิดถึงเรื่องลมไปเลย 
.
วิ่งมาครึ่งทางบิบก็ยังเรียบร้อยดีงามอยู่ เพิ่งมารู้สึกตอนนี้ว่าเฮ้ย มันหลุดไปสองจุดด้านซ้าย รู้เพราะลมมันตีบิบสะบัดมาทางขวา อ้าวเฮ้ย ... ตอนนั้นน่าจะโลสิบเก้าแล้วแหละ เป็นเนินที่ตะกี๊ลงมาสนุกๆ นั่นแหละ แต่ขากลับมันเป็นขาขึ้นไง ก็แบบ จากที่เพซตกเพราะความเป็นเนินอยู่แล้ว ต้องมาพะวงกะบิบอีก คิดในใจ เอาไงฟระ ถ้าต้องคอยเอามือจับไว้อย่างนี้ ท่าไม่สวย จังหวะพัง เพซเละ ไม่เข้าท่าแน่นอน ขาชะลอลงไปอีก คิดว่าเห้ย แกต้องตัดสินใจ ชะลอคือต้องยอม แล้วก็ย้ายแม่เหล็กจากฝั่งขวาชุดนึง ไปติดฝั่งซ้ายให้มันเป็นมุมทแยง คือ ขวาบน และ ซ้ายล่าง ตอนแกะก็ยากหน่อย ต้องล้วงมือไปใต้เสื้อ แล้วมันพลังสูงไง มันก็จะดึงยากนิดนึง ดึงแล้วต้องระวังไม่ให้มันหล่นหายอีก ตอนย้ายไปอีกฝั่งก็ต้องล้วงเข้าไปใต้เสื้ออีกรอบ จำไว้เลย สนาม windy city ไม่เอาแบบนี้นะแก
.
ติดเสร็จ ด้วยความที่ผ่อนเท้ามา มันก็เลยฝืดๆ เป็นเนินขาขึ้นด้วย ต้องกัดฟัน ท่องคาถาน้องพี่ปู ห้ามหยุด ห้ามเดิน เจอเนินห้ามร้อง ท่าเหมือนจ็อกแต่เพซเหมือนเดินแล้วตอนนั้น ช้ามากกกก ก้มหน้า กัดฟัน เงยมาอีกที โปรตุ้มแห่งชัตติ้งรันเนอร์นั่งอยู่ข้างหน้า ฮ่าๆ เข้ากล้องไม่ทันสินะ จ็อกอีกหน่อยเจอป๋ากบ กะลังลดกล้องในมือลง แล้วขยับตัวเหมือนหาจุดยืนใหม่ ละป๋ากบเหลือบมาเห็น ยิงข้าพเจ้าในระยะกระชั้นชิดมาก คาดว่า หน้าคงอืดเต็มเฟรมอินดี้แน่นวล ใครเจออืดๆ ไม่ต้องแท็กก็ได้นะฮะ 
.
แล้วในที่สุดก็ถึงยอด ลงเนินมาสวยๆ ระวังมากๆ หน่อย ช่วงนี้เด็กเยอะมาก เหลืออีกโลเดียว ซัดแหลก ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าแก๊  เหลือไม่ได้นะ เหลือคือวิ่งสบายไป จัดไปให้สุด เข้าเส้นชัยเหลือบดูนาฬิกาหน้าเส้นบอกเวลา1:50:xx รับเหรียญ รับคูปองอาหาร เดินไป print ใบรายงานผล net time อยู่ที่ 1:49:49 หยิบสปอนเซอร์กระป๋องนึง จิบนิดๆ สลับกับน้ำเปล่า
.
เพซแต่ละกม. :

4:50 / 4:56 / 5:00 / 4:56 / 5:03 /
5:02 / 5:05 / 5:02 / 5:10 / 5:17 /
5:13 / 5:20 / 5:15 / 5:20 / 5:01 /
5:03 / 5:44 / 5:20 / 5:40 / 5:55 / 4:53 / 0:53(0.17 k)

การจิบน้ำวันนี้ จิบที่ กม. 2/6/10/12/14/18
.
รับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วไปเปลี่ยนเป็นเสื้อแห้ง รอรับรางวัล ไม่ได้กินอะไรอื่นใด ทั้งๆ ที่ในกระเป๋ามี่ mixed nut แล้วก็เลยทำให้มีอาการมึนๆ กว่าจะได้กินก็เมื่อถึงโรงแรม สิบเอ็ดโมงแล้วตอนนั้น แต่พอกินแล้วก็ดีขึ้น
ถึงห้องนอนยกขาพาดกำแพง อาบน้ำ ลั้นลาได้
ขอบคุณอาปูสำหรับนัตตี้โบ๊ต และกล้วยน้ำว้าสองลูกนั้น 
ขอบคุณอิ๋วกะเอ๋ เป็นสารถี เป็นเพื่อนกิน เป็นเพื่อนนอน ขอบคุณอิ๋วที่มาลงสนามนี้ด้วยกันด้วย
ขอบคุณครูดินสำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี
ขอบคุณโค้ชม้อกที่มอบพลังให้ก่อนแข่ง
ขอบคุณโค้ชวินที่ปั้นร่างกายและจิตใจจนแข็งแรงขนาดนี้ เจอเนินขนาดนี้ยังไม่มีอาการบาดเจ็บใดใด มันคือสุดยอด
ขอบคุณทุกคนที่เชียร์ด้วยนะคะ

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Amazing Thailand Marathon Bangkok 2018 : My 22nd Half Marathon : 4 Feb 2018

สถานที่วิ่ง : ถนนราชดำเนิน หน้าวัดราชนัดดา กรุงเทพฯ
ปล่อยตัวเวลา : 04:45 น.

ตื่นมาพบว่าอากาศเย็น เย็นจนหนาว คว้าเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับชุดวิ่ง และนั่นคือจุดเริ่มของหายนะ
.
condition นักวิ่งวันนี้ : เป็นมนุษย์เมนส์วันที่ 3 และมีอาการตึงน่องมาตั้งแต่วันศุกร์บ่าย ๆ
.
เรียกแท็กซี่ออกจากบ้าน แล้วรู้ตัวตอนกลางทางว่าลืมการ์มิน ครั้นจะวนกลับไปก็ใช่ที่ ทำใจแล้วไปต่อ นึกย้อนไป อ้อ เราใส่เสื้อกันหนาว แขนเสื้อคลุมข้อมือ จึงไม่รู้สึกว่าข้อมือโล่ง ก็เลยไม่นึกถึงนาฬิกา
.
ถึงสนาม โทรหาพี่ปู ตามที่นัดไว้ว่าจะฝากของมีค่า (มือถือและเป๋าตัง) ไว้ที่พี่ปู เจอพี่ปูแล้วบ่นกะพี่ปูว่าลืมเอานาฬิกามา โชคดีพี่ปูพก milestone pod มาด้วย เหมือนจะรู้ว่ามันจะมีประโยชน์กะคนบางคน ก็เลยได้ pod ของพี่ปูมาใช้ ไม่รู้หรอกว่าวิ่งเสร็จมันจะซิงค์กะมือถือได้ไหม แต่ก็คิดว่า ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
.
ตอนจ็อกวอร์ม (วอร์ม ยืดเหยียด muscle activate ทำในบล็อก) เจอโอ๋ ไปรษณีย์ กับ พี่แมว (ขาแรงทั้งคู่) กำลังจะไปห้องน้ำกัน ก็เลยไปด้วย แล้วก็เลยเกาะติดกันไป ทุกคนได้อยู่บล็อกบีหมดเลย แล้วก็ชวนกันเล็ดรอดไปปนกะพวกบล็อกเอ ดังนั้น ตอนออกตัวก็จะอยู่หน้า ๆ หน่อย ออกตัวแรงมาก ไอ่เราไม่มีนาฬิกามาก็กะว่าจะเกาะพี่แมวไป เพราะถามแล้วเพซเป้าหมายใกล้เคียงกัน แต่ออกตัวปุ๊บ ทุกคนก็หายไปจากสายตา ไอ้เราก็รู้ละว่าแรงจัด ก็ปล่อยพวกเค้าไป มาสังเกตลมหายใจตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองวิ่งช้า เพราะดันไปเทียบกะคนอื่น มีหลายคนแซงไป และรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ ก็เลยไม่กล้าผ่อนเยอะ กลัวจะช้าไป (หมายใจว่าวิ่งยังไงก็ได้อย่าให้เพซเซอร์ 1:45 แซง) ที่ไหนได้ มาดูเวลาตอนวิ่งเสร็จ check point แรกที่ กม.4.5 นั่น เพซเฉลี่ย 4:37 ...ทำไปได้ไง ณ จุดนี้แอบดีใจที่ไม่มีการ์มินมา ไม่งั้นต้องผ่อนตั้งแต่ กม.แรก ๆ และอาจจะนอยด์ตั้งแต่โลแรกที่มันดีดขนาดนั้นและอาจทำเวลาไม่ได้ตามเป้า (ตั้งเป้าไว้ในใจที่ 1:45h)
.
ก่อนวิ่ง กินนัตตี้โบ๊ตไปหนึ่งชิ้นก่อนออกจากบ้าน (03:30น.) มันคือสแน็ค ประกอบด้วยแป้งพาย เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วต่าง ๆ และพก สปอร์ตบีนมา 4 เม็ดถ้วน กะจะเติมที่ กม.10 & 15
.
ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ สังเกตร่างกาย สังเกตลมหายใจ ตอนวิ่งนี่ไม่มีอาการตึงน่องเลยแม้แต่นิด ทั้ง ๆ ที่ตอนเดินเช้านี้ยังตึง ๆ อยู่เลย มันคงใช้กล้ามเนื้อคนละชุดกัน จิบน้ำครั้งแรก จุดที่สองที่ทางงานจัดไว้ ครั้งที่สอง บนสะพานจุดแรก ครั้งที่สาม จุดแรกหลังกลับตัวบนสะพานพระราม 8
.
ตอนที่แซงพี่แมวมาได้นี่ดีใจมาก (น่าจะเกินสิบสามสิบสี่โลไปแล้ว) พี่แมวเป็นขาแรงระยะสิบโลที่ไม่เคยตามเค้าทัน ได้แซงในขณะที่เราเช็คร่างกาย ยังรู้สึกสด เคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ วันนี้รู้สึกร่างสด วิ่งสนุกตลอดทาง แอบเสียดายหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มินก็จะไม่มีข้อมูล hr ด้วย แง ๆ
.
ระหว่างทางมีฝรั่งคนนึงเหมือนเค้าจะหมายหัวเราเป็นคู่แข่ง พอเราแซงไปซักพัก นางก็จะเร่งฝีเท้าแซงคืน รู้จากลมหายใจว่าหอบมา พอแซงได้เค้าก็น่าจะผ่อน เพราะเราไปของเราตามจังหวะก็ตามไปแซงได้อีก เค้าก็ไม่ยอมแซงคืน จนท้าย ๆ นางแซงแล้วไม่ผ่อนลอยหายไป แอบจำเลขบิบนางมาเช็คผล นางเข้า 1:44:01 แต่ชื่อเป็นคนไทย คงจะซื้อบิบมาวิ่ง
.
หยิบ Beans ขึ้นมาอมเม็ดเดียวหลัง 15k ตอนนั้นเพซเซอร์ 1:45 จี้หลังมาแล้ว ได้ยินแว่ว ๆ เขาพูดกันว่าเหลืออีกสองรอบสวนลุม ก็ประมาณห้าโล โดนเพซเซอร์แซงไป ดังนั้นจุดให้น้ำถัดมาก็เลยไม่แวะ แซงเพซเซอร์มาได้ พยายามปลุกตัวเอง อีกนิด ๆ ถ้าเธอยอมแพ้ตอนนี้ เธอจะทำตามเป้าในใจไม่ได้ แล้วเธอก็จะไม่มั่นใจในการซ้อมที่จะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ปลายปี ดังนั้น เธอจงฮึด อย่ายอมแพ้ เจอพี่หมวยวิ่งมากะเพซเซอร์ 1:45 พอเจอช่วงลงสะพานก็อาศัยโลกดึงแซงพวกเค้าไป แต่ช่วงกิโลสุดท้ายก็โดนแซงกลับ ทำให้เข้าเส้นตามหลังพวกเขาประมาณ 100 เมตร (ตอนนี้คิดว่าเติมพลังน้อยไปด้วยก็เลยทำให้ช่วงสุดท้ายหมด เพซตกชัดเจน ครั้งนี้ไม่กล้ากินเพราะอากาศเย็นทำให้เริ่มปวดฉี่นิด ๆ ถ้ากินก็ต้องจิบน้ำตาม จะทำให้ปวดฉี่หนักขึ้น ก็เลยตัดสินใจไม่กินดีกว่า)
.
เข้าเส้นแล้วจ็อกไปหาพี่ปู ได้มือถือปุ๊บก็เปิดแอพเช็คเวลา ดีใจมากที่ทำได้ตามเป้าเป๊ะ ถ้วยกับเงินรางวัลที่ได้ถือเป็นของแถม เราพิชิตเป้าหมายในใจได้นั่นคือรางวัลหลักของเราแล้ว
.
เสียใจหน่อย ๆ ที่ไม่มีการ์มิน ก็เลยไม่มีเวลาแต่ละแล็ปมาแปะ และด้วยความที่ใช้ milestone pod เป็นครั้งแรก ไม่เคย calibrate ให้เข้ากับตัวเอง ดังนั้นมันจึงเก็บระยะมาเกือบ 24 กิโลเมตร (ทั้งที่ตัดมาแค่ 1:45 ชั่วโมงที่วิ่ง)
.
ป.ล.หลังวิ่งเสร็จ ได้กินแตงโมไปสองสามชิ้น มาม่าสองสามคำ แล้วก็วุ่นวายกับการรับรางวัลนานมาก ได้กินจริง ๆ คือเที่ยงกว่า ๆ เติมสารอาหารเข้าร่างไม่ทัน ก็รู้สึกตึงเส้น ลามไปปวดหัว เกือบกินไม่ลง พอค่อย ๆ พยายามกินก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ตบท้ายด้วยกาแฟปั่นอีกแก้ว ฟินกันไป คราวหน้าต้องเตรียมตัวเรื่องโภชนาการให้ดีกว่านี้
.
ขอบคุณร่างกายนี้ ที่ยอมตามใจ ไม่งอแง(มากนัก)
ขอบคุณจิตใจนี้ ที่แข็งแรง ไม่นอยด์ทั้งเรื่องลืมนาฬิกา ทั้งเรื่องตึงน่อง
ขอบคุณครูดิน สำหรับพื้นฐานการวิ่งที่ดี #ไม่เคยลืมว่าพื้นฐานการวิ่งดีดีได้มาจากไหน
ขอบคุณโค้ชวินที่สร้างความแข็งแรงทั้งกายและใจมาโดยตลอด