วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Singapore Marathon 2013 : My first Marathon

วันนี้แล้วสินะ กับความตั้งใจที่อดทนซ้อมมาแรมเดือน .. ถึงเวลาปลดปล่อยแล้ว

ตรวจสอบก่อนเข้านอน .. ร่างกายพร้อม จิตใจพร้อม ขอให้คืนนี้นอนหลับเป็นสุขด้วยเถิด

ตื่นตามเวลาที่ตั้งปลุก ตีสองสี่สิบห้า .. ชีพจรเช้านี้อยู่ใกล้ ๆ ๖๐ ลุกมากินกล้วย อัลมอนด์ ดื่มน้ำ ซด 5
-hours energy ที่มีคนใจดีฝากมาให้ (ไม่กินก็เสียดายอะนะ) ถ่ายให้เรียบร้อย ตีสามสี่สิบห้าก็พร้อมออกจากโรงแรม

นัดกันกับน้องตั๊ก .. เพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมห้อง ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกัน .. ว่าจะจ๊อกจากโรงแรม
ไปยังจุดสตาร์ท ระยะเกือบสี่กิโลเมตร (จากแผนที่)

จ๊อกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดสตาร์ท เหงื่อซึมได้ที่ คนหนาตาแล้ว ถามเจ้าหน้าที่ถึงจุดฝากของ แล้ว
ทิ้งน้องตั๊กไว้ระหว่างทาง .. อ้อ ลืมเล่า ว่ามีพี่ช่างภาพท่านหนึ่ง ทักเราสองคนระหว่างทางและขอถ่ายรูป
เราสองมัวแต่งงว่าพี่เขารู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนไทย จนลืมถามชื่อพี่เค้า ลืมถามเว็บไซท์ด้วย ทีนี้จะ
หารูปเจอได้อย่างไรกัน

กว่าจะมาคิดได้ว่า ก็ใส่เสื้อ "สถาวร" ประกาศหราอย่างนั้น ใครเห็นก็ต้องรู้สินะว่ามาจากประเทศไหน

ถึงจุดฝากของก็ไปเข้าคิว ... แถวค่อนข้างยาว แต่มั่นใจในเจ้าหน้าที่ว่าน่าจะจัดการได้ดี ไม่น่าจะใช้
เวลามาก  ..แต่มันดันไม่เป็นอย่างที่คิด .. เข้าแถวรอฝากของจนตัวเย็น เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนเกือบ
ครึ่งชั่วโมงถึงจะได้ทิ้งของไว้ที่รถบรรทุกรับฝาก (งานนี้จัดจุดเริ่มต้นกับเส้นชัยคนละที่ จึงต้องขนของ
ขึ้นรถ เพื่อไปจุดรับของ ณ ปลายทาง) อาศัยได้ยืดเหยียดในแถว แต่ไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์ ใด ๆ เลย
นี่เป็นข้อผิดพลาดข้อที่หนึ่ง ซึ่งค่อนข้างร้ายแรง >.<

ฝากของเสร็จ ดูนาฬิกา อีกสองนาทีถึงเวลาปล่อยตัว รีบจ๊อกไปจุดปล่อยตัว เข้าแถวที่หางแถว และ..
ไม่ได้เข้าห้องน้ำอีกรอบก่อนเริ่มแข่งขันเหมือนที่วางแผนไว้ (ข้อผิดพลาดข้อที่สอง) แต่โชคดีที่ไม่
รู้สึกปวดท้องหรืออยากเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด  อย่างน้อย ก็ไม่ต้องกังวลในข้อนี้ก่อนเริ่มวิ่ง

ค่อย ๆ เดินตามฝูงชนจนถึงจุดสตาร์ท เวลาที่ข้อมือบอกให้รู้ว่า ล่วงเลยไปกว่าสิบห้านาทีแล้ว ออกวิ่ง
ด้วยเพซที่ไม่ได้ดังใจ และไม่สามารถทำเวลาตามแผนได้ จนกระทั่ง แปดกิโลผ่านไป >.<  ณ ตอนนั้น
ความหวังที่แอบหวังไว้ลึก ๆ ไม่ได้บอกใคร เริ่มเลือนลาง (แอบคิดว่าจะวิ่งได้ภายในสี่ชั่วโมง ซึ่งต้องวิ่ง
ด้วยอัตราเร็วคงที่ ที่ เพซ ๕:๔๐) สิบกิโลถัดมา พยายามประคองให้อยู่ในเพซ ๕:๔๐ ซึ่งก็ได้บ้าง ไม่
ได้บ้าง .. ก็ไม่เป็นไร เอาเท่าที่ได้ล่ะเนาะ

ผ่านครึ่งทาง .. แซง pacer เป้าหมายห้าชั่วโมงมาได้แล้ว  กลับตัวในสวนริมทะเล บรรยากาศดีมาก
อากาศกำลังดี แดดไม่ร้อนอย่างที่กังวลไว้ก่อนจะมา เมฆกลับครึ้มช่วยบังแดด มองออกไปทางซ้าย
เป็นเวิ้งทะเลกว้าง มีเรือลำใหญ่น้อยเป็นแบ็คกราวด์ ก็สิงคโปร์ เป็นเมืองท่านี่นะ .. ระหว่างทาง มีชาว
บ้าน(?) ยืนให้กำลังใจ บ้างมีกระติกน้ำแข็ง คอยยื่นน้ำเย็น ๆ ให้นักวิ่ง บ้างก็ยื่นน้ำหวานหลอด (ถ้าเกิด
ทัน มันคือโพลีสมัยข้าพเจ้ายังเด็กนั่นเอง) บ้างก็ปรบมือคอยเชียร์  .. Keep going, don't give up, go
ahead... blah blah

ซักกิโลที่ ๒๗-๒๘ แซง pacer สี่ชั่วโมงครึ่ง ก็ใกล้ถึงระยะหวั่นใจ คือซ้อมทีไร ขามันจะไม่ค่อยไหว
ช่วงนี้ทุกที แต่ก็ยังรักษาจังหวะ รักษาก้าววิ่งไปเรื่อย ๆ นาฬิกาเตือนครบกิโลเมื่อไหร่ ก็ก้มดูเพซที ก็รู้
ว่าแรงเริ่มตก แต่จังหวะก็ยังดีอยู่ .. นึกถึงที่เคยคุยกับ Berry ไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และหยิบเอาเทคนิค
"ตรวจสอบร่างกาย" มาใช้ คือแทนที่จะกังวลเรื่องเวลา ก็ให้ความสนใจไปกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
แทน ขายังไหว ลมหายใจยังสม่ำเสมอดีอยู่ หัวใจเต้นเป็นจังหวะ ไม่หอบเหนื่อยเกินไป .. รู้สึกดีกับตัว
เองมาก ๆ

พอเลยระยะ ๓๓-๓๔ ไปแล้ว ขาเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจดจ่อกับเวลาก็รังแต่จะเครียดไปเปล่า ๆ ดังนั้น
จึงบอกตัวเองว่า แปดเก้าโลต่อจากนี้ ขอวิ่งด้วยจังหวะที่รู้สึกสบาย ไม่เค้นร่างกายเกินไป คิดซะว่า ผ่าน
สมรภูมิอันยาวนานมาแล้ว ต่อจากนี้เป็นการจ๊อกผ่อนคลายก็แล้วกัน บอกตัวเองดังนั้นแล้วรู้สึกเลยว่า
ใจเบาขึ้น ร่างกายสบายขึ้น แล้วรักษาจังหวะต่อไป ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับทุกสิ่งรอบข้าง นาทีนั้น มี
ความสุขเหลือเกิน แถมช่วงท้าย ๆ นี้เทวดาก็พรมน้ำมนต์ให้ชื่นใจอีกด้วย รู้สึกดีจริง ๆ

ช่วงห้าหกกิโลสุดท้าย ต้องขึ้นสะพานสองช่วง จังหวะนี้ ถูกกลุ่ม pacer สี่ชั่วโมงครึ่งแซงกลับ (แถมเค้า
ยังเป่านกหวีดปรี๊ด ๆ พาให้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนยิ่งนัก ป่านนั้นบางกอกจะเป็นเยี่ยงไรบ้างหนอ) บน
สะพาน คนรอบข้างหยุดวิ่ง สลับเป็นเดินกันเป็นแถว .. แม้ขาจะอยากหยุด แต่ใจสั่งขาให้ไปต่อ เพราะรู้
ว่าถ้าหยุดแล้ว ความล้าทั้งปวงจะรุมโจมตีจนอาจตั้งตัวไม่ติด ควบคุมตัวเอง ให้จ๊อกต่อไป ไม่ต้องรีบ
ค่อย ๆ ไป แต่ไม่หยุด แม้จะมีความเจ็บปวดแทรกอยู่บ้าง คือเริ่มเจ็บปุ่มข้าง ๆ หัวเข่าซ้ายด้านนอก แต่
ก็บอกตัวเองว่า อีกนิด ถึงเส้นชัยก็ได้พักแล้ว ... ขาก็พาตัวเองไปจนถึงเส้นชัยจนได้แฮะ (แปลว่ากล่อมตัวเองสำเร็จ เย่ !!)



รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด ๔๒.๘ กิโลเมตร (ตามการ์มินที่ข้อมือ) ด้วยเวลา ๔ ชั่วโมง ๑๘ นาที ๑๘ วินาที
เวลาแยกแต่ละกิโลเป็นดังนี้

5:49 / 5:54 / 6:26 / 5:30 / 6:30 / 5:35 / 5:50 / 6:02 / 5:38 / 5:35 /
5:33 / 5:36 / 5:51 / 5:56 / 5:50 / 5:54 / 5:40 / 5:37 / 5:46 / 5:40 /
5:46 / 5:46 / 5:51 / 6:02 / 5:54 / 5:59 / 5:57 / 6:05 / 6:05 / 6:11 /
6:15 / 6:10 / 6:24 / 6:45 / 6:34 / 6:37 / 6:36 / 6:27 / 6:46 / 6:22 /
6:19 / 6:38 / 5:04 (810 m.)


ข้อผิดพลาดของการวิ่งในงานนี้

๑. วางแผนเอาเสื้อแห้งไปเปลี่ยน จึงต้องไปฝากของ ซึ่ง คนเยอะมาก แม้เจ้าหน้าที่รับฝากจะเยอะแต่ก็
ไม่พอ กว่าจะได้ฝาก ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมง อุตส่าห์จ๊อกวอร์มจากโรงแรมเป็นระยะเกือบสี่กิโลเมตร มา
รอฝากของจนตัวเย็น แถมไม่ได้ดริล ไม่ได้สไตรด์อีกตะหาก ถ้าครั้งหน้าจะมาวิ่งที่นี่อีก จะไม่ฝากของ
แล้ว วิ่งเสร็จ จ๊อกกลับโรงแรมก็ได้ ไม่ต้องกลัวตัวเปียกเหงื่อแล้วไปหนาวแอร์ในรถไฟฟ้า .. จำไว้เลย

๒. ผลสืบเนื่องจากข้อ ๑ ทำให้ไม่สามารถแทรกตัวไปยังจุด pacer ที่หมายตาไว้ได้ ต้องไปต่อท้ายแถว
กว่าจะถึงจุดสตาร์ทปาไปเกือบ ๑๕ นาที และด้วยความที่คนเยอะ ดังนั้น ๘ กิโลแรกไม่สามารถทำ
เวลาอย่างที่ตั้งใจไว้ได้เลย >.<

๓. ยังอึดไม่พอ ถ้าจะวิ่งมาราธอนอีก ต้องฝึกว่าจะทำยังไงให้ช่วง ๘-๙ กม. สุดท้ายยังสามารถรักษา
จังหวะไว้ได้ ไม่อยากอินกับคำว่า "ทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือก" อีกแล้ว อยากวิ่งให้เป็นสุข ๆ มันคง
ต้องซ้อมให้มากกว่านี้อีกสินะ

สิ่งดีที่เกิดขึ้นในการวิ่งครั้งนี้

๑. วิ่งได้ครบระยะโดยไม่ปวดฉี่ ข้าศึกไม่บุกเลย เป็นข้อดีมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ก่อนออกจาก
โรงแรม ถ่ายไปนิดเดียวและนั่นก็ทิ้งความกังวลไว้เล็กน้อย แต่ถึงเวลาวิ่งจริง ๆ กลับไม่มีอาการใด ๆ
...ขอบคุณความมหัศจรรย์ของร่างกายจริง ๆ

๒. อากาศดี เทวดาเป็นใจ อากาศไม่ร้อนเลย ไม่มีอาการขาดน้ำ เหงื่อออกตลอดทางก็จริง แต่มันไม่
ร้อนแสบผิวอย่างที่แอบกังวล

๓. ร่างกายเชื่อฟัง วิ่งจบแบบไม่เจ็บ (เจ็บจี๊ด ๆ มันก็ต้องมีบ้าง ใช้ร่างกายขนาดนั้น แต่แค่จ๊อกคลายใน
วันถัดมาก็ดีขึ้นจนเกือบไม่มีอาการใด ๆ หลงเหลือ) ยกความดีให้กับการซ้อมอันยาวนานที่ผ่านมา ยก
เป็นความดีของครูที่มอบแผนการซ้อมดี ๆ ให้

ว่าด้วยเรื่องสนามแข่ง ...

เกือบจะให้คะแนนสิบเต็มกับการจัดงานครั้งนี้ของสิงคโปร์ ตั้งแต่การรับสมัคร การรับเบอร์ รับเสื้อ ระบบ
tracking ต่าง ๆ การจัดทางวิ่ง การกั้นรถ ดีพร้อมไม่มีข้อติ มาพลาดนิดเดียวตรงการฝากของรับของ
เนี่ยล่ะ จุดรับของหลังจากวิ่งเสร็จของระยะฟูลกับระยะฮาล์ฟอยู่ไกลจากเส้นชัยมาก เท่านั้นไม่พอ ..
ไม่มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน ต้องถามสต๊าฟบ้าง ถามนักวิ่งบ้าง พอได้คำตอบว่าให้ไปใต้ดิน ก็ลงไปตาม
คำบอก เจอป้ายในสถานีใต้ดิน แต่ป้ายนั้นก็ไม่ได้มีความชัดเจนใด ๆ ไม่มีป้ายบอกว่าให้เดินต่อไปทาง
ไหน ต้องสุ่มลองผิดลองถูกในขณะที่ ขาก็ล้ามาก ณ นาทีนั้น ต้องเดินขึ้นลงบันไดหลายรอบ (บันได
เลื่อนไม่ทำงาน) กว่าจะได้ของ เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง  จากที่ตอนแรกกะว่าจะไปรอรับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่
จุดนัดพบบ้าง ก็พาลหมดอารมณ์ ตัดสินใจกลับโรงแรมเลย -_-''

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Bangkok Marathon 2013 : My 6th Half-Marathon

...ตอนแรกก็ว่าจะไม่บันทึก Half Marathon ในงานกรุงเทพมาราธอนครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๖ แล้วเชียวนะ แต่พอไปอ่านบันทึกคนนู้นคนนี้คนนั้น (ซึ่งคงไม่รู้ตัวว่าข้าพเจ้าไปแอบอ่าน) แล้วก็รู้สึกเสียดายถ้าจะไม่ได้บันทึก อะ เอาซะหน่อยแล้วกัน

ต้องขออรรถาธิบายเสียก่อนว่า ด้วยสาเหตุอันใดจึงจะไม่นับฮาล์ฟครั้งนี้

ข้อแรกก็คือ งานนี้ไม่ได้สมัครวิ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าแผนการซ้อมของครูดินจะเป็นอย่างไร กลัวขัดกับแผนซ้อมก็จะไม่เหมาะ .. มารู้สึกอยากวิ่งก็ใกล้วันแข่งซึ่งทางผู้จัดปิดรับสมัครไปแล้ว มีเพื่อน ๆ ในวงการวิ่งลงวิ่งงานนี้มากมาย บรรยากาศมันคึกคัก สุดท้ายได้บิบอนุเคราะห์มาจากพี่รุจน์ แห่ง shutterrunning ก็เลยขอแอบมาซ้อมตามตารางในงานได้อย่างไม่รู้สึกผิดมากนัก แม้จะไม่รู้สึกผิดมาก แต่มันก็รู้สึกว่า ไม่ควรจะนับการแข่งขันนี้เป็นการแข่งฮาล์ฟมาราธอนของตัวเอง เพราะแม้จะมีบิบ มีชิพ แต่มันก็ในนามคนอื่นนี่นา

ข้อสอง เมื่อวิ่งเข้าเส้นชัย พบว่าระยะวิ่งไม่ครบตามระยะฮาล์ฟมาราธอน การ์มินที่ข้อมือจับได้ระยะ ๑๙.๘ กม.เท่านั้น แม้ว่าหลังเข้าเส้น จะไปจ๊อกต่อให้ครบระยะก็ตาม

พอได้บิบอนุเคราะห์มาแล้ว ก็สองจิตสองใจว่าจะวิ่งอย่างไร โค้ชมาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊คว่า ให้วิ่งเต็มที่เหมือนแข่งไปเลยไม่ต้องเข้าตาราง ไอ้อิฉันก็เห็นว่า วิ่งก็ไม่ได้ในนามตัวเอง จะวิ่งเหมือนแข่งไปเพื่ออะไร (อันนี้โค้ชคงไม่รู้ ถึงได้จะให้วิ่งแข่งจริงจัง) เกิดฟลุคเข้าเส้นชัยด้วยเวลาดี ติดถ้งติดถ้วยกับเค้าขึ้นมาก็จะมีปัญหาตามมาอีก (ฮ่า ๆ นึกว่าตัวเองเก่งอีกตะหาก มาดูเวลาทีหลัง โอ้ แม้สถิติที่ดีที่สุดของตัวเองก็ยังห่างไปหลายขุม) เคยว่าคนอื่นไว้ในกรณีแบบนี้ เราเองก็ไม่ควรทำ คิดได้ดังนั้นแล้วจึงตัดสินใจ วิ่งตามแผนการซ้อมแล้วกัน

ถึงสนามตั้งแต่ตีหนึ่งครึ่ง เพราะตั้งใจไปส่งเพื่อน ๆ ที่ลงมาราธอนแรก ได้เจอเส่งกับอาปู เจอทีมเครซี่รันนิ่ง (พี่เล็ก เฮียลิป โอ ... ใครอีกก็ไม่รู้ รู้จักแค่นี้ ซึ่งที่เจอนี่คือคนที่มาส่งเพื่อนวิ่งมาราธอนเช่นกัน) ก็เลยเกาะ ๆ อยู่ด้วยเพื่อบรรเทาความเหงาของตัวเอง

ตีสองปล่อยตัวมาราธอนแล้วก็ว่าง ทำอะไรดีล่ะทีนี้ นั่งง่วง ๆ ไปซักแป๊บ เจอ เฮียโอะมาชวนไปถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระทึก แล้วก็เจอฮั้ว(ซึ่งวันก่อนหน้าดันไข้ขึ้น) พี่ ๆ เพื่อน ๆ นักวิ่งก็ทยอยกันมาเป็นลำดับ

แผนการซ้อมตามตามรางของวันนี้ก็คือ วิ่ง ๕ กม. * ๓ จ๊อก ๓ นาทีระหว่างเที่ยว

หมายใจไว้ว่า ๒ กม.แรกให้เป็นการวอร์ม เพราะมองแล้วว่าคนเยอะแบบนี้ คงแทรกตัวยาก ค่อย ๆ จ๊อกไปก่อน พอขึ้นสะพานค่อยทำสไตรด์ซักสี่ห้าเที่ยว แล้วค่อยเข้าตาราง พอจบตารางก็จ๊อกคูลให้ครบระยะ ก็จะได้ระยะฮาล์ฟพอดี ๆ

ออกตัวท้ายแถว ได้ยินโฆษกประกาศว่ามีผู้แข่งขันระยะนี้ประมาณเจ็ดพันคน โอ้ เยอะมากจริง ๆ คิดถูกแล้วที่จะไปวอร์มในสนาม ค่อย ๆ ออกตัวพร้อมน้องตี่ ที่จับพลัดจับผลูมาขอวิ่งฮาล์ฟแรก(ของน้อง)ด้วย ค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จังหวะลงสะพานปิ่นเกล้า ก่อนขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนี ก็มีขบวนแว้นซ์สามสี่คัน พยายามปาดจากเลนขวาสุดมาซ้ายสุดเพื่อออกจากสะพาน งงมากว่ามาได้ยังไง ไม่เข้าใจระบบการกันรถของเจ้าหน้าที่เลย นักวิ่งท้ายแถวเลยได้สูดไอเสียเข้าไปเต็มปอด กรรมจริง ๆ

หลังจากขึ้นทางยกระดับไปได้สักพัก ก็ชวนน้องสไตรด์ กะระยะประมาณ ๖๐-๘๐ เมตร แทรกผู้คนอันเนืองแน่นเต็มเส้นทาง ครบระยะก็จ๊อกชะลอ มีพี่ผู้หญิงคนนึงวิ่งแซงไปตอนจังหวะชะลอนี้ แล้วพี่เค้าก็หันมาแซวว่า "ตะกี๊เห็นยังพลิ้วอยู่เลย" พี่เค้าคงคิดในใจ ว่าได้แค่นี้เหรอยะหล่อน

พอสไตรด์ครบ ๕ เที่ยว เครื่องเริ่มติด ก็ส่งสัญญาณกะน้องตี่ ไปกัน ชุดแรก เริ่มได้
ความเร็วชุดแรกเป็นดังนี้
5:19 / 5:17 / 5:09 / 5:05 / 5:07

ผ่านจุดให้น้ำไปสองจุดโดยไม่ได้แวะ เพราะไม่อยากเสียเวลาในระยะห้ากิโลที่ตั้งใจวิ่งเต็มที่ ในใจคิดว่า ไม่เป็นไรน่า ตอนซ้อม วิ่งสิบโลไม่จิบน้ำเลยยังทำได้ นี่ก็ออกตัวตั้งแต่ตีสี่ ยังไม่ร้อน ร่างกายยังไม่ขาดน้ำหรอก  (ก็ปลอบตัวเองไป)

เสร็จแล้วจ๊อก ๓ นาที ก่อนเริ่มชุดใหม่
ชุดที่สองได้ความเร็วดังนี้
5:01 / 5:13 / 5:05 / 5:11 / 5:07

จังหวะจ๊อกของชุดที่สอง ก่อนขึ้นชุดสาม เป็นช่วงกลางสะพานพระรามแปด เจอพี่ตุ้ม (shutterrunning) ก็เทคแอคชั่นสู้กล้องไปหนึ่งแชะ โชคดีจริง ๆ ที่เป็นจังหวะจ๊อก ก็เลยได้ภาพงาม ๆ มาเก็บไว้ในอัลบัม

ถ่ายรูปเสร็จ จ๊อกอีกแป๊บ ก็ได้เวลาลุยชุดที่สาม
ความเร็วเป็นดังนี้
5:02 / 5:05 / 5:12 / 5:10 / 5:02

รอบนี้เจออาปูที่ลงมาราธอน(แรก)ด้วย นี่ก็คงเป็นไม่กี่กิโลสุดท้ายของอาปู วิ่งเร็วจริง ๆ
หลังจากนี้ วิ่งสบาย ๆ อีกกิโลกว่า ๆ เท่านั้นก็ถึงเส้นชัย ผิดคาดไปหน่อย นึกว่าจะได้จ๊อกคูลซักสองสามกิโล ระยะไม่ครบ ชวนกันกับน้องตี่ วิ่งให้ครบระยะฮาล์ฟ  .. ฮาล์ฟแรกของน้องจะได้สมบูรณ์  จบระยะฮาล์ฟด้วยเวลา ๒ ชั่วโมง ๖ นาที ๑๙ วินาที

วันนี้ได้น้องตี่มาวิ่งเป็นเพื่อน การมีเพื่อนวิ่งด้วยทำให้รู้สึกสนุกขึ้นมาก มันจึงเป็นการซ้อมที่สนุก มีความสุข ไม่เครียด ไม่กดดันใด ๆ เลย :D

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Mizuno River Kwai 2013 : My 5th Half-Marathon

Mizuno RiverKwai 2013 (32th) เป็นฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 5 ของข้าพเจ้า

อยากจะได้อารมณ์วิ่งไปเที่ยวไปลุยไป  ก็เลยคุยกันกับเดอะแก๊ง ว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ รถเราก็ไม่มีขับ ไอ้ครั้นจะบากหน้าไปขออาศัยรถใครอื่นเขา ก็เกรงใจ อย่ากระนั้นเลย การรถไฟไทยอุตส่าห์มีโปรโมชั่นรถไฟฟรี .. เรานั่งรถไฟชิล ๆ ไปเที่ยวเก็บเกี่ยวอารมณ์ ปู๊น ปู๊น ฉึกฉัก ฉึกฉัก กันเถิด

นัดกับหลินตีห้าครึ่งแถว ๆ บ้าน แล้วจับแท็กซี่ไปสถานีรถไฟบางกอกน้อย (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น"สถานีธนบุรี"แล้ว) ..จากข้อมูลที่สืบมา รู้ว่า รถไฟออก ๗:๕๐ นาฬิกา แต่ต้องไปถึงก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง เพื่อไปติดต่อรับตั๋วฟรีก่อน ก็เลยไปกันตั้งแต่ไก่(ยังไม่ทัน)โห่  ไปถึง รับตั๋ว แล้วไปหาข้าวกิน ตรงนั้นเป็นตลาดใหญ่มาก มีของสดขายเยอะแยะ สารพัดสิ่ง เลือกข้าวแกงได้ร้านนึงก็จัดคนละจานกับพี่หลิน ระหว่างกินข้าว เห็นหลวงพี่ผ่านมาหลายรูป เลยได้โอกาสตักบาตรด้วย

กินเสร็จก็ช็อปปิ้ง ซื้อกล้วยกับแอปเปิลเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ ซื้อนมถั่วเหลืองเพิ่มโปรตีน ซื้อกระดาษทิชชู่เพิ่มความสะดวกยามเข้าห้องน้ำ ระหว่างช็อป พี่อี๊ดโทรมาบอกว่าถึงสถานีแล้ว ก็เลยบอกให้พี่อี๊ดหาอะไรกินเลย เราสองอิ่มกันแล้ว พี่อี๊ดถามว่าอยู่ไหน ฝั่งตลาดหรือฝั่งสถานี ก็ตอบพี่อี๊ดไปว่าเราอยู่ฝั่งตลาดกัน

พอกลับมาถึงสถานี เดินหาพี่อี๊ดก็ไม่เจอ ก็เลยโทรหาพี่อี๊ดอีกรอบ คราวนี้ชักเอะใจ เอ๊ะ ทำไมพี่อี๊ดพูดถึงสถานี BTS ทำไมพูดถึง ATM กสิกร ว่าตั้งอยู่ปากซอย เอ๊ะซอยไหนอะไรยังไง ย้ำกับพี่อี๊ดว่า สถานีธนบุรีนะ บลา บลา บลา กว่าพี่อี๊ดจะรู้ตัวว่าพี่อี๊ดไปสถานีวงเวียนใหญ่  ... ผิดแล้ว !!!

ตอนนี้ก็ลุ้นระทึกกันแล้วสิฮะ เพราะว่า ณ ขณะนั้นเจ็ดโมงครึ่งแล้ว อีกยี่สิบนาทีรถไฟออก พี่อี๊ดจะมาทัน
มั้ยน้าาาา

ในที่สุด พี่วินก็มาส่งพี่อี๊ดได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด .. จากนั้นอีกไม่กี่นาที การเดินทางโดยรถไฟของสามเราก็เริ่มต้นขึ้น

สภาพรถไฟ เคยเก่าอย่างไรก็ยังเก่าอยู่อย่างนั้น ฝุ่นจับเก้าอี้อย่างหนา กระดาษทิชชู่ที่ซื้อมามีประโยชน์ตอนนี้เอง เช็ดขึ้นมานี่อย่างดำ (และขอบอกว่านั่งลงไปแล้วด้วยถึงได้รู้สึกว่าต้องเช็ด -_-'') พื้นรถไฟผ่านการทำความสะอาดมาหมาด ๆ คือมันหมาดมากจนเกือบจะเรียกว่าแฉะ .. ก็ยังดีที่นั่งไกลจากห้องน้ำพอควร จึงไม่มีกลิ่นแอมโมเนียโชยมารบกวนใจ


 
เวลาผ่านไปไวมาก... ๖ ชั่วโมงก็แล้ว เรายังไม่ถึงสถานีน้ำตก อันเป็นจุดหมายปลายทาง แถมฝนยังโปรยปรายมาตั้งแต่สถานีวังเย็น โปรยมาเรื่อย ๆ มาหนักเอามาก ๆ ที่สถานี "เกาะมหามงคล" แผนที่วางเอาไว้ว่าจะแวะกินแกงป่าร้านครัวลุงรัตน์ตามรอยกล้วยม้วนก็ชักจะจางไปทุกที

ในที่สุด เราก็มาถึงสถานีน้ำตก ณ เวลาบ่ายสองครึ่ง เลทไปเกือบสองชั่วโมง พอ-พอกับสถิติระยะฮาล์ฟของอิฉันเลยทีเดียว

ที่สถานี มีคุณพี่ผู้ชายท่านหนึ่งกางร่มมาสอบถามว่าจะไปไหนกัน มีรถหรือยัง จะกินข้าวมั้ย ฯลฯ ช่างมีน้ำจิตน้ำใจยิ่ง หลังจากคุยกับพี่เค้าสองสามคำ เมื่อพบว่า หากจะเหมารถไป "ครัวลุงรัตน์" (ซึ่งห่างจากสถานีน้ำตก ย้อนกลับไปในเมืองอีกประมาณ ๘๐ กม.) ละก็จะต้องเสียค่าเหมารถประมาณ ๑,๐๐๐ บาท สามเราก็เปลี่ยนใจ หาอะไรกินแถวสถานีก็ด้ะ ก็ไปร้านของพี่เค้าแหละ สั่งอาหารมาสามสี่อย่าง ข้าว ๑ โถ .. ถูกแล้ว!! สามสาวตัวน้อย ๆ เนี่ยแหละ สั่งเป็นโถ แถมยังกินกันซะเกลี้ยงโถเลยด้วย อย่าได้ประมาทนักวิ่งอย่างเรา วะฮ่า

กินเสร็จ ก็เหมารถพี่เค้าเข้าไปที่โรงแรมริเวอร์แคววิลเลจ จัดการรับ bib เรียบร้อยแล้วเข้าห้องพัก จัดของ พักผ่อน แล้วออกมากินมื้อเย็น ตอนใกล้ ๆ ทุ่ม

เนื่องจากยังอิ่มต่อเนื่องจากมื้อกลางวัน มื้อนี้เลยจัดสลัดไปสองจานเพื่อเพิ่มไฟเบอร์ เสริมโปรตีนด้วยไข่(ขาว)ต้ม จัดไฟเบอร์หนักขนาดนี้ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้คลอดง่าย ๆ ก่อนไปวิ่ง ไม่ต้องบิลท์กันนาน

ตัดภาพมาที่ตอนเช้า .. ตื่นตามเวลาที่ตั้งปลุกไว้ แต่งตัวในชุดนักวิ่ง พร้อมรบ ออกไปที่ล็อบบี้เพื่อที่จะพบว่า มีนักวิ่งจำนวนมากรอขึ้นรถที่ทางโรงแรมจัดบริการรับส่ง ณ จุดสตาร์ท ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปกันเอง ไม่รอรถ ถือเป็นการวอร์มไปในตัว ในเมื่อทางวิ่งเป็นเนิน ก็จงวอร์มอัพด้วยเนินไปเลยละกัน ฮ่า ๆ



วันนี้ตั้งใจทำเวลา จึงชวนหลินไปเป็นนักวิ่งแถวหน้า ๆ ด้วยกัน เจอพี่วิเชียร น้องพลอย น้องนัท ณ จุดนั้น พอให้อบอุ่นใจ พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ก็ก้าวไปด้วยสเต็ปตัวเอง ซักพัก พี่กล้วยปั่นก็แซงขึ้นมา พร้อมกับเตือนว่า อย่าเพิ่งออกตัวแรง เก็บไว้ก่อน ๆ ทางเป็นเนินขึ้นตลอดห้าโลแรก .. ก็น้อมรับมาใส่ใจ แต่ยังคงวิ่งตามสเต็ปตัวเองอยู่ กิโลแรกทำเวลาไว้ที่ ๕:๐๘ เพราะมันยังไม่เนินจริง พอเข้ากิโลสองเท่านั้นแหละ เนินมาแล้วค้าบ เวลาตกลงไปที่ ๕:๒๓ ดูเวลาตอนจบกิโลสามแล้วใจยิ่งหายวาบ เพซตกลงอย่างแรง ปาไปเกือบหกแน่ะ แต่ก็ยังวิ่งได้เรื่อย ๆ ไม่ถึงกับหมดใจ บอกตัวเองว่า คงคล้าย ๆ งานพัทยาแหละน่า เดี๋ยวพอถึงขาลง คงทำเวลาคืนกลับมาได้บ้าง

ห้ากิโลแรกเป็นอย่างที่พี่กล้วยปั่นบอกไว้ ทำเวลาไม่ได้เลย ผลที่ได้เป็นดังนี้
5:08.3 / 5:22.6 / 5:48.8 / 5:30.5 / 5:48.8 /

พอพ้นห้าโลไปแล้วค่อยสวยหน่อย เวลาห้าโลถัดมาจึงได้ดังนี้
5:16.3 / 4:52.1 / 5:02.0 / 5:01.5 / 5:04.6 /

พ้นสิบโลได้หน่อยก็ถึงจุดกลับตัว หลังจากนี้ก็มีเสียงเชียร์จากคนนู้นคนนี้อีกตามเคย  ขอบคุณกองเชียร์ที่ทักทายและให้กำลังใจกัน พอสวนกับเจา เจาก็นับคู่แข่งเพศหญิงให้อีกแล้ว (พี่นกที่เจ็ดครับ) กำลังใจก็เริ่มมา สิบเอ็ดกิโลท้าย ทำเวลาได้ดังนี้
4:50.1 / 5:22.5 / 5:11.1 / 5:21.0 / 5:11.1 /
5:10.8 / 5:00.5 / 5:01.6 / 5:02.1 / 5:08.3 / 4:45.4 / 2:07.1(400 m.)

กิโลสุดท้ายนี่แบบว่า กดสุดตัว แต่ยังแซงผู้มาถึงก่อนไม่ทันอยู่ดี
รายการนี้วัดผลการแข่งขันจากชิป ดังนั้น เมื่อเข้าเส้นชัยแล้ว ต้องรอการประมวลผลเสร็จก่อน กรรมการจึงนำผลมาติดที่บอร์ด ผู้แข่งขันมีหน้าที่ไปส่องผลด้วยตนเองก่อนไปรายงานตัว ผลที่ได้คือ เข้าอันดับสี่ของรุ่นอายุ ๑๖-๓๙ ปีด้วยเวลา  ๑ ชั่วโมง ๕๐.๓๕ นาที



และ อะแฮ่ม นอกจากจะได้ถ้วยจากงานนี้แล้ว ยังได้ถ้วยทองจากทั่นเอนโดมอนโดด้วยน้าาา กิกิ (ถ้านับระยะฮาล์ฟ ทั่นเอนโดบันทึกผลให้ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๒๐ วินาที ดีขึ้นจากของเดิมที่พัทยา ๑๘ วินาที เฉลี่ยกิโลละไม่ถึงวิ - ฮ่า ๆ)

ป.ล. งานนี้วิวสวยมาก วิ่ง ๆ อยู่แล้วเงยหน้าไปเห็นแถบหมอกสีขาวพาดผ่านภูเขาสูงสีเขียวที่ตระหง่านเป็นแบ็คกราวด์อยู่เบื้องหลังนี่มันช่างฟินนนนนนน :D อากาศก็แสนจะดี มีฝนลงโปรยปราย ณ กิโลที่ ๑๘ กว่า ๆ เย็นสบาย ไม่ถึงกับเปียก

ป.ล. ๒ งานนี้ได้วอร์มนิดเดียว แค่เดินมาที่จุดสตาร์ตกับจ๊อกอยู่กับที่อย่างเบา ๆ ตอนรอรถก่อนตัดสินใจเดิน แถมยังไม่ได้สไตรด์ แทบจะไม่ได้กายบริหารอีกด้วย .. โค้ชบอกว่า อันตรายมาก จำไว้ว่าคราวหน้าต้องจัดการเรื่องวอร์มให้ดีกว่านี้

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pattaya Marathon 2013 : My 4th Half Marathon


ตั้งใจทำ new PB ระยะฮาล์ฟ (ของเก่าทำไว้ ๑ ชั่วโมง ๕๕ นาที)  อยากทำให้ได้ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาทีด้วย เพราะว่ามันเป็นหนึ่งในปณิธานที่ตั้งใจ ว่าจะทำให้ได้ภายในปีนี้ (อีกหนึ่งคือ วิ่ง ๑๐ กม. ให้ได้ต่ำกว่า ๕๐ นาที)

ก็เลยคำนวณไว้สองแบบ คือ

๑. ๑๐ กม.แรก ที่ ๕:๑๐ อีก ๑๐ กม.
ถัดมาเร่งนิดนึงที่ ๕:๐๕ แล้วกม.สุดท้ายซัดเต็มที่
จะปริ่ม ๆ เป้าหมายพอดี (แบบนี้จะได้ทั้ง new PB และตามปณิธาน)


๒. ๑๐ กม. แรก ที่ ๕:๑๕ , ๑๐ ถัดมาที่ ๕:๑๐ และ กม.สุดท้ายมีเท่าไหร่ใส่หมด
แบบนี้จะไม่ได้ตามปณิธาน แต่จะได้ new PB  


ผลที่ได้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้เลย  >.<

ตื่นตีสามสี่สิบ ลุกมากินกล้วยน้ำว้าไป ๓ ผล ดื่มน้ำตาม เพื่อผลด้านการขับถ่ายล้วน ๆ ออกจากโรงแรมตีสี่ครึ่งพร้อมหลินกับพี่อี๊ด เดินมาจนเกือบถึงจุดสตาร์ท ปรากฏว่าทำพี่อี๊ดหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ด้วยความที่คนเยอะ และใกล้เวลาปล่อยตัวแล้ว จึงปล่อยพี่อี๊ดไว้เบื้องหลัง ชวนสมันหลิน (ผู้ซึ่งตั้งใจทำ new PB เช่นกัน) แทรกตัวไปใกล้ ๆ เส้นปล่อยตัว น่าจะอยู่ประมาณแถวที่ ๑๐

ออกตัวไม่เร็วมากที่เพซห้ากว่า ๆ แล้วก็เร่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนจบกิโลแรก ดูนาฬิกาถึงได้รู้ว่าซัดไปที่ ๔:๔๕ กำลังใจมาเป็นกอง พอขึ้นกิโลสอง เอ๊ะ ทำไมมันหนืด ๆ เหมือนวิ่งไม่ค่อยไป จบกิโลสองดูนาฬิกา ตายละวา มันเกินเป้าแรกไปละ (กม. ๒ อยู่ที่ ๕:๑๖ ซึ่งถ้าหวังเป้าแรก แต่ละ กม. ไม่ควรเกิน ๕:๑๐--ทำใจ ๆ เอาเป้าที่ ๒ ก็ด้ะ) ยังแอบคิดปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรน่า ถือว่าถัวกับกิโลแรก ยังได้อยู่ ....

กิโลสามหนักกว่าเดิมอีก ปาไป ๕:๒๐ ทำเอาใจเสียเลย แง ๆ จะได้ new PB กับเค้ามั้ยเนี่ย รู้ซึ้ง ณ บัดเดี๋ยวนั้นว่า ที่เขาว่ากันว่าสนามนี้เนินโหด มันโหดเยี่ยงนี้นี่เอง คือวิ่ง ๆ ไปเนี่ย ไม่ได้รู้สึกเหมือนจะวิ่งขึ้นเนิน แต่มันหนืดมากกกก ก้าวขาไม่ค่อยจะออกเลย กิโลสี่ เป็นขาลงเนิน ก็ลงด้วยจังหวะต่อเนื่องจากตะกี๊ แต่ความที่เป็นขาลง ทำเพซต่ำกว่า ห้าอีกครั้ง ก็เลยคิดได้ว่า สนามนี้คงจะเป็นเช่นนี้ คงทำความเร็วได้ช้าเร็วสลับกันแ บบนี้แหละ บอกตัวเองว่าอย่าได้ใจแป้วไปอีก

พอถึงจุดกลับตัว กิโลที่ ๑๑ เห็นกรรมการชะโงกหน้าดูหมายเลข Bib เรา ก็ใจมาเป็นกอง คิดว่าคงติดอันดับกับเค้าบ้างล่ะน่า สนามนี้ใจดี แจกถ้วยตั้ง ๗ ใบต่อรุ่นอายุ ลุ้น ๆ ๆ ที่ ๗ ก็ยังดี    

พอซักกิโลที่ ๑๓ - ๑๔ ชักรู้สึกล้า ๆ ที่ต้นขา สงสัยไกลโคเจนจะหมด ควัก energy gel มาเติมน้ำตาลให้ตัวเอง (ไม่รู้ว่าจริง ๆ มันช่วยมั้ย แต่อย่างน้อยมันให้ผลทางด้านควา มรู้สึกนะคะ - ด้วยความที่มันรสหวาน ก็เลยบีบใส่ปากทีละน้อย จนเข้าเส้นชัยเพิ่งหมดไปครึ่งซอง) มารู้สึกแย่ ๆ อีกครั้งตอนกิโลที่ ๑๗ เนินยาวมาก ขาก้าวไม่ออกเลย เพซตกลงไปเกือบ ๖ ... อะไรกัน หมดแล้วหรือไร ... ในใจนึกย้ำตัวเองว่า อย่านะ แค่อย่าหยุดก้าวก็พอ ถ้าเธอหยุดเมื่อไหร่ ๑๖ กิโลที่อุตส่าห์วิ่งมาจะหมดความหมายไปเลยนะ หลับตา ดึงส้นเข้าหาก้น ก้าวไปเรื่อย ๆ นับหนึ่งสองสามสี่ อีกนิด อีกนิด อีกนิด แล้วก็จบระยะ ๒๑.๓๕ ที่ เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๕๑ นาที ดีใจทำ new PB ได้ .. ดีใจยิ่งกว่าเมื่อได้ป้ายอันดับ (แม้จะผิดไปหน่อยเพราะเกิดความสับสนรางวัล over all กับนักวิ่งต่างชาติ)

สุดท้าย ได้ถ้วยรองชนะเลิศอันดับ ๕ (ก็คือเข้าที่ ๖) มาฝากครูและเพื่อน ๆ สมันค่ะ

ขอบพระคุณครู Sathavorn Din ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุก ๆ ครั้ง
ขอบพระคุณครู  Karoon Janphongsri ที่โพสต์ข้อคิดให้หนูแอบเก็บไปใช้ รวมถึงแรงเชียร์และกำลังใจด้วยค่ะ
ขอบคุณพี่แอร์ Phanarat Maneewan /พี่ขุน Thawatchai Maneewan ที่ทบทวนวิชาวิ่งขึ้นเนินให้อีก รอบสด ๆ เมื่อคืนนี้ มันช่วยนกได้เยอะมากค่ะ
ขอบคุณสมันรุ่นพี่ และเพื่อนสมันสำหรับกำลังใจ ไม่ได้แรงเชียร์ ก็ไม่มีแรงก้าวต่อจริง ๆ ค่ะ
ขอบคุณทุกเสียงเชียร์ตั้งแต่ตอน ออกตัว และมาเป็นระยะระหว่างทาง ได้ยินทุกเสียง ขออภัยที่ทำได้แค่ยกมือให้สัญญาณ
ขอบคุณสมันหลิน หลิน เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย ที่อยู่รอรับถ้วยด้วยกันจนเกือบ อดข้าวเช้าที่โรงแรม  


สนามนี้โหดมาก แต่ก็สนุกมาก .. มีกลับมาอีกแน่นอน (ถ้าทำใจเรื่องความสับสนที่เกิดขึ้นขณะรอรับรางวัลได้อะนะ)

ป.ล. ข้าพเจ้ายังไม่หลุด concept Green Runner ถือถ้วยใบไม้วิ่งตลอดงานนะคะ
ผลการวิ่งเป็นเช่นนี้

4:45 / 5:14 / 5:20 / 4:50 / 5:02 / 5:16 / 4:49 /
5:14 / 5:02 / 5:24 / 4:52 / 4:56 / 5:06 / 5:04 /
5:16 / 5:15 / 5:55 / 5:07 / 5:32 / 5:34 / 5:35


สามกิโลท้ายนี่เห็นได้ชัดว่าหมดจริง ๆ เร่งยังไงก็ไม่ขึ้นอีกเลย ** และเหนือความคาดหมายมาก สามารถวิ่งต่ำกว่าเพซห้าได้ในบางช่วง ทั้ง ๆ ที่เป็นระยะฮาล์ฟ ต้องขอบคุณการบ้านที่ครูดินให้ ทำให้รู้ว่า เพซต่ำกว่า ๕ ต่อเนื่อง ๑ กม. ก็ไม่ได้ยากเย็นนัก และมันไม่ถึงตาย _/|\_   

ป.ล. ๒ โหลดผลเข้า endomondo จึงเห็นว่าทำตามปณิธานสำเร็จไปแล้ว เพราะว่าสนามนี้ ระยะเกินฮาล์ฟไปประมาณ ๒๐๐ เมตรเศษ พอตัดเหลือระยะฮาล์ฟจริง จึงได้ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๓๘ วินาที โว้เย

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Laguna Phuket Marathon 2013 : My 3rd half Marathon


เตรียมตัวก่อนเดินทาง..

ด้วยความที่ช่วงนี้งานเข้า ไม่สามารถจะรีบกลับไปอาบน้ำที่บ้านได้
ดังนั้นจึงต้องแพ็คกระเป๋าออกมาจากบ้านเลย
ที่สำคัญคือ เดินทางออกจากกรุงเทพค่ำวันศุกร์
กลับมาเช้าวันจันทร์ต้องไปประชุมอีกออฟฟิศนึง
ก็เลยต้องแบก laptop ไปด้วย

ค่ำวันศุกร์

ออกจากออฟฟิศหกโมงครึ่ง เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะที่เตรียมมา
เอา laptop ใส่กระเป๋าแยก รวมทั้ง adaptor และ mouse
แบกเป้บนหลัง ขึ้นรถตู้ที่ตึกเพื่อไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ระหว่างทาง เจอน้องในวงการ(วิ่ง)พอดี เลยเมาท์กันมาจนถึงสถานีลุมพินี
ก็ขึ้นไปหารถบัสที่นัดกันไว้ว่าจะจอดแถววิทยุ

ไปถึงเกือบสองทุ่ม ตามกำหนดการล้อจะหมุนสองทุ่มครึ่ง
เวลาเหลือ ก็เลยไปอาบน้ำที่สวนลุม
ได้ล้างเหงื่อ ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ๆ หอม ๆ ก็ค่อยสบายตัวหน่อย
มีพลังสู้กับการเดินทางอันยาวนาน

วันเสาร์

รถบัสถึงภูเก็ตสิบเอ็ดโมง แวะสักการะหลวงพ่อแช่มวัดฉลอง
วัดคู่บ้านคู่เมืองภูเก็ตชนิดที่เรียกว่าถ้าไม่ได้แวะก็เหมือนมาไม่ถึงภูเก็ต
ได้ไหว้พระพอเป็นสิริมงคลแล้ว ก็ไปแวะกินข้าวกันตามอัธยาศัย
กว่าจะไปถึงโรงแรม ก็เกือบบ่ายสาม เช็คอิน วางข้าวของ แล้วรีบออกไปงาน expo
คือนักวิ่งทุกคนต้องไปลงทะเบียนรับ bib (เบอร์วิ่ง) และชิพที่ใช้วัดระยะทาง ที่งาน
นอกจากนั้น ยังมี พาสต้าปาร์ตี้สำหรับนักวิ่งทุกคน ที่ซื้อบัตร (ซึ่งอันนี้รวมอยู่ในค่าทริปแล้ว)

กว่าจะเสร็จก็ทุ่มเศษ กว่าจะถึงห้องสองทุ่มกว่า ๆ
อิชั้นออกไปจ๊อกรอบสระน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง
ต่อด้วยกายบริหาร และ ยืดเหยียด
ก่อนจะเข้ามานอนยกขาสูงในห้อง ๒๐ นาที
ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจากโค้ช :)

วันแข่ง

ตื่นตีสี่
อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อแล้วออกจากโรงแรม
รถบัสมารับไปที่ลากูน่า อันเป็นจุดปล่อยตัว
ไปถึงก็ทักทายเพื่อน ๆ แล้วก็แวบไปจ๊อกกิ้งวอร์มอัพ
จ๊อกซักพักก็ปวดฉี่ (ทั้ง ๆ ที่ฉี่ก่อนออกจากโรงแรมแล้ว)
ก็เลยคิดว่าน่าจะเข้าห้องน้ำซักรอบ
ตอนนั้นเหลือเวลาอีก ๒๐ นาทีก่อนปล่อยตัว

คิวเข้าห้องน้ำยาวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
อดทนเข้าคิวได้ ๑๐ นาที ยังไปไม่ถึงครึ่งทาง
ตัดสินใจไม่เข้าห้องน้ำละ ไปเตรียมตัวที่จุด start
ไปยืดเหยียดตรงนั้นอีกแป๊บนึง
คิดว่าพอวิ่ง ๆ ไป เหงื่อออกก็คงหายปวดฉี่พอดีแหละ

ออกตัวกิโลแรก สบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ได้คิดเร่ง
เพราะว่าโดยปกติ กิโลแรกนี่คนเยอะมาก ยากจะแทรกจะแซงอยู่แล้ว
ก็วิ่งตามสเต็ปตัวเอง ไปเจอน้องตั๊กอยู่ข้างหน้า ก็เข้าไปทัก
คุยกับตั๊กแว้บนึง แล้วก็ทิ้งน้องไว้ข้างหลัง
คือ .. ถ้าวิ่งช้าไปเรื่อย ๆ มันจะผิดจังหวะตัวเอง และ อาจเมื่อยกว่าก็เป็นได้

กิโลถัดมาจึงวิ่งเร็วขึ้น ต่อเนื่องมาจนกิโลที่หก พักดื่มน้ำ + หายใจ นานไปหน่อย เพซตกไปที่ ๖ เลย
ระหว่างทาง วิ่งไปก็เสพอากาศสดชื่นที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงไป
มีบางหนที่เจอรถวิ่งพ่นควันพิษใส่ ก็ปิดจมูกกันไป

ระยะฮาล์ฟสำหรับสนามนี้ถือว่ากำลังดี
มีเนินบ้างเล็กน้อยไม่มากมาย เนินสุดท้ายที่เจอเป็นเนินสูงสุด
ซึ่ง แอบใช้เทคนิคครูการุณ โดยการเร่งก่อนถึงเนิน
ก่อนขึ้นเนินก็ชะลอความเร็วลง จ๊อกเหยาะ ๆ ไปเรื่อย ๆ
จังหวะลงเนินก็ไม่ปล่อยไหล เนื่องจาก จะทำให้ความเร็วพุ่งมากไปและหัวใจอาจเต้นเร็วเกิน เป็นอันตรายได้

ตอนเห็นป้าย อีก ๑๐๐๐ เมตร อีก ๕๐๐ เมตร count down มาเรื่อย ๆ
ยิ่งมีแรงเร่งเข้าไปอีก เวลาสอง-สามกิโลท้ายจึงเร็วกว่า ๕ กิโลก่อนหน้า ค่อนข้างมาก

ผลการวิ่งรวมเกือบ ๒๑ กิโลเมตร เป็นดังนี้

6:12 / 5:39 / 5:28 / 5:25 / 5:34 / 6:02 / 5:49 / 5:30 / 5:42 / 5:38 /
5:38 / 5:34 / 5:33 / 5:55 / 5:41 / 5:57 / 5:40 / 5:52 / 5:31 / 5:39 / 5:22 (0.8 km)

เพซเฉลี่ย ๕:๔๔ ... เวลารวม ๑ ชั่วโมง ๕๘ นาที นาฬิกาบอกระยะ ๒๐.๘๐ กม.
(จริง ๆ ไม่ถึง เพราะกดเวลาช้าเนื่องจากตั้งใจจะจ๊อกต่อให้ครบ ๒๑ แต่ฝนดันตกหนัก เลยต้องกดหยุด)
แต่พี่ย้งบอกว่า สนามนี้ระยะเป๊ะมาก อาจเป็นเพราะตอนเข้าโค้ง เราวิ่งตัดโค้ง ระยะเลยไม่ถึง

จริง ๆ วันนี้ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ เพราะว่าไม่ได้ซ้อมเยอะ แต่ทำได้ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมงก็รู้สึกดี

ปลื้มตัวเองที่ผ่านสิบห้ากิโลแรกไปแล้วยังไม่รู้สึกล้าเกินทน
ยังเหลือแรงที่คิดว่าจะไปต่อจนจบระยะสบาย ๆ
ต้องขอบคุณตารางซ้อมของโค้ช + เทคนิคนู่นนี่นั่นที่ค่อย ๆ ปล่อยให้ซึมซับมา
รู้สึกได้ว่าตัวเองวิ่งอึดขึ้น ทนขึ้น และ เร็วขึ้นกว่าแรก ๆ มาก

วิ่งอย่างสนุกมากกับฮาล์ฟที่ ๓ แถมยังไม่เจ็บอีกด้วย

@^_________________^@

นาทีนี้ .. เริ่มฝันหวานถึงระยะมาราธอนแล้ว

โดยสรุป

ทริปนี้เป็นทริปที่ทรหดอดทนมาก
เดินทาง ๑๔ ชั่วโมง ถึงที่หมายตอนบ่าย ทำธุระเสร็จตอนค่ำ นอน
เช้าตื่นมาวิ่ง เสร็จแล้วเก็บของ เช็คเอาท์ นั่งรถอีก ๑๔ ชั่วโมงกลับกรุงเทพ

ทริปนี้ไปเพื่อวิ่งอย่างเดียว
บางคนอาจคิดว่าบ้ารึเปล่า

อือ บ้า  ถึงจะบ้า ก็บ้าอย่างมีสุข และมีเพื่อนร่วมบ้าตั้งสามคันรถแน่ะ
ถึงจะบ้าแต่ว่าไม่เหงานะ :D

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

ChomBeung Marathon 2013 : My Second half-marathon

ก่อนไปงานนี้น่ะนะ ... คิดอยู่นานว่าจะวิ่งชิล หรือ จะพุ่งชนเป้าหมาย

ไอ้ครั้นจะชิลก็เสียดายที่ซ้อมมา ๙ สัปดาห์ อุตส่าห์ตั้งอัลบั้ม SamunNoi นี่ก็เพื่อจะเก็บสถิติซ้อม ถึงวันจริงจะทิ้งไปได้เยี่ยงไร

ดังนั้น .. เอาวะ ถึงเวลา ก็ควรจะพุ่งชน
ขออภัยเดอะแก๊งค์มา ณ ที่นี้ เราเลยไม่ได้เนิบ ๆ ไปด้วยกันเนอะ

...

ตอน อ.ป้อมชวนวิ่งไปด้วยกันที่ pace 5:40 ก็คิดแล้วคิดอีก หวั่นใจว่าสปีดนี้ตั้งแต่เริ่มมันจะเกลี่ยไม่ครบระยะ ก็แบ่งรับแบ่งสู้กันไป
พอเมื่อเช้า ถึงเวลาแข่งจริง หมอพิม ก็อุตส่าห์ฝากฝังอิชั้นไปกับ คุณป้อมคุณเอก  คิดในใจ เอาวะ ลอง 5:40 ดูซักตั้ง ไม่ไหวก็ค่อยผ่อน  แล้วอ.ป้อมก็พาซอกแซกไปหน้า ๆ ออกตัวไม่นับว่าช้า แต่ อ.ป้อมกะพี่เอกวิ่งฉิวลิ่วโลดมาก ๆ สมันน้อยไม่สามารถจะเร่งตามศิษย์พี่ไปได้ เหลือบดูนาฬิกา ปรากฏว่าศิษย์ผู้พี่พาไปที่ pace 5:20 - 5:30 .. จ๊ากกก ก่อนที่อิชั้นจะเป๋ จึงลดสปีดลง วิ่งตามจังหวะสบายของตัวเอง .. เหลือบดูเวลา ดีกว่า 5:40 นิดหน่อย เอาเถอะ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ให้ครบสิบกิโลแล้วกัน

พอใกล้ ๆ จะสิบโล ก็เห็นหลังศิษย์พี่ทั้งสองอยู่ไว ๆ ใจก็นึกว่าจะทัก แต่ยังกวดไม่ทัน เลยไม่ได้จังหวะทัก อีกอย่าง กลัวศิษย์พี่จะเสียจังหวะด้วย จึงวิ่งตามไปเรื่อย ๆ แล้ว อ.ป้อมก็แวะจิบน้ำ ณ กม.ที่สิบ .. ตอนนั้นอิชั้นเบรคไม่อยู่แล้ว เครื่องกำลังร้อน และไม่หิวน้ำด้วย จึงวิ่งแซงไป (แอบมีอุทาน เฮ้ย ... (ตกใจที่ศิษย์พี่หยุด) ไปก่อนละน้า .. คิดว่าศิษย์พี่ทั้งสองคงไม่ได้ยิน)

วิ่งไปเรื่อย ๆ เจอน้องคนนึงวิ่งนำอยู่ วิ่งยังไงก็ไม่ทัน จนมีจังหวะนึง มีพี่คนนึงไปชวนน้องเค้าคุย สปีดเค้าเลยตกลงนิดหน่อย อิชั้นเกือบจะทันเค้าแล้ว เค้าหันมามอง bib แล้วอุทาน "รุ่นเดียวกัน" แล้ววิ่งฉีกไป หน้าเค้าเด๊กเด็ก ไม่คิดว่ารุ่นเดียวกันนะนั่น .. ตอนนั้นเหลืออีกประมาณสาม กม. อิชั้นเลยเร่งขึ้นไปบ้าง ไปทันกันตรง กม. สุดท้าย แล้วก็วิ่งคู่คี่กันไป จนอีก ๓๐๐ เมตร จะถึงเส้นชัย ได้ยินเสียงพิธีกรประกาศ ๓๕ หญิง ถ้วยสุดท้ายเข้ามาแล้วครับ น้องคนนั้นหันมาบอก "พี่ ไม่ต้องวิ่งละ เข้าเส้นพร้อมกันเลยละกัน"



.. ได้เพื่อนใหม่มาอีกคน .. น้องเก่งคะ ปีหน้าเราก็คงอยู่คนละรุ่นแล้ว คงไม่ต้องกวดกันแล้วอะเนาะ

สุดท้ายทำเวลาได้ ๑ ชั่วโมง ๕๖ นาที ๔๒ วินาที กับระยะ ๒๑.๓๓ กิโลเมตร ทำ new PB เกือบทุกระยะ
กราฟหัวใจ พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่า ๆ ยิ่งวิ่งยิ่งคึก ยิ่งเร่งหัวใจก็ยิ่งเต้น นาฬิการ้องเตือนอีกแล้ว :P





และโปรดสังเกต อันดับ ๕-๖-๗ ของรุ่นอายุ เวลาไล่กันมาก ๆ โว้วววว ๆ ฟินนนนนน



ป.ล. ร่วมกับโครงการ run4reason ทำบุญ ๓,๙๖๐ บาท (ตัวเอง ๑,๙๕๐ ปูร่วม ๒,๐๑๐ )ไปที่มูลนิธิ ZyMovement