วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

Berlin Marathon 2016 : My 5th Marathon (II)

เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง(ต่อ)

เช้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่ง กินข้าวหุงสุกไปสองถ้วย ทำธุระให้เรียบร้อย 
เจ็ดโมงกว่า ๆ ค่อยออกจากโรงแรม เดินผ่าน Berlin Hauptbahnhof (Berlin Main Station - สถานีรถไฟหลักเบอร์ลิน)
ข้ามถนน ข้ามสะพาน ก็ถึงลานฝากของ 

ด้วยความที่เป็นงานใหญ่(มากกกกก) นักวิ่งหลักสี่หมื่นคน ดังนั้น ระบบการฝากของจึงซอยย่อยเป็นโซน
แต่ละโซนก็จัดเป็นคอกเรียงติดกัน มีแผนที่มาให้เสร็จสรรพ ว่าบิบเบอร์ไหน อยู่คอกหมายเลขไหน
แต่ละคอกก็จะมีลักษณะเป็นตะแกรง มีตะขอไว้เกี่ยวถุงยังชีพที่นักวิ่งเอามาฝาก
เรียงเบอร์กันไปตามสติ๊กเกอร์ที่ติดหน้าถุง เป็นระบบระเบียบดีมาก

นอกจากนั้นแล้วก็มีถุงคลุมตัวแจก 
เป็นถุงพลาสติกสีครีมขุ่นขนาดถุงขยะสีดำไซส์ใหญ่ยักษ์
เจาะคอให้สวมหัว สำหรับใส่กันหนาว อากาศเช้านั้นอยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส
หนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา
และในขณะที่ฝรั่งสวมเสื้อนี้ ความยาวแค่คลุมสะโพก
สเมิร์ฟอย่างดิชั้น ใส่เป็นชุดแส็คเลยค่า
//ไหนขอเข็มขัดเส้นนึงดิ๊ ฮี่ ฮี่


ฝากของเสร็จแล้วชวนออมไปวอร์ม ต่อคิวเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย 
แล้วค่อยแยกกันไปจุดปล่อยตัว บล็อคใครบล็อคมัน

ไปถึงบล็อคเอฟ เจอจุดแจกน้ำแถวนั้น เลยจัดการจิบน้ำซะหน่อย
แล้วก็ได้ยินเสียงพี่ต่อเรียกพอดี เป็นครั้งแรกที่เจอกันตัวเป็น ๆ
เม้าท์มอยกันตามประสา กระโดดกระตุ้นหัวใจเป็นพัก ๆ ระหว่างรอปล่อยตัว
รอเค้าปล่อยนักวิ่งแนวหน้าไปก่อน แล้วค่อย ๆ ตามไปทีละล็อต

เก้าโมงยี่สิบ แถวเริ่มขยับ ก็เดินตาม ๆ กันไป เพื่อไปยืนรอหน้าเส้นอีกครั้ง !!
แล้วก็นับถอยหลัง ปู๊นนนน ปล่อยตัวแล้ว

โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ ที่ไปยืนปล่อยตัวข้าง ๆ pacer 3:30 hr

อากาศก็ดี๊ดี ปล่อยตัวปุ๊บ เฮียต่อพุ่งทะยาน ดิชั้นก็พุ่งตาม
ตามไปได้ครึ่งโล เหลือบดูนาฬิกา เห้ย สี่ปลาย ๆ 
ตายแน่แก ขืนไปสเต็ปนี้ ไม่รอดแน่ ก็เลยปล่อยเฮียแกไป
ชิส์ มนุษย์ผู้ชายนี่เชื่อลมปากไม่ได้ซักคน อุตส่าห์นัดกันซะดิบดี
..
วิ่งตามสเต็ปตัวเอง แต่ด้วยสภาพอากาศ ด้วยบรรยากาศ ด้วยทีมเพซเซอร์
(สาบานจริง ๆ ว่าไม่ได้มองหน้าเลยว่าหล่อไม่หล่อ  ไม่ต้องแซว)
ดูแต่ลูกโป่งไว้ ไม่ให้คลาดสายตา 
และนั่นทำให้ผิดแผน ...
แม้จะไม่กวดตามพี่ต่อไปแล้ว แต่ก็แอบคิดในใจว่าหูยยย ไฟลุกโชนขนาดนี้แล้ว 
ถ้าจะผ่อนลงก็คือการใส่แรงลงไป อย่ากระนั้นเลย เปลืองพลังในการเบรคตัวเองเปล่า ๆ 

หึหึ หารู้ไม่ว่านั่นคือคิดผิดอย่างยิ่ง

สิบโลแรกเลยจบสวย ๆ ที่ห้าสิบนาที 
สิบโลต่อมาก็ยังห้าสิบต้น ๆ กรี๊ด ๆ ๆ ทดไว้เยอะเลย 
ถ้าวิ่งได้สเต็ปนี้เรื่อย ๆ ก็นิวพีบีหวาน ๆ แน่นอน

และแล้ว ...

พ้นโลที่ยีบเอ็ดก็เริ่มรู้สึกว่าแรงตก 
เป็นความรู้สึกที่ ขาไม่ได้ล้า หัวใจไม่ได้พุ่ง
แต่ทำไมความเร็วตกหว่า ตกแบบเห็นชัด และบังคับให้เร่งไม่ขึ้น
มันยังไม่สำเหนียก มันยังไม่เอ๊ะ มันยังไม่เอะใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น

หึ หึ หึ 

ช่วงสิบโลที่สามนี้ เพซเซอร์สามชั่วโมงครึ่งก็ห่างออกไปเรื่อย ๆ
ได้แต่มองไปจนสุดสายตา ... ฮือออออ
หลังกิโลที่ยีบห้า เริ่มรู้สึกว่าหิว เห้ย ข้าวสองถ้วยที่อัดมาหายไปไหนหมด
ควักเกลือเม็ดที่เตรียมมาเคี้ยว แล้วจิบน้ำตาม
อีกแพพก็ทนหิวไม่ไหว ควักเจลพลังงานเย็นเจี๊ยบที่กองเชียร์เอามาแจกขึ้นมากิน
เออ เจลเย็น ๆ นี่มันอร่อยดีแฮะ

วิ่งไปเรื่อย ๆ ช่วงสิบโลที่สี่ เพซยิ่งตกลงไปอีก ห้าปลาย แล้วก็แตะเพซหกจนได้
ต้นขาเริ่มล้า อันนี้เริ่มรู้สึกแล้ว แต่การหายใจยังดีอยู่ ก็เลยไม่เครียด
ทุกครั้งที่นาฬิกาส่งเสียงเตือนครบโล ก็ดูเพซทีนึง เอ๊ะ นี่มันเกือบหกเลยนะ
มันไม่ค่อยธรรมดาแล้ว แต่ก็วิ่งเคาะจังหวะไปเรื่อย ๆ 
ตราบใดที่ยังไม่เจ็บ ก็วิ่งไป เร่งไม่ได้ก็ไปเรื่อย ๆ

เรื่อย เรื่อย ... จนกระทั่งเพซเซอร์ 3:45 แซงไปในที่สุด >.<
ความรู้สึกที่ตัวเองวิ่งช้าลง ในแบบที่ ไม่สามารถจะเร่งขึ้นมาให้คงเพซเดิมไว้ได้นี่มันช่าง ...

พอพ้นกิโลสี่สิบมาได้ เริ่มรู้สึกว่า ต้นขาตึงมาก มันตึงจนใกล้จะหดตัว
คล้าย ๆ ตะคริวจะมา นักวิ่งไร้ประสบการณ์ตะคริวอย่างดิชั้นนี่ไปไม่เป็นเลย

ทำไงดี ทำไง ตะคริวขึ้นเค้าทำยังไงกัน 
เคยเห็นนักวิ่งคนอื่น ๆ เค้าเข้าข้างทางแล้วยืดเหยียด
เห้ย แต่ชั้นหยุดไม่ได้ เป็นนักวิ่งที่ถ้าหยุดแล้วมันไปต่อไม่ได้
ยังไงก็ต้องจ๊อกไปเรื่อย ๆ ก็เลยไม่ยอมหยุด
ลองเปลี่ยนท่าวิ่งดูละกัน เปลี่ยนการยกขา เปลี่ยนการลงเท้า
ทำยังไงก็ได้ให้กล้ามเนื้อไม่ม้วนตัวเข้ามาเป็นก้อน
ท่องในใจ อย่านะ ได้โปรด อีกแค่สองโลท้ายเอง ...
กลัวที่สุดคือกลัวตะคริวมาแล้วขาแข็ง ก้าวไม่ออกแล้วล้ม
... กรีดร้อง...
ม่ายยยยย ชั้นจะไม่ยอมล้มในสนามมาราธอนอีกแล้ว
...
ทำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก งัดเจลขึ้นมากินละกัน
มันใช่มั้ยอะ ตำราไหนสอนให้กินเจลแก้ตะคริว
ก็ไม่รู้อะ คิดเอาเองว่านอกจากน้ำตาลแล้วมันอาจมีวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยได้

สังเกตว่ากิโลที่สี่สิบเอ็ดนั่นเพซตกจนเกือบเจ็ด 
ลุ้นมากว่าจะยังคงเข้าเส้นชัยในเวลาต่ำกว่าสี่ชั่วโมงได้ไหม
โชคดีที่ตะคริวเชื่อฟัง เจลที่กินเข้าไปมันช่วยได้ !?!
ช่วงกิโลท้ายจึงค่อย ๆ เร่งขึ้นมาหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าขาไม่เป็นก้อนแน่แล้ว
เข้าเส้นชัยก่อนครบสี่ชั่วโมงนิดหน่อย

ผลแต่ละกิโลคือเยี่ยงนี้ : 

5:08.3 / 5:05.5 / 4:57.1 / 4:57.9 / 4:53.8 /
5:00.7 / 4:58.7 / 4:54.0 / 4:55.9 / 5:07.7 / 
4:47.3 / 5:08.5 / 5:09.9 / 5:06.5 / 5:17.8 / 
5:04.3 / 5:17.8 / 5:11.0 / 5:21.4 / 5:16.5 / 
5:17.9 / 5:26.2 / 5:27.5 / 5:34.5 / 5:42.6 /
5:43.2 / 5:46.5 / 5:49.0 / 5:39.1 / 5:41.9 /
5:50.3 / 6:08.9 / 5:57.8 / 5:44.9 / 6:06.4 /
6:18.9 / 6:32.0 / 6:25.7 / 5:48.7 / 6:11.5 /
6:58.5 / 6:28.5 / 3:59.4(0.7km)

total 3:56.10.7 @ 42.7 km 
(เวลาสนาม 3:56.14) 
ฮืออออ   อยากมาแก้มืออีกซักรอบ 
แต่.... เงินน่ะมีมั้ยยยยยยย :P

เดินตามทางไปรับเหรียญและเสบียงหนึ่งถุง




แล้วเดินไปจุดรับฝากของ รับของคืนมา
เดินไปรับ non-alcohol beer ฟรี แล้วไปยืดเหยียดรอออม
ยืด ๆ เหยียด ๆ อยู่ดี ๆ ผู้ชายฝรั่งตรงหน้า ห่างไปไม่เกินห้าเมตรก็ถอดกางเกง
เปลี่ยนจากกางเกงวิ่ง เป็นกางเกงแห้ง
แล้วนึกออกปะ คนใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ เค้าจะไม่นุ่งกางเกงในกัน
ก็... เอิ่มมมม สาวเอเชียหัวดำตาดำก็อึ้งอะดิคะ ตาไม่กะพริบเลยทีเดียว
อีกพัก คนตรงหน้า ใกล้เข้ามาอีก ก็เปลี่ยนกางเกงอีกคน
คนนี้ดีหน่อย รู้จักเอาพลาสติกที่เค้าแจกให้ห่มกันหนาวตอนเริ่มวิ่งมานุ่ง
เหมือนนุ่งผ้าเช็ดตัว แล้วค่อยเปลี่ยน ... 
เออ ... ค่อยยังชั่วหน่อย อีตาคนแรกทำไมไม่คิดบ้างนะ
ไหนมองไปรอบ ๆ ดิ๊ มีอีกป่าว
//ปาดเลือดกำเดาแพพ :P



Berlin Marathon 2016 : My 5th Marathon (I)

เสน่ห์ของมาราธอน อยู่ที่การตัดสินใจระหว่างทาง
...
ขึ้นหัวข้อไว้เช่นนั้น เพราะมาราธอนครั้งนี้--ครั้งที่ห้า--สอนไว้
[ทดไว้หน่อย
หนึ่ง สิงคโปร์ ธันวา 2013
สอง เชียงใหม่ ธันวา 2014
สาม โตเกียว กุมภา 2015
สี่ ขอนแก่น มกรา 2016]
...
แรกเริ่มเดิมทีนั้นตั้งใจไว้ ว่ามาราธอนครั้งนี้ ตั้งใจจะทำ Personal Best ให้ได้
สถิติเดิมอยู่ที่ 3:41:25 ถ้าครั้งนี้ทำได้ 3:40:00 ก็บรรลุเป้าหมายแล้ว
แต่ในใจแอบหวังสูงไว้กว่านั้น

ค่าที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่า สนามเบอร์ลินมาราธอน เป็นสนามที่วิ่งง่าย
Flat -- คือราบเรียบ & Fast -- ใคร ๆ ก็มาทำสถิติโลกกันที่นี่
สมน้ำหน้านักที่เชื่อ "ใคร ๆ" เขา จนไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูล elevation ของสนาม

วันเสาร์ที่ ๒๔ กันยายน : วันรับบิบ

ตื่นแต่เช้าแล้วไปงานเอ็กซ์โป ไปยืนรอประตูเปิดเกือบยี่สิบนาที
ถึงกระนั้น ก็มีหมู่นักวิ่งมาร่วมยืนรอกันจำนวนไม่น้อย
งานเอ็กซ์โปที่นี่เป็นงานใหญ่ มีผู้มาร่วมจัดงานเยอะมาก
ความกว้างใหญ่มีถึง ๗ ฮอลล์ เรา--ออมกะนก--ตกลงกันไว้ว่ารับบิบให้เรียบร้อยค่อยมาเดินดูของ

ขั้นตอนการรับบิบเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
มีการตรวจสอบ start card และ พาสปอร์ตก่อนอนุญาตให้เข้าในส่วนที่รับบิบ
มีการมอบแถบรัดข้อมือ (ป้ายผ้าของงานที่รัดพอดีข้อมือโดยเครื่องอัตโนมัติ) เพื่อเป็นสัญลักษณ์
ซึ่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งให้ใส่ไว้จนกระทั่งวิ่งจบ
ที่สำคัญ เลือกแถวที่ผู้รัดแถบข้อมือหน้าตาเป็นที่ถูกใจได้ด้วย (//ปาดน้ำลาย)

รัดแถบข้อมือเสร็จแล้ว ก็เข้าแถวรับบิบ
มีการตรวจสอบพาสปอร์ต หันหน้าจอมาให้เช็คข้อมูลว่าถูกต้อง
แล้วก็ได้รับถุงยังชีพ ซึ่ง เป็นถุงพลาสติกใบใหญ่ ไว้ให้ใช้ใส่เสื้อผ้าและสิ่งของที่จะฝากในวันวิ่ง
พร้อมทั้งสติ๊กเกอร์พิมพ์ชื่อและหมายเลขบิบของเราไว้ให้แปะที่ถุง
ในถุงมีเสื้อที่สั่งไว้ตั้งแต่ตอนลงทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น event t-shirt / finisher t-shirt / jacket
มีชิพให้ติดไว้ที่รองเท้า แล้วก็มีคูปองลดราคาสินค้า มูลค่า ๕ ยูโร

ได้รับของเรียบร้อยก็เดินช็อป
งานนี้เป็นงานใหญ่ก็จริง แต่ทางยุโรปนี่ไม่ค่อยมีของมุ้งมิ้งให้ซื้อฝากเพื่อน ๆ นักวิ่งเหมือนงานโตเกียว
คือฝั่งโตเกียวนี่ นอกจากเสื้อผ้า รองเท้า (ซึ่งนับเป็นของใหญ่ราคาแรง) แล้ว
เค้าก็จะมีผ้าขนหนู หมวก ถุงมือ ถุงผ้า ที่ติดบิบ นู่นนี่
ทางนี้จะแบบ เสื้อ กางเกง รองเท้า แล้วก็หนักไปทาง energy gel / electrolite ซะมาก

ก็เลยไม่ได้มีของอะไรติดไม้ติดมือมากนัก
จะซื้อรองเท้าให้ตัวเองก็ยังขี้เกียจขนกลับมา
รองเท้าสัญลักษณ์งานเป็นแบรนด์ที่ไม่ถูกจริตด้วยแหละ
ก็เลยไม่ซื้ออะไรเพิ่ม ไม่นับแจ๊กเก็ตและเสื้อฟินิชเชอร์ที่สั่งไว้แต่แรกอะนะ
อ้อ ได้ถุงเท้า CEP มาลองใส่เล่น ๆ คู่นึง ค่าที่อยากได้อะไรที่มัน made in Germany บ้าง
เดินวน ๆ ซื้อของเสร็จก็เอาของไปเก็บโรงแรม แล้วออกไปสำรวจจุดปล่อยตัวกัน

...

อยากให้ดูแผนที่ประกอบนิดนึงค่ะ จุดที่ปักหมุดคือ Berlin main station
ภาษาเยอรมันเค้าเรียก Berlin Hauptbahnhof ค่ะ
จุด A คือโรงแรมที่เราเลือกจอง -- อันที่จริงต้องยกความดีให้ออม เพราะออมเป็นคนจัดการค่ะ
ข้ามถนนไปก็ถึงสถานีรถไฟ ซึ่ง มันดีงามมาก
(จริง ๆ แล้วมันดีงามกว่าที่คิดอีก เดี๋ยวเฉลย)



เราก็เลยเอาของไปเก็บ พักแป๊บนึง แล้วเดินข้ามถนนมาสถานีรถไฟ เพื่อนั่งรถไฟไปสองสถานี
ประมาณจุด B ในแผนที่ ตามที่แอพ Berlin Marathon แนะนำไว้ในหัวข้อ Getting there
โผล่ไปก็เดินไปตามทาง ไปจนเจออนุสาวรีย์สีทอง "Siegessaule" (จุด C)
ถึงตรงนี้ก็จะเห็นเค้ากั้นถนน จัดเป็นบล็อก เดินไล่ไปจากบล็อก A จนถึงบล็อก F แล้วหมดแค่นั้น
บล็อก G ล่ะ หายไปไหน ...ไอ้ฉันปล่อยตัวบล็อก F ก็อุ่นใจละ
แต่ออมนี่สิ อยู่บล็อก G ละหาบล็อก G ไม่เจอ
เดินดุ่ม ๆ จนไปท้าย ๆ แถว ตรงนั้นเค้ากำลังแข่งสเก็ตกันอยู่

สนามเบอร์ลินมาราธอนมีการแข่งขันระยะมาราธอนสองชนิดกีฬาค่ะ
หนึ่งสเก็ต แข่งวันเสาร์ที่ ๒๔ กันยา และสอง แข่งวันอาทิตย์ที่ ๒๕ กันยา
ตอนที่เราไปนั่น สเก็ตแข่งเสร็จกำลังจะประกาศรางวัลกันค่ะ

ซึ่งตอนนั้นเค้าจะกั้นพื้นที่ส่วนนึงไม่ให้เข้า
เพราะเป็นบริเวณที่มีการแข่งขันกันอยู่
ก็เจอเจ้าหน้าที่คนนึงแถวนั้น ก็ถามเค้า เค้าก็บอกว่า
Yeah... it should be around here and the sign should be installed but you know, this is how Germany organized..

คือบั่บ ฮีแอบบ่นให้ฟังง่าาา
ก็เลย เออ เข้าใจอารมณ์ เอาเป็นว่า พรุ่งนี้มาตรงนี้ละกัน

ทีนี้ ตรงที่เดินมาถึงนี่ก็ไกลจากสถานีที่เรามาลงมากแล้ว ก็เลยมอง ๆ ว่าจะไปสถานีที่ใกล้จุดนี้
เดินหาสถานีไปเรื่อย ๆ มองไปมองมาชักคุ้น ๆ แฮะ
เฮ้ย สถานีข้างหน้านี่มัน .. ถ้าข้ามสะพานตรงนี้นี่มัน ก็ Berlin hauptbahnhof แล้วนี่หว่า
แล้วเราจ่ายตังค์ค่ารถไฟกันไปทำไป
แถมซื้อไว้สี่เที่ยวด้วยนะ คือไปกลับวันนี้ แล้วก็ซื้อเผื่อพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องยุ่งยากด้วยไง
แบบว่างานใหญ่ กลัวคนเยอะงี้ .. กลายเป็นเสียเงินฟรี ฮ่า ๆ

ละออมก็บอกขณะเดินข้ามสะพานกันว่า เออ ออมนึกได้แล้ว ว่าทำไมเปลี่ยนโรงแรมมาเป็นโรงแรมนี้

ค่ะ ขอบคุณ ...

ก็ขำ ๆ กันไป

---

ค่ำวันนั้น นัดหมายกับพี่ต่อไว้เป็นดิบดี (โทษฐานที่ปล่อยตัวบล็อคเดียวกัน) ว่าเราจะวิ่งตามแผน
คือเริ่มที่เพซ 5:10 สิบโลแรก แล้วเช็คสภาพ ถ้าโอเค สิบโลถัดไปจัดที่ 5:05
ผ่านครึ่งทางแล้วยังเหลือ เราจะวิ่งที่เพซห้าถ้วนกัน
คือเอาจริง ๆ เป็นนักวิ่งที่ไม่เคยทำ negative split ได้เลย
เป็นมนุษย์ที่มีแค่ไหน ใส่ไปก่อน ยิ่งเริ่มช้า ท้าย ๆ ก็จะช้าไปอีก
แต่นี่แบบ เฮ้ย มีคนวิ่งด้วย น่าจะช่วยกันประคองไปได้น่า
ก็นอนหลับไป แอบกระหยิ่มไปในคืนนั้น

(ยังมีต่อ)

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

Khon Kaen Marathon 2016 : My 4th Marathon

เวลาล่วงไปครึ่งปี กว่าจะมาเขียนถึงมาราธอนที่ ๔ มาราธอนที่ทำเวลาดีที่สุด (๓:๔๑:๒๕) และคาดหวังว่าเวลาที่ทำไว้ในการวิ่งครั้งนี้ จะสามารถนำพาไปให้ถึงฝั่งฝัน จะนำไปสมัคร Boston Marathon 2017 ที่กำลังจะเปิดรับสมัครในเดือนกันยายนศกนี้

พอผ่านไปครึ่งปี ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวิ่ง มันก็สูญสลายไปหมดแล้ว
เสียใจ ...

ครั้งหน้า สัญญากับตัวเองไว้ตรงนี้เลย ว่าจะไม่ดองเรียงความอีกแล้ว สิ่งที่หายไปมีคุณค่ามากเกินกว่าจะยอมให้มันสูญสลายไปกับกาลเวลา จำไว้เป็นบทเรียนเลย

ขอบันทึกเศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังพอเหลืออยู่ ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในกาลถัดไป

๑. ที่พัก : งานนี้ตอนจองที่พักก็เสิร์ชผ่านเน็ต เลือกเอาที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ไม่รู้ว่าแค่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนั้น มันไม่พอ ต้องเลือกที่ใกล้จุดปล่อยตัวที่สุดด้วย ซึ่ง ที่พักที่จองมา อยู่ใกล้ ม. ก็จริง แต่ใกล้ทางฝั่งหลัง ม. ซึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่นนี่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ใกล้หลัง ม. คือห่างจากจุดปล่อยตัวเกือบ ๖ กิโลเมตร ที่คิดไว้ว่าเช้ามาจะจ๊อกเพลิน ๆ ไปจุดปล่อยตัวก็เป็นอันฝันสลาย ยังดีที่ทาง ม. เค้ามีรถชัตเติลบัสรับส่ง ก็พอคลายใจไปนิดหนึ่ง

๒. การรัดชิพติดรองเท้า : งานขอนแก่นมาราธอนนี่ เค้าให้ชิพลักษณะเป็นกระดาษเคลือบม้วนไว้ แล้วให้รัดกับเชือกรองเท้า ด้วย self-locking cable tie อิชั้นก็พลาดดอกที่หนึ่ง ด้วยการรัดชิพติดรองเท้า ในขณะที่ไม่ได้ใส่รองเท้า คือ ทำการล็อคเตรียมไว้ก่อนนอนใช้การกะประมาณเอาด้วยสายตาว่าน่าจะพอดี ตอนเช้าตื่นมาก็พบว่าแมร่ง รัดแน่นไป แล้วเข้าใจปะว่า เคเบิลล็อคแบบนี้มันล็อคแล้วล็อคเลย ขยับอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะมีสำรอง ก็ตัดอันเก่าทิ้งแล้วเอาอันใหม่รัด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันแน่นไปนิดนึง รู้สึกตั้งแต่ตอนสวมรองเท้า ใจก็คิดว่า ซวยละ ทำไงดีฟระเนี่ย ก็กะว่าไปถึงสนามจะถามหาจากทางผู้จัด ปรากฏว่า ด้วยความที่พักหลัง ม. ก็ต้องไปรอชัตเติลบัส กว่าบัสจะมา กว่าจะไปถึงจุดปล่อยตัว ก็หมดเวลาถามหาเคเบิลล็อค ก็เลยต้องช่างมัน เลยตามเลย

ช่วงแรก ๆ ที่วิ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอพ้น กม. ที่ ๒๕ ไป สิ่งที่เรียกว่า "นรกบนทางวิ่ง" ก็ค่อย ๆ ปรากฏ คือ ชิพมันรั้งเชือกรองเท้าทำให้บนหลังเท้าแน่นมากจนเจ็บ ยิ่งวิ่งมากขึ้นก็ยิ่งรั้งมากขึ้น เจ็บหลังเท้ามาก ๆ วิ่งไปก็ต้องคอยกระถดเท้าให้ส้นเท้าถอยไปชนขอบรองเท้าด้านหลัง เพื่อคลายความเจ็บบนหลังเท้า คือมันเป็น "ทัณฑ์ทรมาน" อย่างที่สุด ช่วงหกเจ็ดโลสุดท้ายนี่ต้องอาศัยสวดมนต์ดึงความสนใจไปที่บทสวดเพื่อให้ลืมความเจ็บที่เกิดขึ้นกันเลยทีเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "จงสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ก่อนที่จะรัดชิพติดกับตัวรองเท้า"

๓. การเตรียมเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหลังวิ่งเสร็จ : นี่ก็อีกหนึ่งความผิดพลาด ชะล่าใจไปมาก ว่าเห้ย งานนี้วิ่งที่ ม. จบที่ ม. วิ่งเสร็จขึ้นรถบัสไปที่พักเปลี่ยนเสื้อก็ได้ ไม่ต้องหอบเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหรอก .. ที่ไหนได้ อุณหภูมิเช้านั้น ลดลงไปมาก บ่าย ๆ วันเสาร์ อุณหภูมิยังร้อนจัด ๓๐ ++ อยู่เลย พอค่ำวันเสาร์ฝนตก เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาอุณหภูมิอยู่แถว ๆ ๑๒-๑๔ ปลอบตัวเองว่าเฮ้ย เย็นขนาดนี้ก็ดี วิ่งสบาย วิ่งไปเรื่อย ๆ ฝนตกอีก ตัวเปียก อุณหภูมิแถว ๆ ๑๒ ก็ทำให้ยะเยือกอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าเส้นชัยก็ยังไม่เท่าไหร่ วิ่งมานาน ตัวยังอุ่น แต่พอคูลดาวน์แล้ว ตัวเริ่มเย็น ลมพัดเยือก แม้จะถอดเสื้อวิ่งออกแล้วสวมเสื้อกันลมไว้ แต่บราก็ยังชื้น ลมพัดมาแต่ละที เล่นเอาหนาวสั่น สั่นขนาดที่ ตอนไปรับอาหาร มือซ้ายที่ถือจานกระดาษใส่อาหาร และมือขวาที่ถือแก้วโกโก้ร้อนนี่สั่นโกโก้แทบกระฉอก สั่นแบบควบคุมให้นิ่งไม่ได้เลย ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเดินต้องขยับ ต้องกระโดดตลอดเวลา นี่ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ไม่ว่าสนามจะใกล้ที่พักแค่ไหน อย่าชะล่าใจ ต้องเตรียมเสื้อผ้าแห้งไปเปลี่ยนทุกครั้ง

หลัก ๆ ก็จำได้แค่นี้ ผลงานที่ทำไว้แต่ละกิโลเป็นเช่นนี้

5:00.1 / 4:44.6 / 5:04.2 / 5:05.3 / 5:06.6 / 5:03.1 /
5:00.3 / 5:00.1 / 4:55.5 / 5:15.4 / 5:07.3 / 4:55.3 /
5:03.2 / 5:18.4 / 5:05.7 / 5:10.4 / 4:51.7 / 5:14.5 /
5:18.9 / 5:12.9 / 5:05.7 / 5:21.6 / 5:06.8 / 5:23.0 /
5:18.1 / 5:11.3 / 5:08.6 / 5:08.2 / 5:14.0 / 5:09.6 /
5:09.3 / 5:09.4 / 5:05.5 / 5:12.1 / 5:15.5 / 5:56.2 /
5:52.1 / 5:49.1 / 5:37.8 / 5:26.3 / 5:56.1 / 5:28.0 / 2:07.6 (0.4k)

นาฬิกาบันทึกไว้ว่าสิริรวม 3:41.46.3 ชั่วโมงกับระยะ 42.4 ก.ม.(เวลาสนาม 3:41:25)


แอบเสียใจ ถ้าไม่เจ็บหลังเท้าที่โดนรัดด้วย cable ไว้ น่าจะทำเวลาได้สวยกว่านี้ แอบแค้นนิดหน่อย ปีหน้าจะต้องไปแก้มือใหม่อีกรอบให้จงได้ !!


วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

Chom Beung Marathon 2016 : My 21st Half Marathon : First time as a Pace Maker

อากาศที่จอมบึงปีนี้ ร้อนกว่าปีก่อน ๆ มากนัก
ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้วนี่ สวรรค์กับนรกเลยทีเดียว

...

ปีนี้มาวิ่งงานจอมบึงในฐานะ Pace Maker หรือ ผู้กำกับเวลานั่นเอง
บางคนก็เรียก Pacer แต่อิฉันว่า Pace Maker ฟังดูเพราะกว่านะ ฮ่า ๆ

...

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนธันวา กลับจากเชียงใหม่ถึงสนามบินดอนเมืองวันที่ 24
เพนท์ ผู้ไปรับถึงสนามบินมาส่งบ้าน ก็เกริ่นในรถ ระหว่างเดินทาง ว่า pace maker ระยะฮาล์ฟที่เวลา ๑:๔๕ ชั่วโมงมีแค่คนเดียว ซึ่งก็คือจิ๊บ น้องที่รู้จักกันในชมรมสถาวรรันนิ่ง แล้วก็หยอดนิด ๆ ว่า พี่นกสมัครเป็นเพื่อนจิ๊บสิ ระหว่างรถติด เพนท์ก็ส่งลิงค์สมัครมาให้

คิดทบทวนสามวิ แล้วก็กดสมัครในรถนั่นแหละ ต้องขอบคุณการจราจรในกรุงเทพ ที่ติดขัดซะจนทำอะไร ๆ เสร็จถึงไหน ๆ รถก็ขยับไปได้แค่คืบแค่ศอกจริง ๆ

พอสมัครเสร็จก็ลุ้นนิดหน่อย ว่าจะได้รับคัดเลือกไหม ค่าที่สถิติที่ดีที่สุด ก็เหนือ ๑:๔๕ ไม่ถึงห้านาที อาจไม่ผ่านมติกรรมการก็ได้

แล้วในที่สุด ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสามเพซเซอร์ของเวลาสวย ๆ นี้ ... คิดว่าเป็นเพราะไม่มีใครให้เลือกซะมากกว่า คณะกรรมการเลยจนใจ ไม่กล้าคัดอิฉันออก วะฮ่า

...

ตัดกลับมาที่วันเสาร์ ๑๖ มกรา เลยละกัน
อิฉันเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถตู้พร้อมกับสมาชิกสถาวรรันนิ่ง และ พี่ ๆ น้อง ๆ บ้านวัดใจจอมบึง ถึงที่หมายแล้วก็รับบิบ แล้วชวนกันไปกินข้าวฟรี เอ๊ยยยย ดูหนังที่พี่เสือคัดสรรมาให้นักวิ่งดู พร้อมทั้งแจกข้าวกลางวันให้กินไปดูไปด้วย จริง ๆ แล้วทางเพจ 42.195 นำโดยพี่ป๊อกนัดเหล่า pace maker ให้ไปประชุมพร้อมกันที่โรงยิมเวลาสี่โมงเย็น ไอ้ฉันก็ติดภารกิจแอดมินฯ บ้านวัดใจจอมบึงของครูดิน ก็เลยส่งจิ๊บไปเป็นตัวแทน รับรายละเอียด พร้อมเสื้อ pace maker มาให้ ต้องขออภัยพี่ป๊อก และ ขอขอบใจจิ๊บมา ณ ที่นี้

เสร็จสิ้นภารกิจทั้งปวงแล้วจึงเอาของไปเก็บยังที่พัก ก่อนออกมาหาอะไรกินกันเป็นมื้อเย็น เสร็จแล้วก็พักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด ไม่ใช่สินะ ต้องพูดว่า ให้ผัดไทยเรียงเส้น แล้วอาบน้ำ เข้านอนใกล้ ๆ สี่ทุ่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเนื่องจากได้พักในห้องพักชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของหอพัก คอนกรีตที่เก็บความร้อนสะสมไว้ตั้งแต่กลางวันก็คายความร้อนออกมา บอกเลยว่านอนไม่เต็มตื่น พลิกตัวทีเตียงสองชั้นที่อิฉันปีนขึ้นไปนอนชั้นบนก็ขยับโยกชนกำแพง ก่อเสียงรบกวนเพื่อนร่วมห้อง ไอ้คนขยับตัวก็ไม่สบายใจ เพื่อนจะตื่นมั้ยหว่า

เช้ามาเลยมีอาการนอนไม่พอเล็กน้อย ก่อความกังวลนิดหน่อย แต่นั่นก็ยังไม่เท่าความกังวลจากอาการลมในท้อง รู้สึกว่าในท้องมีลม แม้จะไม่แน่นมากแต่นั่นก็ทำให้ไม่ค่อยสบายใจ เพราะหากเกิดอาการจุกเสียดระหว่างวิ่งก็อาจจะทำให้ไม่สามารถคุมจังหวะได้

เปิดห่อยาประจำตัว คุ้ยเอายาเม็ดตกเบ็ดมากินบรรเทาอาการ สิริรวมสามเม็ด จากที่แขม่วท้องแล้วรู้สึกถึงอาการเสียดท้อง ก็ค่อย ๆ เบาบาง จนเกือบจะหายสนิทเมื่อเวลาตีสี่ครึ่ง อันเป็นเวลานัดหมายให้เหล่าเพซเมคเกอร์ไปผูกลูกโป่งกัน

ไปถึงในหอประชุม เจอลูกโป่ง แต่ไม่เจอใคร ก็เลยชวนจิ๊บไปจ๊อกเรียกเหงื่อ (และเรียกข้าศึก-อันนี้เป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่รู้ไปสอนร่างกายไว้ยังไง ตื่นมาจะยังไม่ถ่ายทันที แต่ถ้าได้จ๊อกครบสองโลเมื่อไหร่ ข้าศึกก็พร้อมบุกประตูหลังเมื่อนั้น -_-'' เป็นแบบนี้แทบจะทุกครั้งไม่ว่าจะวันแข่งวันซ้อม) พอจ๊อกครบสองกิโล ก็มาละ ข้าศึกมาตามนัด มองไปยังตู้สุขาที่ตั้งเรียงราย สังเกตจากตอนทีมีคนเปิดประตูเห็นว่าในตู้มืดมาก  ก็เลยตัดสินใจไปเข้าห้องน้ำของหอประชุม ไปถึงก็ผงะกับแถว ยาวยืดเยื้อยมาจนถึงประตูหอประชุม ตายละวา แบบนี้ไม่ดีแน่ พอดีเจอแอ้นกับเพนท์ แอ้นชวนไปเข้าห้องน้ำโรงยิม เพราะที่นั่นคิวสั้นกว่า ก็ตัดสินใจเสี่ยง ยอมเดินไกลหน่อย แล้วก็คุ้มที่เสี่ยงไป เพราะคนน้อยจริง ทำธุระได้อย่างสบายใจ

เสร็จสรรพกลับมาที่หอประชุม เขาผูกลูกโป่งกันแล้ว ทำไงล่ะทีนี้ ยืดก็ยังไม่ได้ยืด ดริลก็ไม่ได้ดริล ตัดใจด้วยเวลากระชั้นชิด ผูกลูกโป่งเสร็จแล้วสไตรด์ในหอประชุมไปสามสี่เที่ยว ได้เวลา ต้องเดินออกไปหน้าเส้นสตาร์ทแล้ว เราสามคน จิ๊บ โอ่ง นก ก็แทรกตัวเข้าไปยืนให้หน้าที่สุดเท่าที่จะหน้าได้ เนื่องจากว่า ต้องวิ่งในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว ๑:๔๕ นี่คือต้องทำเวลาเพซเฉลี่ย ๕ ตลอดทาง ตกลงกันไว้ว่าเราจะวิ่งที่เพซ ๔:๕๕ ถึง ๕:๐๐ เรื่องจิบน้ำนี่คือใครใคร่จิบก็ชะลอจิบไปแล้วเร่งขึ้นมาให้ทันคนที่คุมเวลาอยู่ก็แล้วกัน

ยืนรอหน้าเส้นจนตัวแห้งเย็น ปล่อยตัวจริงเวลา ตีห้า ห้าสิบหกนาที ช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง อันนี้ไม่ค่อยดีสำหรับนักวิ่ง ยิ่งนักวิ่งที่ต้องทำเวลาด้วยแล้ว หัวใจที่ถูกกระตุ้นไว้ตอนสไตรด์ ก็กลับสู่สภาพเกือบปกติ ความพร้อมของหัวใจและกล้ามเนื้อที่เตรียมไว้ดีแล้วก็กลายเป็นสภาพไม่พร้อมเร่ง ก็ได้แต่ภาวนา หวังว่าทุนเก่าที่มีจะทำให้รอด

ปล่อยตัววิ่งไหลตามผู้คนค่อนข้างมาก สามร้อยเมตรแรกแอบดูนาฬิกา เพซปาไปหกครึ่ง พอคนเริ่มเบาบางก็ค่อย ๆ เร่ง ทำเวลากิโลแรกที่ 5:00.7 แหม่ เป๊ะเชียว

วันนี้วิ่งค่อนข้างสม่ำเสมอ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แอบรู้สึกว่ายากกว่าวิ่งตามจังหวะของตัวเอง กิโลไหนเร่งได้ก็ต้องคุมไว้ ไม่เร่งเกินไป กิโลไหนหนืดก็พยายามเร่งเพื่อให้ได้เพซเฉลี่ยตามที่ควรจะเป็น แต่ถึงกระนั้น ก็สนุกไปกับการวิ่งวันนี้ หลังกลับตัวแล้วได้ทักทายพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกัน ได้แปะมือกับ pace maker ช่วงเวลาอื่น ๆ การปิดถนน ๑๐๐ % ทำให้สนุกกับการแปะมือโดยไม่ต้องระวังว่าจะโดนรถเฉี่ยวชน

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
5:00.7 / 4:56.1 / 4:53.8 / 4:54.4 / 4:54.8 / 4:53.9 / 5:04.1 / 4:54.6 / 4:55.8 / 5:07.2* / 4:56.1 / 5:00.6 / 4:59.1 / 4:57.8 / 5:00.2 / 4:57.4 / 4:57.1 / 5:01.0 / 4:54.7 / 4:53.3 / 1:39.1 (0.13 กม. กดเวลาช้าไปนิด)

* จิบน้ำ

เข้าเส้นที่เวลา ๑:๔๔:๔๕ เป๊ะเวอร์ (ตามเวลาสนาม ไม่ต้องบวกเวลาข้างบนแล้วมาแย้งว่าไม่เท่ากันนะคะ)



รู้สึกดีใจที่ทำหน้าที่ได้ตามกำหนด อาจจะไม่สมบูรณ์เท่าใดนักเนื่องจากเร็วขนาดนี้ก็ไม่สามารถจะเอนเตอร์เทนลูกค้า(นักวิ่งที่เกาะมา)ได้ ได้แต่วิ่งคุมจังหวะให้เข้าเส้นได้ตามเป้าหมาย ลูกค้าก็ไม่ค่อยรักเราเท่าไหร่ ยิ่งวิ่งยิ่งหาย ไม่หลุดไป ก็แซงเราไปเลย -- ที่จริงดีใจนะคะ ที่ลูกค้าเกาะเราจนมั่นใจว่าไปด้วยตัวเองรอดได้แน่ ๆ แล้ว ยินดีมากที่แซงไป และจะยินดีมากกว่านั้นถ้าทำ new PB กันได้ด้วย :D

อยากลองทำหน้าที่นี้ในสนามอื่นที่ไม่ใช่ทางราบ มีเนินขึ้นบ้างลงบ้าง คงจะได้วางแผนกันสนุกกว่านี้ บางกิโลอาจจะเพซพุ่ง บางกิโลอาจจะหนืดแต่ขอให้เข้าเส้นตามเวลา ... น่าลองชะมัด แต่จะมีโอกาสได้ลองไหมไม่รู้ ค่าที่ว่า ลูกค้าแทบไม่มี งานต่อ ๆ ไป พี่ป๊อกคงงดเพซเซอร์เวลานี้ซะละมั้ง