วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Chiang Mai Marathon 2014 : My Second Marathon : 21 Dec 2014

ปีที่แล้ว ไปวิ่งมาราธอนแรกไกลถึงสิงคโปร์
มาปีนี้ เลือกสนามที่สองที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลสองข้อคือ
หนึ่ง อยากวิ่งในบ้าน .. หมายถึงว่าในไทย ไม่ต้องโกอินเตอร์ไปวิ่งระยะฟูลบ้านอื่นเมืองอื่น
สอง ถือโอกาสไปนอนกอดหลาน ไปกอดป๊ากอดม้าให้หายคิดถึง ค่าที่ว่า ปีที่แล้วมัวแต่มีรายการวิ่ง ไม่ได้ไปเชียงใหม่เลย (**โน้ตไว้สำหรับใครที่ไม่รู้ ข้าเจ้าบ่ใจ้สาวเจียงใหม่ แต่น้องชายไปตั้งรกรากที่นู่น ผลิตหลานชายมาสามหน่อ แล้วเลยขนป๊าขนม้าไปอยู่นู่นด้วยเลย)

จองตั๋วไปเชียงใหม่ตั้งแต่เดือนพฤษภา
บอกกล่าวโค้ชดินสุดหล่อตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อขอตารางซ้อม
และสมัครวิ่งระยะฟูล ตั้งแต่แรก ๆ ที่เปิดรับสมัคร

งานเชียงใหม่มาราธอนปีนี้ จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม
อิฉันบินไปเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ ๑๘ ธันวา พอเช้าวันที่ ๑๙ ก็ออกไปจ๊อกเบา ๆ ตามสูตร
อากาศเย็น อุณหภูมิอยู่ในช่วงสิบห้าถึงสิบแปดองศา ก็ตื่นแต่ตีสี่ เพื่อจะทดสอบวิ่งกับสภาพอากาศคล้ายวันจริง แต่งตัวด้วยชุดวิ่งที่คิดว่าจะใช้วันแข่ง จ๊อกออกไปนอกบ้าน วิ่งมันบนถนนในหมู่บ้านเนี่ยแหละ

ออกตัวไปไม่กี่ร้อยเมตร ได้ยินเสียงหมาเห่า รู้ล่ะว่าเป็นหมาของเพื่อนบ้าน รู้ด้วยว่าบ้านไหน รู้อีกว่ามันอยู่ในบ้านออกมาไม่ได้แน่ ๆ แต่ก็ไม่วายเหลียวหน้าเหลียวหลัง เป็นเหตุให้ลืมสนใจทางวิ่ง ซึ่งมีลูกระนาดอยู่เบื้องหน้า ประกอบกับความมืด ด้วยมีต้นไม้ตะคุ่ม ๆ และมันเพิ่งจะตีสี่ครึ่ง

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็ถลาลงไปกองกับพื้นแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่า cw-x ตัวเก่ง ตัวเดียวกับที่ไปวาดลวดลายฟูลมาราธอนแรกที่สิงคโปร์ ความยาวถึงข้อเท้านั้น ได้ขาดซะแล้วที่เข่าทั้งสองข้าง

ย่องเข้าบ้านเงียบ ๆ สำรวจแผล อือม์ ถลอกนิดหน่อย ... เข้าไปใช้ฝักบัวฉีดน้ำประปาล้างแผลที่เข่าสองข้าง มือก็ถลอกด้วยเล็กน้อย ซักพัก เลือดค่อย ๆ ซึม แผลไม่ลึก แต่กินบริเวณค่อนข้างกว้าง ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วหยดเบตาดีน

อัพรูปขึ้นเฟซให้ชาวบ้านช่วยกันตกใจ แล้วก็ได้รับคำแนะนำจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่หวังดี ให้ไปหาหมอเพื่อล้างแผลและขอยาชนิดครีมมาทาเพื่อให้มันไม่ตึง วันมะรืนจะได้พอวิ่งในสนามแข่งได้

เจี๊ยกกกกกกกก


แผลดูน่ากลัว แต่มันไม่ได้รู้สึกเจ็บอย่างที่ตาเห็นเลยนะฮะ .. ด้วยความสัตย์จริง (หรืออากาศหนาวจะช่วยทำให้ชาก็มิอาจรู้ได้)

บุรุษพยาบาลทำแผลให้  แผลที่เราอุตส่าห์ถนอม ล้างมาเบา ๆ บุรุษพยาบาลก็ทำหน้าที่ ใช้สำลีชุบน้ำเกลือ ถู ๆ ๆ ๆ ไม่ปรานีปราศรัย เอาให้สะอาด ที่ไม่เจ็บก็มาเจ็บจนชา ณ จุดนี้แหละ -_-''

โดนฉีดยากันบาดทะยักไปอีกเข็ม ค่าเสียหายพันสี่ร้อยเศษ ๆ .. ประกันจ่าย

พอวันเสาร์ ตกเย็น ก็ไปล้างแผลอีกรอบ ให้บุรุษพยาบาลพันผ้ากันกางเกงเสียดสีขณะวิ่ง

ค่ำวันนั้นไปกินข้าวกัน ณ ร้านข้าวต้ม -- คนวิ่งยาวเค้าให้หนักแป้ง ดังนั้น จึงได้กินข้าวสวยแทนข้าวต้ม สะสมพลังไว้

ตีสองของวันอาทิตย์ ตื่นมาแทะขนมปังสองแผ่น ระหว่างแทะหนมปัง เปิดเฟซมาเจอสองรูปนี้ โอ้โห กำลังใจมาเต็มเปี่ยม ขอบคุณมาก ๆ เลย คิดได้ไงอะ น่ารักมาก ๆ พวกตะเองทำให้เค้ามีแรงวิ่งจนสุดทางเลยรู้มั้ย ... จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดวิ่งตัวเก่ง แล้วปลุกออมกับพี่จิ๋ม และ ครูดิน ที่มานอนค้างที่บ้าน ให้เตรียมตัวให้พร้อม

น่ารักทุกคนเลย  กำลังใจสุด ๆ 


ดูสิ ช่างทำเนอะ


เล่าก่อนว่า ทีแรก ออมกับพี่จิ๋ม จองโรงแรมไว้ใกล้จุดปล่อยตัว แล้วด้วยเหตุที่ข้าพเจ้าเรียนเชิญครูดินมาเชียร์ที่เชียงใหม่ ก็เลยจัดห้องให้ครูมาค้างที่บ้าน ทีนี้ความลำบากเกิดขึ้นตรงที่ ข้าพเจ้าดันขับรถไม่เป็น แผนแรกคือ ออมจะมารับที่บ้าน ไปสนามแข่งด้วยกัน (ออมไม่ได้ลงวิ่งสนามนี้ - พี่จิ๋มวิ่งระยะสิบโล) แต่แล้วตอนกินข้าว คุยกันไปมาก็เปลี่ยนแผน .. อย่ากระนั้นเลย มานอนด้วยกันที่บ้านนี่แหละ ตอนเช้าจะได้ออกไปพร้อมกัน ออมกับพี่จิ๋มก็ยอมจ่ายค่าโรงแรมฟรีไปคืนนึง แล้วมานอนด้วยกัน

ณ บรรทัดนี้ ขอขอบคุณทั้งสามท่านที่กล่าวนามมา ทุกคนเสียสละเพื่ออิฉันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงไหว ออมก็ไม่ได้วิ่ง พี่จิ๋มวิ่งสิบโล แทนที่จะได้ตื่นตีสี่ครึ่งจ๊อกไปสนามแข่ง ก็ต้องมาตื่นตีสองครึ่งพร้อม ๆ กัน ครูดินยิ่งแล้ว เสียสละเวลาทั้งเสาร์อาทิตย์ ยอมเหนื่อยเดินทาง มาถึงบ่าย ๆ ก็ได้เวลากินมื้อเย็น แล้วก็ต้องรีบนอน ตื่นแต่เช้า เชียร์เสร็จก็ต้องรีบกลับกรุงเทพฯ เหนื่อยนะนี่ เที่ยวก็มิได้เที่ยว กราบขอบพระคุณครูดิน ขอบคุณออม ขอบคุณพี่จิ๋ม มา ณ ที่นี้

ตีสองห้าสิบ ล้อหมุน ถึงสนามตีสามนิด ๆ ได้จอดรถใกล้จุดปล่อยตัวมาก ๆ ถึงแล้วขอตัวทุกคนไปเข้าห้องน้ำ วอร์มอัพไปสองโล สไตรด์ไปห้าเที่ยว ก่อนจะไปขยับแข้งขยับขาหน้าเส้น เจอพี่ตุ๊กสวนลุมที่จุดสตาร์ทนี่เอง

อย่างที่หลายคนอาจจะทราบแล้วว่า งานนี้อิฉันตั้งเป้าไว้ที่ ๓ ชั่วโมง ๔๕ นาที เพซเฉลี่ยต้องอยู่ที่ ๕:๒๐ ก็เลยหมายมาดไว้ในใจว่า จะเริ่มวิ่งที่เพซ ๕:๑๕ ทดไว้นิดหน่อย เผื่อแผ่วช่วงท้ายอันเป็นนิสัยส่วนตัว ทำ negative split ไม่เคยได้ซักที

พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น บรรยากาศรอบข้างก็พาไป ส่งผลให้กิโลเมตรแรก เวลาพุ่งไปที่ ๔:๓๗ ความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าวิ่งเร็ว กลับรู้สึกว่าตัวเองสับขาช้าจัง วิ่งช้าแบบนี้เพซปาไปเท่าไหร่นี่ พอครบโลนาฬิกาบอกว่าสี่กว่า ๆ ตายหะ ต้องผ่อน ๆ ไม่งั้นมีเดี้ยงกลางทางแน่ ก็เลยค่อย ๆ จับจังหวะขา จับจังหวะหายใจ นับก้าวไปเรื่อย ๆ สิบโลแรกผ่านไปสบาย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ เพซค่อนข้างสวย เร็วกว่าที่คาดนิดหน่อย แต่ในเมื่อขาไปสบาย ๆ หายใจยังดี ก็เลยปล่อยให้มันไปเท่าที่ร่างจะรู้สึกสบาย อีกสิบโลถัดมาก็ยังถือว่าดีอยู่ บวกลบในใจ ยังบวกอยู่นิด ๆ รู้สึกดีมาก อากาศก็เย็นเป็นใจ ใครบอกว่าวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ไม่จริงเลย ยิ่งวิ่งก็ยิ่งหนาว ยิ่งบางช่วงบางตอนที่ลมมาด้วย ยิ่งเย็นจนมือชา

พก Gu Gel มาด้วยสองซอง พอครบยี่สิบโลก็เริ่มหยิบเจลซองแรกมาฉีก ทยอยกินทีละน้อย ไปหมดซองเอาแถว ๆ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ขาออก (พืชสวนโลก) ประมาณโลที่ ๓๐

ขายังไปได้ดีอยู่ บางขณะมีรู้สึกแปล๊บ ๆ ที่ผิวแผลที่หกล้มบ้าง แต่มันไม่ได้เจ็บปวด ไม่ได้บาดลึก มันแค่ผิว ๆ บางขณะตึงสะโพก แต่โดยรวมแล้วยังรู้สึกดีอยู่ กำลังใจดีมากเพราะคุมเพซมาได้ถึงสามสิบโล หัวใจเต้นปกติ ลมหายใจสัมพันธ์กับขา ไม่มีอาการเสียดท้อง ... จะมีสุขใดไหนมากกว่านี้อีก

ออกจากพืชสวนโลกซักพัก เส้นทางเริ่มให้ข้ามถนนมาใช้เส้นทางร่วมกับขามา เริ่มเจอนักวิ่งระยะฮาล์ฟบ้าง ช่วงนี้เพซเริ่มหล่นเกิน ๕:๒๐ ที่ตั้งไว้บ้างในบางกิโล แต่เมื่อทดกับที่ทำไว้แรก ๆ ถือว่าไม่เสียหาย ก็คุมจังหวะมาเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งอะไร เทียบกับมาราธอนแรกแล้ว ครั้งนี้ทำได้ดีกว่ามาก ครั้งแรกนั้น สิบโลท้ายต้องปลอบใจตัวเองว่าให้ถือเป็นการจ๊อกคลาย แต่ครั้งนี้ สิบโลท้ายก็ยังสามารถคงจังหวะได้ แม้จะตกไปบ้าง(ถือว่าเล็กน้อย) ช่วงกม.สามสิบกว่า ๆ มีบางแว้บที่แอบเมื่อย ก็อาศัยนึกถึงบุคคลผู้เสียสละทั้งสามที่กล่าวไปข้างต้น พลังก็มาใหม่ พอถึงกิโลสามแปด เริ่มเร่งขึ้นนิดหน่อย แล้วก็มาเสียจังหวะที่กม. ๓๙ เนื่องจากถูกเบรคให้รถไปก่อน ต้องจ๊อกกับที่รอ จนท. ปล่อยรถแป๊บนึง เข้าคูเมือง เจอออมยืนรอถ่ายรูปให้ ได้ยินเสียงครูดินเชียร์มาจากอีกฟากถนน ใจมาเป็นกอง วิ่งต่ออีกนิดก็ถึงเส้นชัย เห้ย ทำไมเร็วจัง การ์มินยังไม่ตื๊ดเตือนกม.ที่ ๔๑ เลย ... ปรากฏว่า ระยะขาด การ์มินที่ข้อมือบอกระยะ ๔๐.๖๘ กม. ในเวลา ๓:๓๕.xx (แต่นาฬิกาสนามอยู่ที่ ๓:๓๔) ถูกเจ้าหน้าที่ดักคล้องป้ายอันดับ กาเครื่องหมายบนบิบ แจกเหรียญ แจกกล้วย แจกเบอร์เกอร์ หลุดจากกองเจ้าหน้าที่ได้ก็วิ่งต่อ คิดในใจว่าชั้นต้องทำ ๓๔๕ ให้ได้ ต้องวิ่งให้ครบระยะ ก็วิ่งวน ๆ บนถนนแถวอนุสาวรีย์สามกษัตริย์จนครบระยะ ในเวลา ๓:๔๒.xx เป็นอันฟินนนนน ทำได้อย่างที่หวังไว้ โว้เย

รูปนี้ขายาวเกินจริง ดูงามเชียว กิกิ


เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ ๔ ในรุ่นอายุ ๔๐-๔๙ ปี
ทดไว้หน่อย อันดับ ๑ คือ พี่ตุ๊ก สวนลุม เข้ามาด้วยเวลา ๓:๑๗.xx อันดับ ๒ ฝรั่งชาวเนเธอร์แลนด์ อันดับ ๓ พี่เอ๋ ดุษณี แซ่เฮ้ง อันดับสุดท้ายเป็นต่างชาติ ดูจากชื่อ น่าจะเป็นคนจีน

เวลาแยกแต่ละกิโลเป็นดังนี้

4:37.16 / 5:08.82 / 5:08.34 / 5:00.05 / 5:08.06 / 5:13.13 / 5:01.95* / 5:17.00 / 5:06.46 / 5:18.83 / 5:29.36 / 5:03.45 / 5:05.14 / 5:12.41 / 5:15.19* / 4:59.48 / 5:07.09 / 5:19.90 / 5:20.95 / 5:18.21* / 5:06.61 / 5:04.11 / 5:17.37 / 5:21.64 / 5:17.70* / 5:23.92 / 5:17.40 / 5:29.40 / 5:07.30 / 5:17.35* / 5:34.42 / 5:22.35 / 5:18.86 / 5:21.21 / 5:27.29 / 5:24.14 / 5:21.30 / 5:17.10 / 5:37.32** / 5:14.21 / 5:29.69 / 5:43.27*** / 1:14.27 *** (0.2km)

* จิบน้ำ
** ถูกเบรคให้รถไปก่อน
*** จ๊อกต่อให้ครบระยะ


ม้ากะป๊าโผล่มาหาที่เส้นชัยโดยไม่ได้นัดหมาย ชอบมาเซอร์ไพรส์ลูกสาวอยู่เรื่อยเลย ขอบคุณนะค้า ดีใจอ่า :D


โอ๊ะ ปะป๊ามา

อ๊ะ ม้าก็มาด้วย




วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Khao Cha Ngok Super Half Marathon 2014 : My 14th (Super) Half Marathon

งานวิ่งเขาชะโงก ปีนี้จัดขึ้นวันที่ ๒ พฤศจิกายน

ตั้งใจมาก ๆ กับการลงแข่งสนามนี้ด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่งคือ เป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตนักวิ่งกับการที่จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ที่เรารัก (ถ้าติดอันดับ) สองคือ เป็นการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งระยะฟูลมาราธอนปลายปี

การซ้อมสองครั้งก่อนลงสนาม ที่ระยะ ๒๕ กม. และระยะ ๒๘ กม. ไม่ค่อยได้ดังใจเท่าไหร่ คือที่ระยะ ๒๕ กม. ตั้งเป้า ๒ ชั่วโมง ๘ นาที แต่วันที่ซ้อม ทำได้ที่ ๒ ชั่วโมง ๙ นาที ๓๑ วิ ส่วนระยะ ๒๘ กม. ตั้งเป้าไม่เกิน ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที เอาเข้าจริง ปาไป ๒ ชั่วโมง ๓๒ นาที เพราะดันเสียดท้องตั้งแต่ กม. ๒๑ ... กัดฟันวิ่งจนจบก็บุญหนักหนาแล้ว

ดังนั้น ก็เลยแอบกังวลนิดหน่อย .. ตั้งเป้าไว้ว่าระยะ ๓๒ กม. ของสนามนี้ อยากทำเวลาต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง ๕๐ นาที เพราะว่าตั้งเป้าระยะฟูลที่เลขเรียง ๓:๔๕ หวังไว้ว่า ห้าสิบห้านาที กับอีกสิบโลที่เหลือน่าจะพอถูไถ (ไหมนะ?--ที่จริงก็หมิ่นเหม่ไปหน่อย เพราะว่าฟูลมาราธอนแรกนั้น ช่วงท้าย ปาไปหกกว่า ๆ เลยเชียวนะ)

แต่ก็นั่นแหละ ตั้งเบา ๆ ไว้ก่อน จะได้มีแรงพุ่งชนเป้าหมาย

...

ค่ำก่อนวันแข่ง แวะกินมื้อเย็นร้านตามสั่งแถวที่พัก ตอนแรกว่าจะกินสุกี้น้ำ แต่งานนี้ ครูดินไม่ให้ผ่าน บอกว่าให้เปลี่ยนเป็นเมนูข้าว เพราะพรุ่งนี้วิ่งมาก ๆ ต้องสะสมพลังงานไว้เยอะ ๆ ... ก็เลยเปลี่ยนเป็นข้าวกะเพราเห็ด เสริมพลังด้วยไข่เจียวอีกหนึ่งฟอง จัดไป

คืนนั้น เข้านอนสามทุ่ม ตั้งนาฬิกาไว้ตีสามยี่สิบ กะว่าน่าจะพอดีกับที่ออมจะเข้าห้องน้ำเสร็จเป็นคนแรก (ออมตื่นตีสาม) จริง ๆ ก็ตื่นพร้อมกับที่นาฬิกาออมดัง ลืมตามาแพพนึง มีสายเข้า ... ปรากฏว่าเป็นครู โทรมาบอกให้กินขนมปังไปสองแผ่น

ล้อหมุนจากที่พักตีสี่ ถึงสนามตีสี่ครึ่งแทบไม่ได้วอร์ม ฝากกระเป๋าให้ออมเอาไปฝากที่จุดรับฝากของ แล้วจ๊อกไปหาห้องน้ำ โรคนี้ไม่หายซักที อยู่ที่พักดีดี ถ่ายไม่ค่อยจะออก พอถึงสนามปุ๊บ ข้าศึกชอบมาจ่อประตูเมือง -_-''

ทำธุระเรียบร้อย ออกมาสไตรด์ได้แค่สี่เที่ยว ก็ได้ยินเสียงเรียกไปเช็คอิน วอร์มเวิร์ม ยืดหย่งยืดเหยียดไม่ต้องทำกันละ ผิดสเต็ปนะนี่

ยืนเต้นหน้าเส้นไม่นานก็ได้เวลาปล่อยตัว .. เจอพี่ปู (กัญ คูสุวรรณ) ขาแรงที่หน้าเส้น ได้คุยกันนิดหน่อย หลังปล่อยตัว ก็ทันได้เห็นหลังพี่ปูแค่สองสามร้อยเมตร แล้วพี่ปูก็จากไปในความมืดซะแล้ว แง ๆ

ตอนแรก ก็ว่าจะเอาไฟฉายติดไม้ติดมือไปด้วย ค่าที่ว่า ผู้มีประสบการณ์แข่งสนามนี้เมื่อปีที่แล้วบอกไว้ว่ามันค่อนข้างมืด ออมอุตส่าห์เอาไฟฉายคาดหัวมาให้ ก่อนมาก็อุตส่าห์ลองจนสรุปว่าคาดไว้ที่เอวน่าจะเหมาะสุด แต่ตอนเดินทาง ครูดินกับครูพี่ชายบอกว่า ไม่ต้องเอาไปให้เกะกะหรอก มันไม่จำเป็น วิ่งไปมืด ๆ นั่นแหละ แพพเดียวก็สว่างแล้ว

ก็เลยต้องเชื่อสองครู :D

งานนี้ตั้งใจคุมจังหวะ เอาให้ละม้ายกับวิ่งระยะฟูลเลย แบ่งทีละสิบกิโล แล้วก็คุมจังหวะได้ค่อนข้างดี ช่วงสิบโลแรกพยามบอกตัวเองให้ช้า ๆ สังเกตลมหายใจให้ไหลลื่น มองรอบข้าง ไม่เจอคู่แข่งเพศหญิงเลย รู้สึกสบายใจ ไม่เครียดไม่กังวล สนุกกับการไหลลงเนินมาก ๆ ปล่อยให้โลกช่วยดึง ... สิบโลถัดมาก็ยังจังหวะดีอยู่ ดูเวลากิโลต่อกิโล บวกลบช่วงขึ้นเนินลงเนิน เฉลี่ยดูไม่เกินเป้าที่ตั้งไว้ สบายใจไปอีกเปลาะ ... ก่อนจะกลับตัว พี่ปูวิ่งสวนมา ตะโกนบอกว่า "นกไม่ต้องรีบ ยังเป็นคนที่สองอยู่" -- ต้องขอบคุณพี่ปู นับตัวให้น้องด้วย ก็เคาะจังหวะเท่าที่ยังวิ่งสบายด้วยลมหายใจที่ไหลลื่น ไม่รีบ ไม่เร่ง ไม่เครียด เพลินกับบรรยากาศรอบ ๆ

เข้าสิบโลที่สามอยากจะเร่งขึ้นนิดนึงตามแผนที่วางไว้ แต่ก็เร่งได้แค่ช่วง กม. ๒๑-๒๓ หลังจากนั้นเจอเนิน ก็วิ่งหนืด ๆ ไป ยังใจเย็นเพราะยังไม่เห็นใคร แอบสบายใจที่อาการเสียดท้องไม่เกิดขึ้นเลย จริง ๆ ห้าโลสุดท้ายอยากเร่งขึ้นอีกหน่อยแต่ขาล้าขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว มาเร่งได้สองโลสุดท้ายตามสูตร

ผลเป็นดังนี้
4:31.87 / 4:51.23 / 5:39.77 / 4:34.85* / 5:06.97 / 5:00.06 / 4:58.09 / 5:15.39 / 5:17.23 / 5:21.04 / 5:07.45 / 5:00.99 / 5:21.19 / 5:37.85* / 4:31.18 / 5:17.18 / 5:10.38 / 5:12.83 / 5:11.61 / 5:18.02* / 5:08.16 / 4:54.93 / 5:12.13 / 5:25.58* / 5:27.20 / 5:29.62 / 4:48.61 / 5:18.46 / 5:23.81 / 5:31.23 / 5:28.07 / 5:08.06

*จิบน้ำ

เข้าเส้นชัยที่ 2:44.xx (ตามป้ายเวลาที่สนาม) ขาดอีกร้อยกว่าเมตร จึงวิ่งต่อให้ครบ ๓๒ กม. เข้าเป็นลำดับที่ ๒ ของรุ่นอายุ เข้าเส้นก็วิ่งเลยไป ไม่ได้รับป้าย น้องทหารต้องวิ่งตามเอาป้ายและเหรียญมาให้ เจอน้องปลาเอาน้ำมาเสิร์ฟถึงที่ -- ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้-- คูลดาวน์นิดหน่อย ยืดเหยียด หาน้ำดื่มอีกแก้ว แล้วไปรายงานตัว น้องทหารบอกว่า ๙ โมงให้ไปที่ปะรำพิธี ก็เลยเดินไปหาที่อาบน้ำ

แล้วก็บุญดีเหลือเกิน เจอแม่หวังระหว่างทาง แม่หวังพาไปอาบน้ำห้องทหารเวร ไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกับใคร สบายใจสุด ๆ

ในที่สุดก็สำเร็จ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ในระยะใกล้ชิด ใกล้กว่าตอนรับปริญญาทั้งสองครั้งอีก .. ครั้งหนึ่งในชีวิตนักวิ่งตัวเล็ก ๆ อย่างเรา คิดถึงทีไรก็ขนลุกด้วยความปลื้มปิติไม่หาย

ขอบคุณทุกสิ่งอย่าง ที่ทำให้ชีวิตเดินมาถึงวันนี้

ขอบคุณจริง ๆ

+++ ยังไม่แปะรูปละนะฮะ ไว้ว่าง ๆ ค่อยคุ้ยมาแปะ +++
++ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม ... ทิ้งข้อความไว้บ้างก็ได้นะคะ ++

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

Mizuno River Kwai 2014 : My 13th Half-Marathon : 14 Sep 2014

ปีนี้ไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟไทยอันแสนแคลสสิคแบบปีที่แล้ว ก๊วนผจญภัยหายไปซะละ

ก็เลยเป็นการเดินทางโดยรถตู้ ไปกับสมาชิกชมรมสถาวรรันนิ่งคลับ แวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเนือง วังโพธิ์ ตรงสถานีรถไฟวังโพธิ์ แล้วจึงเดินทางต่อไปยังริเวอร์แคว วิลเลจ อันเป็นสถานที่จัดงาน

เจอคาซุมิ ซึ่งคาซุมิก็แนะนำให้รู้จัก ยูโกะ ยามากาตะ แชมป์ฝ่ายหญิงของปีที่แล้ว ผู้เข้าเส้นชัยด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๓๙ นาที ในขณะที่ฉันทำเวลาไว้ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาที ปีที่แล้วอยู่กันคนละรุ่นอายุ ปีนี้ฉันปีนมาร่วมรุ่นอายุเดียวกัน ก็คงต้องปล่อยนางไป คิดว่าฝีเท้าตัวเองคงยังสู้ไม่ไหว จัดการเรื่องบิบของสมาชิกที่สมัครมาพร้อมกันเสร็จ ก็ไปสมัครวิ่งงาน run for kids ของวังทองกรุ๊ป เรียบร้อยแล้วจึงเข้าที่พักกัน

เข้าที่พักปุ๊บ ฝนโปรยปั๊บ ยังไม่ทันได้แบ่งกันเลยว่าใครอยู่ห้องพักห้องไหน ติดฝนกันอยู่ในครัวส่วนหนึ่ง และ ติดอยู่ในรถตู้อีกส่วนหนึ่ง จนกระทั่งฝนซา จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ก่อนจะออกไปหม่ำอาหารเย็นกัน เรียบร้อยแล้วจึงแยกย้ายกันอาบน้ำ นอนแต่หัวค่ำเพื่อเก็บแรงไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้น

ว่าด้วยเรื่องอาหารวันก่อนวิ่ง

มื้อเที่ยง : เนือง วังโพธิ์
ข้าวขาว ทอดมันปลา แกงส้มชะอมไข่ ยำปลาฉิ้งฉ้าง ไข่เจียวซาละเปา(กุ้งสับ) ต้มยำปลา

มื้อเย็น : ครัวแม่สมสอง
ข้าวขาว ผัดไหลบัว ผัดเห็ด ปลาทับทิมทอด

... จริง ๆ มีกับข้าวมากกว่านี้ทั้งสองมื้อ แต่จำได้แค่นี้ (นี่ละน้า ผลของการไม่รีบบันทึก)

ก่อนนอน กินกระเจี๊ยบกรอบหวังเพิ่มไฟเบอร์เพื่อให้คลอดง่ายในตอนเช้า


เช้าวันแข่ง ตื่นตีสามสี่สิบห้า ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระหนักไปหนึ่งรอบ ล้อหมุนตีสี่ครึ่ง ถึงงานประมาณตีห้า อากาศเย็นพอสมควร ฝากของแล้วแวะเข้าห้องน้ำอีกรอบก่อนไปจ๊อกวอร์ม .. ตอนแรกก็ไปจ๊อกหลังเส้นสตาร์ท แต่ทางเป็นเนิน ก็เลยเปลี่ยนมาจ๊อกหน้าเส้น หลัง ๆ นักวิ่งทยอยกันมาหนาตามากขึ้น จะดริลจะสไตรด์ไม่ค่อยสะดวกเลย สไตรด์ไปแค่ ๓ เที่ยว แล้วออมก็ชวนไปหาน้ำดื่มก่อนไปรอหน้าเส้น อันที่จริงสองเราวิ่งกันคนละระยะ แต่เนื่องจากสนามนี้ปล่อยตัวพร้อมกันทั้งระยะฮาล์ฟและระยะมินิ ก็เลยจูงมือกันแทรกตัวไปหาที่ยืนหน้า ๆ แม้ว่าการแข่งขันจะใช้ชิพบันทึกเวลา แต่ทว่า ผลการตัดสินก็ยังใช้ Gun time แทนที่จะเป็น net time (ยังสงสัย แล้วจะใช้ชิพเพื่อ ??) นักวิ่งสายสถิติอย่างเรา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปหน้าสุดเท่าที่จะแทรกตัวไปได้

ยืนเต้นยืนเขย่าตัวอยู่หลังเส้นสตาร์ทอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็ปล่อยตัว

สนามนี้เคยวิ่งมาแล้ว รู้ดีอยู่ว่า ห้ากิโลแรกนี่เป็นเนินขึ้นล้วน ๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าจะทำเวลาได้สวยหรู  หวังเพียงแค่ เวลาดีกว่าที่ทำไว้ปีที่แล้ว อย่าให้ตกไปกว่าเดิมก็พอ วิ่งไปไม่นาน ก็เจอคาซุมิ คู่แข่งขันชาวญี่ปุ่นในรุ่นอายุเดียวกัน ทักทายกันเล็กน้อย ก่อนที่ฉันจะฉีกตัวขึ้นไป ทำกำไรไว้ให้อุ่นใจก่อน อีกพัก ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้ม-ปานทิพย์  อีกหนึ่งขาแรงรุ่นอายุเดียวกันที่เพิ่งรู้จักกันเมื่องานพัทยามาราธอนเดือนกรกฎาที่ผ่านมา พี่เค้าวิ่งไปคุยไปได้ด้วย ต่างกับอิชั้น วิ่งแล้วไม่ใคร่อยากจะคุยกับใคร

ทิ้งได้ก็รีบทิ้งไปก่อน ปล่อยพี่ตุ้มคุยกับคาซูไว้เบื้องหลัง
เครดิตภาพ : พี่ชายแห่งฟอร์รันเนอร์



กม.๑๘ ยังลั้นลาอยู่
เครดิตภาพ : พี่รุจน์ แห่งชัตเตอร์รันนิ่ง
ผ่านห้ากิโลแรกไปได้ด้วยดี เวลาไม่แย่กว่าปีที่แล้วสมดังใจหมาย หลังจากนั้นทางก็ลงเนินให้รู้สึกสบายใจบ้าง ขึ้นเนินให้รู้จักคำว่าเหนื่อยบ้าง ขาลงนี่สนุกมาก ให้โลกช่วยดึงไปข้างหน้า มีหน้าที่แค่เพียงสับขาให้ทัน ไม่ม้วนหน้าไปซะก่อน ไหลลงไปแบบไม่ได้ยั้ง แต่ก็ลงเท้าเบาพอที่จะไม่รู้สึกมีแรงกระแทกถึงเข่า  โอ้ววว  คำว่าฟินนนนนมันเป็นเช่นนี้เอง

บรรยากาศของสนามยังคงสวยงาม แม้ปีนี้จะไม่มีฝนโปรย สนามนี้ก็ยังคงสวยอยู่ สายหมอกไม่หนาตาเท่าปีที่แล้ว และไม่ได้วิ่งผ่านหมอก แอบเสียดายไปนิดส์ ที่ยังต้องระวังรถอยู่บ้าง รู้สึกว่าปีนี้รถค่อนข้างดุ มีบีบแตรไล่และขับด้วยความเร็ว ไม่เห็นใจนักวิ่งเลย

กลับตัวแล้วพบว่า พระอาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาไปทอแสงสีทองอยู่เบื้องบนแล้ว ไม่ได้เป็นไข่แดงเหมือนปีที่แล้ว เสียดายจัง คิดถึงไข่แดง

กิโลที่สิบกว่า ๆ จำไม่ได้หรอกว่ากว่าเท่าไหร่ กำลังวิ่งเนิบ ๆ อยู่เลย ค่าที่คิดว่า สองสาวขาแรง(แต่คนละรุ่นอายุ)ข้างหน้านั่นก็ห่างจนฉันไร้เรี่ยวแรงจะตามแล้ว คาซุมิ (คู่ปรับเก่าที่ปาดแซงฉันขึ้นไปในระยะ ๓ กม.สุดท้ายที่สนามพัทยา) ก็น่าจะอยู่ข้างหลังไกลอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงพี่ตุ้มโผล่มาทักทาย เจ้ยยย มายังไง ไม่ได้ยินเสียงพี่เค้าตั้งพักใหญ่แล้ว ไม่คิดว่าจะตามมาเบียดอีก พี่เค้าก็ให้กำลังใจนะ บอกว่าไปก่อนเลย ๆ เดี๋ยวคาซุมิก็มาเก็บเราสองคน (เหมือนงานพัทยา) อยู่ดี นั่นทำให้ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน ... ได้ยินเสียงพี่ตุ้มไล่หลังมาไว ๆ เออ ไอ้นกนี่มันดีแฮะ กระตุ้นแล้วมีแรงเร่งหนีทุกทีเลย สนุกดีเว้ย ฯลฯ







จ๊ากกก พี่ตุ้มมายังไง





ช่วงท้าย ๆ นี่สนุกกับการปล่อยตัวตามแรงโน้มถ่วงโลกมาก ๆ วิ่งอย่างมีสุขกับการที่ลมปะทะหน้า ปะทะตัว วู้ว ๆ ๆ  สนุกมาจนเริ่มชิดขวา เตรียมเลี้ยวโค้งเข้าช่วงสุดท้ายของเส้นชัย  ปรากฏว่าพี่ตุ้มโผล่มาจากไหน ?? ปาดเข้าโค้งไปอย่างสวยงาม เฮ้ย  มายังไง ไม่ยอม ๆ




ท่องไว้  อย่าให้ใครแซง ๆ 


















ตอนนั้นสับขาเร่งตามไป ไอ้หยา ขามันไม่ไปด้วย ใจหายวาบ .. ทำไงดีหว่า ในใจปล่อยละ สงสัยต้องยอมเค้า สับสนเล็กน้อย เอา-ไม่เอา สู้-ไม่สู้  (แต่ขณะนั้น ก็ยังสับขาแหลกอย่างภาพที่เห็นนะ)












ครู .. ผู้เป็นแรงบันดาลใจ
ฮึดได้ด้วยรูปนี้เลย
แวบนั้น ภาพครูดินที่เป็นลมก็ฉายเข้ามาในมโนสำนึก  คิดในใจว่า เอาวะ ชีวิตนี้ยังไม่เคยวิ่งเร่งจนจะอ้วก จนจะเป็นลมขนาดนั้น งานนี้คงต้องลองดูซักตั้ง ถึงแพ้ ก็ยังภูมิใจว่าเราเต็มที่แล้ว จากนั้นจึงตั้งสติ จับลมหายใจ เช็คลมหายใจยังดีอยู่ หายใจเข้าออกยาว ๆ สองเฮือก แล้วกัดฟันสับแหลกเร่งแซงพี่ตุ้มได้ในช่วง ๓๐๐ เมตรสุดท้าย (คิดซะว่าคอร์ท ๔๐๐ เที่ยวสุดท้ายก็ละกันน่า) เข้าที่ ๑ ในรุ่นอายุมาแบบไม่รู้ตัวด้วยเวลา ๑:๔๔:๓๕ เวลาดีกว่าปีที่แล้ว ๕ นาทีกว่า ๆ แน่ะ


ผลวิ่งแต่ละ กม. เป็นดังนี้

4:43.46 / 5:17.72 / 5:37.23 / 5:22.70 / 5:25.57 / 5:05.58 / 4:45.02 / 5:00.20* / 4:27.31 / 4:48.44 / 4:37.78 / 5:15.96 / 5:03.41 / 5:01.23 / 4:56.93 / 4:48.38* / 4:35.35 / 4:29.57 / 4:26.43 / 4:43.58 / 4:23.64 / 1:36.55 (0.32 km.)

* จิบน้ำ






งานนี้ได้พี่ตุ้มเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี  หลังจากได้เรียนรู้จากหลาย ๆ สนามแล้วว่า ตัวอิฉันนี่ ถ้าไม่มีคู่แข่ง ไม่มีตัวไล่ ไม่มีตัวหนี ก็จะวิ่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แม้ใจจะอยากได้ new PB แต่เท้ามันก็ไม่วิ่งไม่ซัดซะงั้น พอสนามนี้เจอพี่ตุ้ม บอกเลยว่าช่วยมาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่เค้า คงไม่ได้เวลาดีขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณพี่ตุ้มมา ณ ที่นี้


* ยูโกะนางเจ็บตั้งแต่กิโลหก อิชั้นก็ไม่ได้สังเกตอะไรเล้ย นึกว่านางเร็วจนมองไม่เห็นหลัง ที่ไหนได้ แซงนางมาแล้วไม่รู้ตัว ตอนโฆษกประกาศอันดับหนึ่งถึงกับเหวอเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง คิดแล้วขำ

* เขียนห้วน ๆ พิลึกแฮะ






วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

AIS Human Run : My 12th Half Marathon : 31 Aug 2014


นอนสี่ทุ่มครึ่ง ตื่นตีสามครึ่ง ออกจากบ้านตีสี่หน่อย ๆ ถึงสนามหลวงตีสี่สี่สิบ

 

ฝากของแล้วรีบไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระเสร็จแล้วมาวอร์มหนึ่งรอบสนามหลวง กายบริหาร ยืดเหยียด ฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปราย สไตรด์ ๕ เที่ยวแล้วไปเช็คอิน ยืนเต้นรอหน้าเส้น

 

ปรากฏว่า ว่า ว่า ว่า ว่า กองแอโรบิคที่ทางเจ้าภาพจัดมา ยังเต้นกันไม่เสร็จ พิธีกรก็เมามันส์อยู่กับแอโรบิค อ่า ... ทางเจ้าภาพและพิธีกรคงไม่เข้าใจ ว่าการปล่อยตัวให้ตรงเวลาสำคัญเพียงไร .. ที่วอร์มให้ร่างกายอุ่น สไตรด์เตรียมหัวใจให้พร้อม กล้ามเนื้อตื่นตัวเต็มที่ ก็ค่อย ๆ เย็นลง เย็นลง สวนทางกับใจที่ค่อย-ค่อยร้อนรนขึ้นเรื่อย ๆ

 

และเมื่อการเต้นแอโรบิคบนเวทีด้านหลังสิ้นสุดลง ลำโพงหน้าเส้นถูกเปิด เหล่านักวิ่งแถวหน้ามีอันได้สะดุ้งเฮือกและอาการที่ตามมาคือต้องอุดหูไปตาม ๆ กัน ขณะนั้นตีห้าสี่สิบ เลยเวลาปล่อยตัวระยะฮาล์ฟมาสิบนาทีแล้ว

 

ยังดีที่พิธีการ ณ เวทีหน้าไม่เยิ่นเย้อ  มีเพียงเชิญประธานมากดแตรปล่อยตัวหลังจากนับ ห้า สี่ สาม สอง ... เท่านั้น

 

ปล่อยตัวแล้ว กดนาฬิกา แล้วมือพลาดไปโดนปุ่มนาฬิกาอีก หรือเข้าใจผิดอะไรซักอย่าง ทำให้กลายเป็นกดหยุดเวลาไป  กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่านาฬิกาไม่เดินก็อยู่หลังวัดพระแก้วแล้ว .. เกือบโลมั้งนะ กดนาฬิกา ดูให้แน่ใจ แล้ววิ่งต่อไป

 

ไปปาดเหงื่อก่อนถึงจุดให้น้ำจุดแรก แล้วศอกไปโดนผู้ชายตัวโตที่วิ่งมาข้าง ๆ เอ่ย "sorry" ออกไปโดยไม่ต้องคิด ... เจอ ผช ตัวโตทีไร คิดไว้ก่อนว่าอาจเป็นฝรั่งทุกที ภาษาที่ใช้ เลยเป็นภาษาต่างด้าวโดยอัตโนมัติ  พอเหลือบเห็นเครื่องแต่งกายถึงได้รำพึงในใจ ..นาวินต้าร์นี่หว่า อะไรไม่อะไร วิ่งไป วิ่งไป ฮีเบียดดิชั้นเกือบตกขอบถนน ฮีอาจไม่ได้ตั้งใจแหละ ดิชั้นเลยชะลอแล้วเบี่ยงออกขวา ตีคู่กันซักพัก แล้วฮีก็เร่งฝีเท้าจากไป

 

หลังจากนั้นพี่จุ๋งวิ่งมาให้กำลังใจ แถมบอกเพซ (โดยประมาณ) ให้อีก เหมือนจะรู้ว่าการ์มินอิชั้นเพี้ยน (หรือไม่ก็อิขั้นเองแหละที่เพี้ยน) แล้วพี่จุ๋งก็จากไปอีกคน

 

วิ่งไปเรื่อย ๆ ซักพัก เห็นด้วยหางตาว่ามีสาวมัดผมหางม้าในชุดดำเริ่มมาตีคู่ อ๊ายยย ไม่ได้นะ พ่อดินสอนไว้ วิ่งสบาย ๆ แต่อย่าให้ใครแซง .. รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี เร่งขึ้นมานิดนึง แล้วรักษาจังหวะที่เร่งขึ้นมา ไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยโลนึง จนแน่ใจว่าทิ้งห่างแน่แล้ว ค่อยผ่อนลง แต่ยังไม่วางใจ ทั้งปลอบทั้งขู่ตัวเอง เร่งอีกนิดก็เหนื่อยขึ้นอีกหน่อยเท่านั้นน่า เอาจังหวะนี้ละกัน ถึงกระนั้น มันก็มีบ้างแหละที่แอบผ่อน

 

หลังจากนี้ ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นเป้าหมาย เบื้องหน้า เบื้องข้างล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย ก็หมายใจไล่ผู้ชายเบื้องหน้าไว้ ไล่ไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง ... ส่วนใหญ่จะหนักไปทางไม่ไหว..  พอแซงคนไหนได้บ้าง เค้าก็ไม่ปล่อยให้ผู้หญิงอย่างเราแซงได้นาน ฮีก็รีบตีคืนแทบจะทุกรายไป

 

จิบน้ำจุดแรกกิโลที่แปด หลังจากนั้นเจอน้องติ๊ก สุวารี กลับตัวมาแล้ว .. ทิ้งห่างไปสองกิโลเลยทีเดียว ... จิบน้ำอีกครั้งก่อนกลับตัว กลับตัวแล้วถึงได้เห็นชัด ๆ ว่า ผู้หญิงชุดดำรวบผมหางม้าที่เห็นตะกี๊คือน้องอุ้ง ศิษย์ครูดินเช่นกัน บอกเลยว่าวางใจไม่ได้ น้องยังเด็ก แรงยังดี แถมน้องยังขายาวกว่าข้าพเจ้าเยอะ คิดดังนั้นแล้วก็เลยยิ่งสับขาเข้าไปอีก  ขากลับนี่วิ่งสนุก เพื่อน ๆ พี่  ๆ น้อง ๆ นักวิ่งเชียร์ตลอดทาง หลายคนช่วยนับตัวนักกีฬาให้ด้วย ได้แปะมือกับหลาย ๆ คน บางคนก็จำได้ บางคน ขอสารภาพเลยว่าจำไม่ได้หรอก ทักมาก็ส่งยิ้ม-รับไหว้กลับไป  ขอบคุณในมิตรภาพอันอบอุ่นเหล่านี้ด้วยนะคะ  เป็นพลังอย่างดีเลย

 

ระหว่างทาง ได้ยินเจ้าหน้าที่ขานหมายเลขบิบใส่วิทยุสื่อสารมาโดยตลอด แถมยังมีจักรยานประกบด้วย ช่วงหลัง ๆ มีพี่จักรยานบอกน้องจักรยานคันที่ประกบข้าพเจ้าว่า เดี๋ยวพอเจอระยะสิบโล คนจะเยอะมาก ให้น้องจักรยานขี่นำและขอทางให้กลุ่มนักวิ่งนำระยะ ๒๑ โลด้วย .. กรี๊ด ๆ วันนี้ได้เป็นกลุ่มนักวิ่งนำกับเค้าด้วยอ่า .. แต่เอาเข้าจริง น้องเค้าคงมือใหม่ ผลคือข้าพเจ้าวิ่งซิกแซกแหวกผู้คนเอาเอง แถมช่วงจะขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า แถวหน้าโรงเรียนวัดดุสิตาราม ข้าพเจ้าก็พลาดอีก ก็เห็นนักวิ่งกลุ่มใหญชิดขวาไป แต่จักรยานที่ประกบข้าพเจ้ายังคงอยู่ซ้าย ไอ้เราก็เชื่อใจจักรยาน ก็เลยได้วิ่งเดี่ยวอยู่กลางถนน ได้ยินพี่จักรยานบอกพี่ตำรวจว่ากั้นรถให้ด้วย แต่นาทีนั้นก็กั้นยาก ข้าพเจ้าต้องหาจังหวะแล้วยกมือขอทางเองเลย สนุกสุขสันต์จริง ๆ T.T

 

ลงสะพานพระปิ่นก็เจอฝูงชนกลุ่มใหญ่มาก นักวิ่งทั้งระยะ ๕ กม. และ ๑๐ กม. เต็มไปหมด พี่จักรยานก็เป่านกหวีดขอทางให้นะ แต่ตอนเลี้ยวจากเชิงสะพานเข้าถนนเลียบเข้าสนามหลวงนั่น คนมากจริง ๆ และข้าพเจ้าหยุดวิ่งไม่ได้ จำได้ว่ามือไปจับหลังน้อง ผช ตัวอวบคนนึงให้หลบ ปากก็พร่ำขอทางและขอโทษไปตลอดทาง ขอโทษทุกคนด้วยที่โดนข้าพเจ้าคุกคาม :P

 

เข้าเส้นแล้วรับเหรียญ ฝ่าฝูงชนไปหาที่จ๊อกคูล นึกได้ก็เหลียวไปมองเวลา 1:42.xx ถ้าระยะเต็ม 21 กม. ก็ new PB ล่ะ .. ไปขอเวลาจาก chip ก็ได้ 1:41.51 แต่ได้ยินคนอื่น ๆ ว่ากันว่าระยะไม่เต็ม ขาดไปสองสามร้อยเมตร คิดแล้วก็น่าจะ new PB แหละนะ แม้จะแค่นิดหน่อยก็เถิด

 

เวลาจากการ์มินอันกระท่อนกระแท่นของอิชั้น (lost satellite หลายรอบมาก บนสะพานขากลับ) เป็นดังนี้

 

..... / 4:45.7 / 4:49.6 / 4:58.7 / 5:02.1 / 4:54.4 / 4:59.5 / 5:05.8 / 5:00.2 / 4:54.1 / 4:59.2 / 4:53.0 / 4:42.7 / 4:46.8 / 4:55.4 / 5:01.9 / 4:48.1 / 4:59.6 / ......

 

จับได้แค่นี้แหละ แฮ่ กิโลแรกเร็วเท่าไหร่ก็ไม่รู้ด้วย โวะ


ผลประกอบการ : เข้าที่ 2 overall หญิงระยะ ๒๑ กม. แต่ AIS ไม่ให้โล่เกียรติยศเค้า (เอาน่า.. อย่างน้อยเค้าก็ให้ค่าขนม -- ปลอบใจตัวเอง)

new PB มั้งนะ
 

 ป.ล. บันทึกเพิ่มสิ่งที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้
๑. ขาวิ่งไป รู้สึกได้ถึงลมที่พัดมา รู้สึกว่า ก็เย็นดีอะนะ แต่ว่า เฮ้ยยยย นี่เราต้องวิ่งต้านลมไปอีกนานเท่าไหร่ และแอบฝันหวานว่า ขากลับคงเวลาดี ถ้าลมแบบนี้วิ่งตามลมสบายแฮ  แต่แว่ ตอนกลับตัวมา ลมสงบ เหงื่อออกสุด ๆ และรู้สึกร้อนจนเหงื่อท่วม -_-''

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Wangkhanai Super Half Marathon : My 11th (Super) Half Marathon


นัดกันแปดโมงสิบห้า ล้อหมุนแปดครึ่ง คราวนี้ไปถึงจุดนัดพบก่อนเวลา ไปถึงก็เจอว่า พี่จิ๋ม เทพ ติ ยืนรออยู่แล้ว พี่จิ๋มชวนไปเข้าห้องน้ำ  แล้วก็แวะซื้อกาแฟให้ออ ออม และครูดิน 

 

กลับมาที่จุดนัดพบอีกที จิ๊บกับหนก มาถึงแล้ว ยังขาดวันวันอีกคนเดียว

 

พอสมาชิกครบก็ได้เวลาล้อหมุน ... แวะกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา / ข้าวหมูแดงกันที่ปฐมโภชนา ที่ประจำเมื่อเดินทางมาสายราชบุรี-กาญจนบุรี อิ่มแล้วก็เดินทางต่อ บนรถ เปิดหนังแผ่นเรื่อง Bhag Milkha Bhag เรื่องราวของนักวิ่งทีมชาติอินเดีย ตั้งแต่วัยเด็ก เติบโต จนติดทีมชาติได้เหรียญทองโอลิมปิก

 

แต่เปิดทิ้งไว้โดยที่ไม่ค่อยได้ดูกันหรอก หนักไปทางคุยกันเมาท์กันซะมากกว่า กิกิกิ

 

ถึงวัดวังขนายฯ อันเป็นจุดจัดงานใกล้ ๆ เที่ยง เปิดบูธรับสมัครวารสาร Thai Jogging แล้วสลับกันไปกินอาหารกลางวันที่ทางเจ้าภาพจัดเลี้ยง มีขนมจีนแกงเขียวหวาน ผัดผัก ไข่พะโล้ โอ้ อิ่มอร่อยสำราญบานตะไท

 

ตกบ่ายแก่ ๆ จึงย้ายร่างกันเข้าที่พัก พักผ่อนกันเล็กน้อย ก่อนออกมาหม่ำข้าวต้มมื้อค่ำ

 

คืนนั้นนอนสามทุ่มตื่นตีสาม ไม่ได้จับชีพจร ออกมาจ๊อกวอร์มบนสนามหญ้าหน้าที่พักกระตุ้นลำไส้ ปรากฏว่าสนามเปียกจากฝนเมื่อคืน วิ่งไปได้หน่อยรู้สึกว่าความชื้นแทรกตัวเข้ารองเท้า ก็เลยหนีไปจ๊อกบนถนนหลังห้องพักแทน แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ หมาเห่าแถมวิ่งไล่อีก เลยวิ่งหนีหมาไปจ๊อกอยู่กับที่หน้าห้อง อนาถจริงชีวิตนักวิ่งคลอดยาก -_-''

 

ตีสี่ พร้อมรบ ขึ้นรถตู้ไป ณ จุดจัดงาน ฝากของแล้ว วอร์มอัพ ๑.๓ กม. กายบริหาร ยืดเหยียด สไตรด์ ๕ เที่ยว แล้วไปยืนรอปล่อยตัวหน้าเส้น

 

ปล่อยตัวตีห้าเป๊ะ ออกตัวเร็วตามบรรยากาศการแข่งขัน ถนนค่อนข้างมืด บางช่วงไม่มีแสงไฟ แต่พอเงยหน้าขึ้นไปก็ปะทะแสงดาววิบวับ ดาวเกลื่อนฟ้า ดาวเต่ากับดาวไถลอยอยู่เหนือศีรษะ แหม่ ช่างงดงามจริง ๆ กิโลแรกก็เร็วดีอยู่หรอก พอกิโลสองค่อย ๆ ผ่อนลง ดูลมหายใจ จับจังหวะ วิ่งไปเรื่อย ๆ ผ่อนบ้าง เร่งบ้าง ไปจิบน้ำครั้งแรกที่ กม. ๘ พระอาทิตย์เริ่มทอแสงทองอยู่ทางเบื้องขวา แสงสีทองแดงจับท้องฟ้า ตัดกับสีเขียว ๆ ของท้องนา สวยงามจับใจ แม้จะวิ่งเร็วก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสยลความงามของธรรมชาตินะ :)

 

พอช่วงกิโลที่ ๑๔-๑๕  ก็มาถึงบันไดวัดถ้ำเสือที่ร่ำลือ ... วิ่ง ๆ ไป เอ๊ะ ก็ไม่เท่าไหร่นี่นา.. มารู้ทีหลังว่า ที่เค้าร่ำลือกันน่ะ คือบันไดหน้าวัด แต่ปีนี้เขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นบันไดหลังวัด ก็เลยไม่ได้ชัน ไม่ได้ขั้นบันไดเยอะอย่างที่แอบหวั่นใจในทีแรก แต่กระนั้นเพซก็ตกไปที่ ๖ กว่า ๆ เลยทีเดียว
Green Runner

 

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้

 

4:34.17 / 4:57.99 / 5:05.88 / 4:54.11 / 4:55.26 / 5:03.33 / 4:58.45 / 4:56.74 / 5:05.97* / 5:14.09 / 5:12.42 / 5:01.76 / 5:08.48 / 5:01.48 / 6:11.48* / 4:56.65 / 4:54.51 / 5:11.96 / 5:13.12* / 5:05.02 / 5:21.39 / 5:10.00 / 5:11.43 / 5:02.34 / 3:45.88 (0.44 m.) (ลืมกดนาฬิกา)
 
*จิบน้ำ
 

เวลารวม ๒:๐๔.xx ชั่วโมง เข้าที่ ๑ โอเวอร์ออลหญิงระยะ ๒๔ กม.

 

เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์ ๑ กม. ยืดเหยียด กายบริหาร ถ่ายรูป เมาท์มอย ฯลฯ

 






ถ่ายกับสมาชิกชมรมและครูดิน


* โน้ตไว้หลังแข่ง

 

- นิสัยไม่ดี พอไม่มีคู่แข่ง ไม่มีคนให้ไล่ ไม่มีคนให้หนี ความเร็วก็ดร็อปตามใจฉัน เพซตกแบบที่ไม่ได้เป็นเนินซะหน่อย แง่ม ๆ


ป.ล. งานนี้ได้นำเงินอัดฉีด ที่ได้จากการทำนิวพีบีงานพัทยามาราธอน มาร่วมทำบุญช่วยผู้ป่วยยากไร้ของวัดวังขนาย จำนวน ๑๐,๒๐๐ บาทถ้วน

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Pattaya Marathon 2014 : My 10th Half Marathon

ถึงสนามเวลาตีสี่ครึ่งนิด ๆ หาห้องน้ำก่อนเลย แล้วไปวอร์มได้ซักโลครึ่ง ไม่ค่อยได้เหงื่อเนื่องจากลมทะเลโชยมาเป็นระยะ กายบริหาร ยืดเหยียด แล้วสไตรด์ ๕ เที่ยว ก่อนจะแทรกตัวไปอยู่แถวหน้า ๆ ตรงจุดสตาร์ท ยืนเต้นเขย่าตัวอยู่ในแถวแป๊บเดียวก็ได้เวลาปล่อยตัว


ออกตัวแรงตามบรรยากาศการแข่งขัน สามสี่ร้อยเมตรแรกเหลือบมองนาฬิกา เพซอยู่ที่ 4:09 บรื๋อส์ เร็วไปป่าวเนี่ย จากนั้น สังเกตการหายใจ สำรวจร่างกาย แขนขา ยังปกติดีอยู่ ก็ไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็ปรับจังหวะกับลมหายใจให้สัมพันธ์กัน จบกิโลเมตรแรกที่ 4:23 จากนั้นก็เริ่มเป็นเนินตามแบบฉบับของสนามนี้ คือที่เห็นเหมือนไม่เนิน มันเป็นเนินให้ไม่รู้ตัว ก็ไปเรื่อย ๆ ผ่านจุดให้น้ำจุดแรก ข้ามไปก่อน  ค่อยแวะจิบน้ำที่ กม. ที่ ๔ แล้วบอกตัวเองว่าจะจิบแบบนี้ ไม่ว่าจะหิวน้ำหรือไม่ คือจิบจุดเว้นจุด


ช่วงแรก ๆ วิ่งดีมาก อารมณ์ดี เจอเนินก็ไม่หวั่นไหว มองเห็นข้างหน้าแต่ไกลว่าจะเริ่มมีเนินก็ใช้พลังตามสูตร กล่าวคือ เล็งไว้ สามสี่ร้อยเมตรก่อนขึ้นเนิน ใส่พลังเร่งมา พอขึ้นเนินก็ใช้แรงเฉื่อยที่สะสมมาเป็นตัวขับดัน ซอยเท้าถี่ ๆ นับก้าวไปเรื่อย ๆ พอถึงยอดเนินก็ปล่อยให้แรงดึงดูดของโลกทำงาน รักษาจังหวะแค่ให้ไม่กระแทก ได้ยินเสียงครู "ไหลไป ไหลไป" ตลอดเวลา จังหวะไหนไหลไม่ค่อยดีก็หลับตา นึกภาพ ดึงส้น ตีแขน อย่าล็อก ฯลฯ กำกับตัวเองไป แอบมีเมื่อยไหล่ขวาสะบักขวาตอนท้าย ๆ ..ยังคงติดเกร็งอยู่นั่นเอง ไม่เป็นไร นี่ถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ใครไม่รู้ ผู้ตรวจสอบตัวเองอยู่เนือง ๆ ย่อมรู้


ช่วงกลาง ๆ ไม่เห็นผู้หญิงวิ่งอยู่รอบข้างเลย ก็เลยแอบเฉื่อยไปบ้าง รู้ตัวเลยว่าถ้าจะใส่แรงไปอีกก็ทำได้ แต่มันเหมือนไม่มีใครให้ไล่ ไม่มีใครให้หนี ก็เลยเฉื่อยไป จนมีผู้หญิงชุดชมพูมาเทียบข้าง (รู้ทีหลังว่าคือพี่ตุ้ม - ปานทิพย์) พี่เค้าชวนคุยด้วย จำไม่ได้แล้วว่าพูดว่ากระไร ส่วนตัวอิฉันเป็นนักวิ่งจอมหยิ่ง ขณะวิ่งเหนื่อย ๆ จะไม่เสวนากับใครนัก แหมนะ แค่วิ่งจับจังหวะหายใจให้สัมพันธ์กับขาก็ยากแล้ว จะให้วิ่งไปพูดไปคุยไปอีกน่ะรึ ไม่มีซะล่ะ พอเห็นเป็นผู้หญิงเท่านั้นแหละ อิฉันถึงได้เร่งหนีพี่เค้าขึ้นมา .. เพื่อจะไปเฉื่อยอีกทีข้างหน้าเมื่อไม่เห็นใคร ให้มันได้อย่างนี้สิ


พอถึงกิโล ๑๗ - ๑๘ มีอีกสาวหนึ่งวิ่งมาใกล้ ๆ ส่งเสียงเรียก "นก นก" ด้วย เหลียวไปดู อ้าว Kazumi ที่ซ้อมอยู่สวนเบญฯ ที่เจอกันอยู่บ่อย ๆ นี่นา นางมายังไงเนี่ย ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันไป ฉันก็พยายามจะฉีกหนีมา หนีมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อย มันจังหวะเนินยาวด้วย ก็ผ่อนฝีเท้าลงนิดนึง Kazumi ก็เลยแซงไป แล้วก็ทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ ไอ้ฉันก็หมดแรงจะเอาคืน ก็เลยปล่อยนางไป


พอเข้า walking street เริ่มมีเสียงเชียร์จากข้างทางมากขึ้น แม้จะเหนื่อย แม้จะล้า ก็ทำให้มีแรงไปต่อ พอครบ ๒๑ กม. เฮ้ย ทำไมยังไม่มีวี่แววเส้นชัย มองไปไกล ๆ ก็ยังไม่เห็น วิ่งไปก็่บ่น(ในใจ)ไป เมื่อไหร่จะถึงซะทีนะ ขาล้าไปหมดแล้ว


ภูมิใจในความเป็นกรีนรันเนอร์ ใช้ถ้วยใบไม้ตลอดทาง
ไปอีกซักพัก เห็นคาซุมิที่อยู่ข้างหน้ากระโดดตัวลอย รู้เลยต้องเจอตากล้องแน่ ๆ แล้วก็จริง ๆ ด้วย พี่ตุ้มนั่งรอนักวิ่งอยู่ตรงนั้น วิ่งผ่านพี่ตุ้ม พี่ตุ้มยื่นมือมาให้จับหลังถ่ายรูปเสร็จ ขอบคุณมาก ๆ เลย แรงใจเพิ่มมาอีกเฮือกหนึ่ง .. ไปอีกหน่อย ก็เจอพี่รุจน์ ก็ชูถ้วยใบไม้ใส่พี่รุจน์อีก ภูมิใจมากกับ concept Green runner ที่สู้อุตส่าห์รักษาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะงานไหนก็ตาม (ถ้าไม่ลืมพกไปน่ะนะ) อยากให้นักวิ่งทุกคนร่วมใจกันไม่ปาถ้วยทิ้งระหว่างทาง มันเสียเวลานิดเดียวเองจริง ๆ



ผ่านพี่รุจน์ไปอีกนิดเดียวก็เห็นซุ้มเส้นชัย ฮึดเฮือกสุดท้าย ไหลไป ๆ ก้าว ก้าว ก้าว ก้าว ก้าว ในที่สุดก็เข้าเส้นไปด้วยเวลา 1:48:49 h







ใช้ถ้วยใบไม้ก็พอจะทำเวลาได้อยู่นะ
ผลชิปที่ขึ้นบอร์ด บอกให้รู้ว่าเข้าอันดับที่ ๕ ในรุ่นอายุ เข้าช้ากว่า Kazumi ไป ๒๗ วินาที .. ดีนะ ที่เข้าที่ ๕ ถ้าการปล่อยคาซุมิไปไม่เร่งแซงคืนทำให้ตกไปอยู่อันดับ ๖ คงเจ็บใจตัวเองมาก ๆ อะ เป็นบทเรียนเลยว่า แม้จะไม่เห็นใครรอบข้างในการแข่งขัน ก็ห้ามเอื่อย ห้ามเฉื่อย เป็นอันขาด เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ใครจะสะสมพลังมาเร่งช่วงท้ายแซงไปนิ่ม ๆ แบบนี้อีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องฝึกเพิ่มอย่างจริงจังคือการวิ่งแบบ Negative Split เพื่อให้มีแรงเหลือไว้เร่ง ๒-๓ กม. ท้ายตามสูตร

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเมตรเป็นดังนี้
4:26.11 / 4:57.02 / 4:52.35 / 4:41.11* / 4:46.41 / 5:00.45 / 4:40.82 / 5:10.07* / 4:56.13 / 4:57.60 / 4:57.13 / 5:05.62* / 5:11.07 / 5:06.69 / 5:15.09 /
5:22.80* / 5:10.51 / 5:04.33 / 4:44.82 / 5:01.62 / 4:51.33 / 5:16.18 (0.96k)


จิบน้ำที่ กม. ๔, ๘, ๑๒  และ ๑๖ หลังจากนั้นวิ่งยาว ไปรับอีกทีหลังเส้นชัยเลย


เข้าเส้นแล้วคูลดาวน์นิดเดียว เจอเพื่อน ๆ ก็เมาท์ ๆ ยืนจ๊อกอยู่กับที่อีกนิด หายใจยาว ๆ อีกหน่อย ยืด
เหยียดเลย


เพราะแบบนี้หรือเปล่านะ อีกสองวันถัดมาก็เลยตึงต้นขานิด ๆ คูลน้อยก็เป็นแบบนี้ล่ะ สมน้ำหน้านัก




เวลาฮาล์ฟปีที่แล้ว


เวลาของปีนี้ ดีขึ้นเกือบห้านาทีแน่ะ


ป.ล. ผลประกอบการปีนี้ ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเกือบห้านาที ทำ new PB ระยะฮาล์ฟได้ ทั้ง ๆ ที่สนามเนินแล้วเนินอีกแบบนี้แหละ ดีใจที่สุด


วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

SuperSports 10 Miles International Run 2014

งานนี้แม้จะระยะไม่ถึงระยะฮาล์ฟ แต่ก็อยากบันทึกไว้ ค่าที่ว่า ระยะยาวกว่าระยะมินิ (วิ่ง ๑๐ไมล์ = ๑๖ กม.) แถมยังมีหลากหลายรสชาติเกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อนวิ่ง จนถึงล่วงเลยจนหลังวิ่งมาหลายสัปดาห์

๑. เกือบไม่ได้มาวิ่งแล้วเชียว 


ก่อนมาวิ่งงานนี้ได้รู้จักกับออม ซึ่งนำพาให้รู้จักกับพี่จิ๋ม ซึ่งทำงานอยู่ในเครือเซ็นทรัล ก็เลยได้สิทธิ์วิ่งโดยมีเซ็นทรัลเป็นสปอนเซอร์  เรียกง่าย ๆ ว่าวิ่งฟรีนั่นเอง ตอนแรกงานนี้จะจัดตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่พอมีประเด็นทางการเมือง งานก็เลื่อนไปเลื่อนมาจนมาลงตัวที่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ..ชนกับงานวิ่งชมพรรณไม้ที่ราชบุรีพอดี ใจจริงก็อยากไปวิ่งราชบุรี แต่ด้วยความที่ขอมาวิ่งฟรี ก็เลยเกรงใจเจ้าภาพ ยอมชวดงานราชบุรีไปอีกปี


พอถึงวันเสาร์ที่ ๒๑ อันเป็นวันรับบิบ ก็นัดออมไว้ว่าไปเจอกันที่ CTW (Central World) ไปถึงก็เจอออมกำลังเหวี่ยงใส่น้องเจ้าหน้าที่ จึงได้ความว่า ชื่อของพวกเราที่ส่งมา กลายเป็นว่า ส่งมาในระยะ ๒ ไมล์กันหมดเลย .. นาทีนั้นนึกถึงราชบุรีขึ้นมาทันที ใจแป้วนิดหน่อย แต่ในที่สุด ด้วยความช่วยเหลือของน้องเจ้าหน้าที่ ฉันกับออมก็เลยได้บิบ ๑๐ ไมล์มาครองคนละใบ ขอขอบคุณออมและน้องคนนั้นมา ณ ที่นี้

๒. วันงาน

มาถึงสนามก็เอาของไปฝากแล้วเริ่มจ๊อกวอร์ม วอร์มอัพ กิโลครึ่งเห็นจะได้ กายบริหาร ยืดเหยียด ตามสเต็ป  ต่อด้วยดริล ๓ ท่า ท่าละเที่ยว สไตรด์ได้แค่ ๓ เที่ยว ต้องไปเช็คอินแล้ว

โดยรวมวันนี้วิ่งสนุกมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วิ่งไปห้าโลแรกแล้วยังทำเวลาได้ไม่เกิน 4:45 จังหวะหายใจยังดีอยู่ ยังไม่หอบ ผ่านครึ่งทางไปแล้ว แม้เวลาจะหล่นบ้าง แต่ก็ยังสนุกอยู่ เช็คร่างกาย เช็คขา เช็คลมหายใจ เฮ้ย มันดีกว่าที่คิด นึกในใจ การบ้านชุดไหนทำให้อึดขนาดนี้หว่า แบบว่ากรี๊ดกับตัวเองเบา ๆ

รำคาญตรงอิพี่ ผช วิ่งตีนเปล่าที่คู่คี่กันมา เค้าพยายามจะคุยด้วย แต่เราหยิ่ง แล้วเค้าก็ถามเวลาสองหน ตอนกิโลหก (ยี่สิบแปดนาทีนิดนิด) กับ กิโลเก้า (สี่สิบสองนาทีหน่อยหน่อย) คือตอนเหนื่อย ๆ มันไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น ยังจะมาถาม ครั้นจะไม่ตอบ ก็กลัวจะเสียมารยาท (หญิงไทยใจงาม กิกิ) บางจังหวะเค้าก็แซงไป บางจังหวะเราก็แซงคืน กว่าจะสลัดหลุดได้ก็กิโลท้าย ๆ

กำลังใจมีตลอดทาง ตอนผ่านแถวพัฒน์พงศ์ได้ยินเสียงกระเทยแถวนั้นตะโกน ผู้หญิงคนแรก สู้ ๆ ค่า .. นึกในใจ แกไม่ได้นับเคนย่าข้างหน้าสินะ หึ หึ


ผ่านแถวสีลม ก็ได้ยินเสียงพี่ข้างถนนพูดประโยคเดียวกันขึ้นมาอีก ฮึกเหิมอะบอกเลย วิ่งไปเรื่อย ๆ นึกแค่ว่า อย่าให้ใครแซง ๆ แล้วก็เป็นหญิงไทยคนแรกที่เข้าเส้นชัย เป็นที่ ๑ ในรุ่นอายุ (เพราะขาแรงเค้าไปชิงเงินรางวัลงานดอกบัวคู่กันหมด กิกิ) .. อะไรก็ไม่ดีใจเท่าทำเวลาดีกว่าปีที่แล้วเยอะเลย (ระยะยาวกว่าปีที่แล้ว ทำเวลาดีกว่าตั้งห้านาทีอีกด้วย)
ผลปีที่แล้ว
ผลปีนี้




งานนี้แย่อย่างเดียวตรงการกั้นรถ บางทีที่ข้ามแยก ต้องยกมือห้ามรถด้วยตัวเอง หวาดเสียวพิลึกเลย (แต่ก็ไม่หยุดวิ่งนะ บ้าแท้)

เข้าเส้น คูลดาวน์ ยืดเหยียด(น้อย ๆ) แล้วก็เมาท์ ถ่ายรูปกับคนนู้นคนนี้ นัดถ่ายรูปกับชาวส้ม-ดำไว้ด้วย สนุกตรงที่งานนี้โปรกบแฟนน้องเก๋มาด้วย ได้รูปสวย ๆ เพียบบบบ


รูปงาม ๆ จากโปรกบ

ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:23.6 / 4:32.4 / 4:39.5 / 4:42.5 / 4:43.1 / 4:56.2 / 4:43.4 / 4:57.8 /
4:48.4 / 4:58.2* / 4:41.2 / 4:51.9 / 4:36.0 / 4:41.5 / 5:05.6** / 4:49.6

*จิบน้ำ
**ติดคนตอนนั้นรวมกับคนวิ่ง ๕ ไมล์แล้ว ติดการกั้นรถด้วย ช่วงหน้าวัดปทุมวนาราม โดนกั้นให้รถไปก่อน เวลาหล่นต่ำกว่าเพซห้าเลย ... แอบเคืองเบาเบา


๓. รางวัล

ในงาน มีการประกาศผล overall หญิง เป็นชาวเคนย่า สามอันดับรวด ฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไร รู้อยู่แล้วว่างานใดที่มีรางวัลแล้วเปิดรับสมัครแบบ international เคนย่ากับเอธิโอเปียเอารางวัลไปกินแหง ๆ ก็ขึ้นรับถ้วยในรุ่นอายุตามปกติ แต่งานนี้ขอตินิดนึง กระบวนการรับรางวัลดูมั่ว ๆ งง ๆ ยังไงชอบกล นักกีฬาที่ได้รางวัลก็มารายงานตัวบ้าง ไม่มาบ้าง การแจกรางวัลก็ดำเนินไปตามอัตภาพ คนอยู่ก็รับถ้วยไป คนไม่อยู่ก็ข้ามไป

พอจบงาน ผลชิปขึ้นเว็บ เอาล่ะสิ เห็นชื่อตัวเองอยู่ลำดับที่ ๓ เอ๊ะ ยังไง เคนย่าอีกคนไปไหน งง ๆ ไม่รู้จะถามใครก็เลยไปถามทิ้งไว้ที่เพจงานของ supersports ขอความชัดเจนกับผลชิปที่ออกมา แล้วก็ไม่เห็นมีใครมาตอบอะไร มีแต่เพื่อน ๆ ที่คุ้นเคยกันไปกดไลค์ คือก็มีนักวิ่งหลายคนไปถามหาความชัดเจนหลายเรื่อง บ้างก็ไม่มีผลชิปซะเฉย ๆ บ้างก็ท้วงที่ชื่อหาย ลำดับผิด ฯลฯ

หลังจากโพสท์ข้อความแล้วไม่ได้เรื่องอะไร ก็เลยลองหลังไมค์ ส่งข้อความไปทาง supersports ก็มีแอดมินมาตอบว่าขอเช็คข้อมูล แล้วขอชื่อ ขอเบอร์โทรไป บอกว่าจะติดต่อประสานงานผู้เกี่ยวข้องให้  แล้วก็เงียบหายไปอีก

มีอยู่วัน ไปวิ่งสวนลุมกับ K-San ในวันที่ K-San วิ่งมาราธอนครั้งที่ ๑๐๐ มีโอกาสได้คุยกับพี่เพชร พี่เพชรบอกว่าให้ลองติดต่อผู้จัดดู ก็เลย PM ไปหา Amazing fields อีกทางหนึ่ง คราวนี้ได้เรื่อง ทางนั้นติดต่อกลับมา บอกว่าใช่แล้ว ฉันควรได้รับรางวัล เนื่องจากมีนักวิ่งเคนย่าท่านหนึ่งมาวิ่งแต่ชื่อไม่ตรงกับที่สมัครไว้ (สวมเบอร์วิ่งนั่นเอง) ให้ฉันถ่ายสำเนาบัตรประชาชนไปรับรางวัลที่สำนักงาน Amazing fields ได้เลย

ประสบการณ์นี้จึงสอนให้รู้ว่า สิทธิ์ของเรา เราก็ต้องทวงด้วยตัวเอง อย่าได้คาดหวังว่าผู้จัดเค้าจะติดต่อเรามา (ทั้ง ๆ ที่ก็กรอกทั้งอีเมล์และเบอร์โทรไว้เมื่อตอนสมัคร)

งานนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มีปัญหาเรื่องรางวัล ปีที่แล้วก็มีเหตุการณ์นักวิ่งชายมาวิ่งด้วยบิบนักวิ่งหญิงแล้วเข้าเส้นก่อน ตอนประกาศก็ไม่มีนักวิ่งหญิงท่านนั้นมารับถ้วย ทำให้ฉันไม่ได้รับถ้วยในงาน แต่ต้องติดต่อไปรับถ้วยทีหลัง ครั้งนั้นได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชาย ฟอร์รันเนอร์ รับถ้วยมาส่งมอบให้ที่พัทยา ขอขอบคุณพี่ชายอีกครั้งมา ณ ที่นี้


วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Preserve Hua Hin : Heavy Half Marathon : My 9th Half Marathon

วอร์มอัพกิโลครึ่ง กายบริหาร ยังไม่ทันได้ยืดเหยียด ก็ไปสไตรด์ตามคำแนะนำของครู สไตรด์ได้ ๕ เที่ยวก็ได้ยินเสียงเรียกไปเช็คอิน จึงไปยืนเต้นอยู่หน้าเส้น


ออกตัวตีห้าครึ่ง เป็นทางเนินลงยาว สนามนี้อยู่ข้างหน้าก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะว่ามันเป็นเนินที่ชันมาก รู้สึกถึงแรงดึงดูดโลกอย่างรุนแรง ถ้าทิ้งตัวตามไปมีหวังกลิ้งแน่ ๆ ต้องเอนหลังไว้มาก ๆ เพื่อลดความเร็ว ที่แปลกใจก็คือ เราก็ว่าเราลดความเร็วเยอะ เห็นคนอื่นแซงขึ้นไป (แต่เราไม่กล้า) ก็นึกว่าตัวเองช้า ครบโลดูนาฬิกา โอ้ ไม่ถึงเพซ ห้า เฮ้ย แล้วคนอื่นขาแรง ๆ คงเพซสามกันเลยทีเดียว

แวะจิบน้ำจุดแรกที่ กม. ๖ แล้วยาวไปอีกทีตอนกิโลสิบสาม ประมาณ กม. ๙ ก่อนถึงจุดกลับตัว เห็น Karen เป็น ผญ คนแรกที่กลับตัวมา คงไม่พลาด overall เป็นแน่แท้ อีกแป๊บก็เห็นน้องบีขาแรงวิ่งตามมา เท่าที่ดูในรุ่นอายุตัวเอง ยังไม่มีใคร วิ่งมาเรื่อย ๆ จนกิโลที่สิบสองสิบสาม เจอรุ่นอายุเดียวกันเสื้อม่วงวิ่งมาเทียบข้าง แล้วส่งเสียงว่าไปด้วย ข้าพเจ้าไม่ตอบ ไม่ใช่หยิ่ง แต่มันเหนื่อย

ระหว่างทาง มีอาการปวดหลังน้อย ๆ เสียดท้องนิด ๆ ให้รำคาญตั้งแต่กิโลต้น ๆ เหมือนลมมันดัน ก็แก้ไขอาการไป ไม่มีอะไรน่าห่วง

ปล่อยพี่เสื้อม่วงวิ่งเทียบข้างซักแป๊บ ก็วิ่งก้าวยาวขึ้น ทิ้งพี่เค้าไว้ข้างหลัง คงตามมาไม่ไกล แล้วพอ กม. ที่ ๑๘ พี่เค้าก็จัดเต็ม แซงไปข้างหน้า แล้วก็ทิ้งกันไป ไม่สามารถจะไล่ทันอีกเลย

กิโลสุดท้าย เป็นทางเนินขึ้น เนินนี้แหละ นรกมาก ไม่สามารถจะวิ่งได้เลย คือทำท่าวิ่งละนะ ซอยเท้าถี่ ๆ ตามที่ครูสอนแหละนะ แต่ว่ามันไปได้แบบหนืดมากกก หนืดจนท้อ รู้สึกว่า เฮ้ย นี่ตูมาทำอะไรที่นี่เนี่ย จะหยุดก็หยุดไม่ได้อะ รู้สึกว่า ถ้าแอบเดินนาน ๆ คงได้เดินจนเข้าเส้น กัดฟันซอยเท้าต่อไปเรื่อย ๆ เพิ่มความเร็วก็ไม่ได้ด้วย พยายามจะเพิ่มปุ๊บ รู้เลยว่า ตะคริวต้องตามมาแน่ เลยทำได้แค่นั้น มาดูนาฬิกาตอนวิ่งเสร็จ พบว่า กิโลสุดท้ายปาไปเพซสิบ ฮ่า ๆ สะใจจริงเจียว

ผลวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
4:49.0 / 4:59.2 / 6:02.4 / 5:06.1 / 4:48.8 /
5:06.3 / 5:00.4 / 5:12.1 / 5:09.5 / 5:14.4 /
5:06.5 / 5:21.7 / 5:15.1 / 5:32.3 / 5:38.4 /
5:34.0 / 6:00.0 / 6:02.6 / 5:20.8 / 6:25.4 / 10:01.5

ความยากของสนามนี้อยู่ตรงที่ ตอนแรกเป็นเนินลง แต่ลงเต็มที่ไม่ได้ กลัวหน้าทิ่ม แล้วพอตอนสุดท้ายดันเป็นเนินขึ้นยาว ๆ ซึ่งหมดแล้ว อย่าว่าแต่จะเร่งกิโลท้ายเลย แค่ห้ามใจไม่ให้เดินก็ยากแล้ว
ตั้งใจไว้แล้วว่า ปีหน้าจะไปเอาคืน กิโลสุดท้ายจะต้องไม่ใช่เพซสิบ ...

...

เพซเก้าก็ยังดี กิกิ


ป.ล. เข้าอันดับสองของรุ่นอายุ พี่เสื้อม่วงเข้าอันดับหนึ่ง ทราบภายหลังว่าชื่อพี่เอ๋ สุดยอด ๆ ชื่นชม ๆ



วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

KhaoYai Half Marathon by Unique Running : My 8th Half Marathon

KhaoYai Half Marathon by Unique Running : My 8th Half Marathon
 
งานนี้อาศัยบารมีครูดิน ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านประธานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย คุณพจน์ เพิ่มพรพิพัฒน์ พักที่บ้านท่านเลย  :) กินอิ่ม นอนอุ่น สบายสุด ๆ กราบขอบพระคุณท่านมา ณ ที่นี้
 
... นอนสองทุ่มครึ่ง ตื่นตีสาม อันเป็นเวลาเหมาะสมของนักวิ่งที่นอนน้อยไม่ได้อย่างข้าพเจ้า อย่างน้อยต้องมีหกชั่วโมง จะให้ดีจริง ๆ ก็ต้องเจ็ด แต่แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว ...
 
 
ตัดภาพไปยังจุดสตาร์ท
 
วอร์มอัพ ๑๕ นาที ตอนจ๊อก รู้สึกเจ็บข้อเท้าซ้ายเล็กน้อย มันแปล๊บเบา ๆ แอบกังวลนิดหน่อย วอร์มครบแล้วกายบริหาร ยืดเหยียด รวบ ๆ ดริลรวบ ๆ ๑ เที่ยว สไตรด์ ๘ เที่ยว ก่อนจะไปเช็คอินแล้วยืนเต้นกระตุ้นหัวใจอยู่หน้าเส้น
 
ยืนอยู่แถวที่สามที่สี่ กับน้องบีขาแรง อาปู แล้วก็ เส่ง ออกตัวแรงตามบรรยากาศรอบข้าง แล้วค่อย ๆ หาจังหวะของตัวเองให้เจอ จากนั้นก็เข้าสูุ่โหมดนับก้าว วิ่งจงกรมไปเรื่อย ๆ วันนี้น้องบีไม่ค่อยเต็มร้อย กระซิบมาว่านอนปวดท้องตั้งแต่เมื่อคืน อิฉันก็เลยมีโอกาสทิ้งน้องไว้เบื้องหลัง พอถึงกิโลที่เจ็ด แหม่มสาวคนนึง วิ่งแซงขึ้นมา แล้วก็ทิ้งกันไปซะอย่างนั้น ไอ้ฉันก็ไม่เร่งตาม เอาจังหวะตัวเองเป็นหลักจะดีกว่า ไปสวย ๆ ดีกว่าเร่งตามแล้วกลายเป็นไปแบบเดี้ยง ๆ
 
กลับตัว ณ กิโลที่สิบกว่า ๆ กลับตัวได้ซักแป๊บ น้องสาวเสื้อดำวิ่งแซงขึ้นมา แถมยังยกมือไหว้ ทัก พี่คะสวัสดีค่ะ ไอ้อิฉันก็งง ๆ ใครหว่า รู้จักฉันด้วย ได้แต่ตะโกนสวัสดีกลับไป มารู้ทีหลังตอนน้องรับรางวัลบนเวที ว่าคือน้องอัญมณี นั่นเอง (เชยเนอะ อิชั้นไม่รู้จักเค้าอ่า) น้องเข้าด้วยเวลา ๑ ชั่วโมง ๔๐.xx นาที .. แหม่ เรานำเค้ามาตั้งครึ่งทางเลยเชียว แต่น้องเค้าทำยังไง ครึ่งหลังถึงแซงแล้วทิ้งเราไปง่าย ๆ แบบเน้ ... (ต้องฝึกอีก อีก อีก และอีก)
 
หลังจากนั้น ก็ชื่นชมกับบรรยากาศสวยงามรอบข้าง (ลืมไปละว่ามาแข่งขัน) หมอกจาง ๆ ภูเขาสูง ๆ เบื้องหน้า และ พระอาทิตย์กำลังเป็นไข่แดงแอบอยู่หลังเหลี่ยมเขา โอ้ววว มันสุดยอด .. แล้วฉันก็บ้าพอที่จะตะโกนบอกนักวิ่งที่กำลังวิ่งสวนมา --ซึ่งก็แปลว่า พวกเขาหันหลังให้พระอาทิตย์อยู่-- ด้วยนะ ว่าพระอาทิตย์สวยมาก ชี้โบ๊ชี้เบ๊ อยากให้เค้าหันไปมอง ก็มันสวยจริง ๆ อ้ะ ลืมไปว่าเขาเหล่านั้นก็อาจกำลังพยายามล้มสถิติตัวเองกันอยู่
 
ช่วงเวลาที่เสพบรรยากาศอันสวยงามรอบข้างนี้ มีโอกาสได้แปะมือกับนักวิ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันหลายคนเลย เหมือนต่างฝ่ายต่างได้ชาร์จพลังให้แก่กัน เป็นวันนึงที่สนุกมาก ๆ กับการวิ่ง อากาศดี ร่างกายพร้อม จิตใจฮึกเหิม บรรยากาศสวย โอ้ววว ปลื้มปริ่มอิ่มเอม
 
 
 
กิโลท้าย ๆ ชักจะวิ่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แล้ว รู้สึกเหงา ๆ เหมือนวิ่งคนเดียว มาสะดุ้งอีกทีตอนน้องบีเรียก พี่นก (ประมาณ lap 18) ไอ่เราหันไป อั้ยย่ะ น้องเก่งมากอะ ตามมาทันด้วย นี่ขนาดนางปวดท้องนะ แล้วก็เลยได้แรงฮึดไม่ยอมให้น้องแซง กระตุ้นขากระตุ้นแขนตัวเองอีกวาระหนึ่ง จนอีกซักกิโลจะเข้าเส้น มีน้อง ผช คนนึงมาเร่งน้องบี แล้วก็วิ่งคู่กันมา น้องบีบอกไม่ไหวแล้ว ... ฉันเห็นน้องมีเพื่อนมารับ ก็เลยวิ่งหนีน้องเข้าเส้นชัยที่เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ เพราะว่าตอนนั้นยังไม่ครบ ๒๑ กม. รีบรับเหรียญ รับป้ายอันดับ แล้ววิ่งต่อจนครบ ๒๑ กม. ค่อยกดเวลา ที่ ๑ ชั่วโมง ๔๔ นาที ๓๗ วินาที
 
แล้วก็พบในภายหลังว่า endomondo ไม่ให้ถ้วย new PB เพราะ ๒๑ กม. มันยังไม่เต็มระยะฮาล์ฟ ขาดอีกแปดสิบกว่าเมตร >.< ฮือ เสียใจ
 
ผลการวิ่งแต่ละกิโลเป็นดังนี้
 
4:34 / 4:45 / 4:46 / 5:00 / 5:02 / 4:57 / 5:07 /
5:20 / 5:09 / 5:15 / 4:50 / 4:37 / 4:56 / 4:57 /
4:46 / 5:13 / 5:17 / 4:50 / 5:04 / 5:14 / 4:58
 
ตอนแรกตั้งใจจะไม่มองนาฬิกาเลยตลอดเส้นทาง แต่อดไม่ได้ แอบดูตอน กม. ๙ / ๑๔ / ๑๕
จิบน้ำไปครั้งเดียว ตอน กม. ที่ ๙ (ถ้าจำไม่ผิด)
 
นอกจากจะแปล๊บข้อเท้าน้อย ๆ ตอนจ๊อกแล้ว ตอนวิ่งก็มีบางช่วงที่รู้สึกเจ็บ เจ็บก็ผ่อน(นิดนึง)  เปลี่ยนเป็นใช้กล้ามเนื้อต้นขาบ้าง เจ็บน้อยลงก็เร่ง ไปเรื่อย ๆ .. มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่แอบกังวลแฮะ
 
โน้ตบรรทัดสุดท้าย : ปรากฏว่า แหม่มที่แซง ณ กม. ๗ นั่นได้ overall อันดับ ๑ ฝ่ายหญิงเลยทีเดียว ชื่ออะไรก็มิรู้ คุ้น ๆ ว่าน่าจะเห็นหน้ากันที่สวนเบญ ฯ บ่อย ๆ ซะด้วยสิ
 
 

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Chombeung Marathon 2014 : My 7th Half Marathon

เกือบลืมมาเขียนเรียงความการแข่งขันระยะฮาล์ฟเก็บไว้ :D

สมัครเข้าร่วมงานนี้ผ่าน BibMaster ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเดินทางยังไง จะเกาะใครไป คิดเล่น ๆ ว่าราชบุรี แค่นี้เอง อย่างมากก็นั่งรถไฟเล่นอีกซักหนล่ะน่า

แล้วไป ๆ มา ๆ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากน้องปุ๊ ('Theera รุ่นน้องลาดกระบัง-ซึ่งพ่วงมาทางพี่รีย์อีกทีนึง(พี่รีย์ เป็นพี่ลาดกระบัง รู้จักกันสมัยอยู่ชมรมหมากกระดานตอนเรียน ป.ตรี)) ก็เลยมีราชรถมาเกย แถมยังเสนอให้แชร์ที่พักร่วมกันอีก งานนี้ข้าพเจ้ากับพี่หลินก็เลยแปลงร่างเป็นทัดดาว เรียกจ้าวฮะ จ้าวฮะ หนีตามผู้ชายไปตลอดงาน >.<

ออกจากบ้านแต่เช้าวันเสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ไปคอนโดฯ น้องปุ๊ ตามที่นัดไว้ รอทุกคนอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยก็ออกเดินทาง แวะหม่ำข้าวเช้าที่ร้านอาหารเจแถวปิ่นเกล้า แล้วมุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึงทันใด ไปถึงก็ไปรับบิบ อย่างที่บอกว่างานนี้สมัครกับ @bibmaster แต่ปรากฏแว่ ทางเจ้าภาพติดขัดอย่างไรไม่ทราบ ไม่ได้จัดชุดบิบแยกไว้ให้ทางบิบมาสเตอร์ เจอพี่ไช้พอดี ก็เลยต่อคิวรับเบอร์เอง แล้วที่ประหลาดคือ สมัครแบบไม่รับเสื้อไว้ เจ้าหน้าที่ก็ยังจัดเสื้อให้มาอีก ... ไม่เป็นไร ได้มาก็ดี จะได้เอาไปฝากน้อง ๆ นักเรียนที่พะเยา (อันเป็นรายการถัดไปที่จะไปวิ่งสัปดาห์หน้า)

รับเสื้อรับบิบเสร็จก็ไปดูหนัง spirit of Marathon ที่พี่เสือตัดต่อจนเหลือความยาว ๓๔ นาที ทางเจ้าภาพจัดมุมฉายหนังไว้มุมหนึ่งที่หอประชุม นั่งดูหนังไป คุยกันไป พอได้เวลาก็ไปห้องประชุม เพื่อกินข้าวฟรี เอ๊ย ไม่ใช่สิ ประเด็นหลักคือมาฟังประชุมผลการดำเนินงานเรื่องวิ่งของสมาพันธ์ฯ แล้วก็ดูหนังเรื่อง pace maker ร่วมกัน
หลังจากอิ่มเอมเปรมใจ(รวมทั้งเสียน้ำตา)กับหนังเกาหลีเรื่องนี้แล้ว ก็ได้เวลาอาหารเย็น ไปด้อม ๆ มอง ๆ แล้วเจอเค้าแจกอาหารในกล่องโฟม ก็เลยได้แต่ยืนหยิบฝรั่งเข้าปากไม่กี่ชิ้น ก่อนจะชวนกันไปเช็คอินเข้าที่พัก แล้วออกมาหาข้าวต้มกินกัน

อิ่มหนำสำราญก็ได้เวลานอน รีบไปอาบน้ำเข้านอน ตั้งนาฬิกาปลุก

เช้ามาก็รีบตื่นเพื่อไปส่งพี่หลินวิ่งระยะมาราธอน อันเป็นครั้งแรกของเจ้าหล่อน กะว่าวิ่งเสร็จ จะออกไปรับนาง ณ กิโลเมตรสุดท้าย ..ที่หน้าเส้น เจออาปูอาเส่ง เจอพี่เล็ก เจอน้องบิว น้องบอกว่าเป็นไข้ จะวิ่งจบระยะมาราธอน(แรกของเจ้าหล่อนอีกเหมือนกัน)มั้ยก็ไม่รู้ ก็ได้แต่ให้กำลังใจน้องไป 
ซักตีสี่ สิบห้านาที ก็ได้เวลาไปจ๊อกวอร์ม อากาศเย็นพอสมควรก็เลยให้เวลากับการจ๊อกมากหน่อย วอร์มไป ๓ กม. เหงื่อยังไม่ค่อยอยากจะออก ดริล ๔ ท่า * ๓ เที่ยว สไตรด์ ๖ เที่ยว แล้วไปยืนเต้นตอนรอออกตัวรักษา heart rate

ก่อนเริ่มวิ่ง ตั้งเป้าไว้ว่าครึ่งแรกจะรักษาจังหวะที่เพซ ๕:๑๐ ไม่ก็ ๕:๐๕ แล้วแต่ว่ากิโลแรกจะเป็นยังไง
ออกตัวสวยงามโดยที่หายใจสบาย ๆ ด้วยเพซ ๔:๔๑ และ ๔:๔๕ ในสองกิโลเมตรแรก ในใจกระหยิ่มว่า ถ้ารักษาจังหวะไปได้เรื่อย ๆ ยังไงต้องได้ new PB แน่ ๆ แวะจิบน้ำที่ กม. ๗ กะว่า จิบอีกทีตอนกม. ๑๔-๑๕ น่าจะกำลังดี

แล้วเพซก็ค่อย ๆ ช้าลงจนไปอยู่ที่ประมาณ ๕:๑x ก็ประคองจังหวะไป จนกระทั่งเข้ากิโลที่สิบ อยู่ ๆ ก็เสียดท้องรุนแรงจนคิดกังวลไปต่าง ๆ นานา กดท้องก็แล้ว พยายามไอออกมาตามที่ครูเคยสอนก็แล้ว แต่สงสัยจะทำไม่ถูก มันก็เลยไม่ทุเลา พยายามหายใจเข้าลึก ๆ ออกยาว ๆ ในใจคิดว่า จะรอดมั้ยเนี่ย หมดหวังกับนิวพีบีจนแทบจะเปลี่ยนเป็นวิ่งสบาย ๆ (แบบว่าชิวไปเลยแล้วกัน) .. แต่ก็รู้สึกว่าไม่ได้สิ ยังไงก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด (โดนมนต์เสื้อส้มสะกดไว้) แล้วพยายามวิ่งต่อไป ใช้วิธีเปลี่ยนโฟกัสจุดเจ็บด้วยการกัดมือตัวเอง ก็ค่อย ๆ ทำเวลาขึ้นมาได้หน่อย ระหว่างนี้ อาการเสียดท้องก็ยังมีอยู่น้อย ๆ แทรกมาเรื่อย ๆ ก็ประคองไป กิโลสุดท้ายพยายามกัดฟันเร่งขึ้นมาได้เพซต่ำกว่า ๕ นิดหน่อย เข้าเส้นชัยที่เวลา ๑ ชั่วโมง ๔๙ นาที โดยที่ไม่กล้าจิบน้ำอีกเลย กลัวว่าจิบแล้วจะยิ่งเสียด -_-''

ผลการวิ่งแต่ละกม. เป็นดังนี้
4:40.5 / 4:45.5 / 4:56.9 / 5:09.0 / 5:10.4 / 5:15.8 / 5:15.0* /
5:12.6 / 5:10.7 / 5:31.6*** / 5:19.3 / 5:13.6 / 5:05.9 / 5:09.2 /
5:01.5 / 5:07.7 / 5:12.0 / 5:16.6 / 5:26.0 / 5:20.2 / 4:55.8 /


*จิบน้ำ
*** เริ่มเสียดท้อง

เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ ๔ ของรุ่นอายุ และถ้วยนี้เป็นถ้วยที่ ๓ ของระยะฮาล์ฟมาราธอน


หลังเข้าเส้น หาน้ำดื่มแล้วไปจ๊อกคูล ยืดเหยียด กายบริหาร เปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อแห้ง ไปพบครูที่หอประชุมแล้วรอรับถ้วย กว่าจะเสร็จพิธีการก็ออกไปรับพี่หลินตามที่นัดไว้ แต่ว่าไปไม่ทัน พี่หลินเข้าเส้นชัยมาแล้ว .. ก็เหลือน้องบิวอีกคน บอกน้องไว้ว่าจะไปวิ่งด้วยที่กิโลเมตรสุดท้าย ..
เดินย้อนจากเส้นชัยหาน้องบิวไปเรื่อย ๆ เจอพี่วา ชัตเตอร์รันนิ่ง ถามพี่วา พี่ว่าไม่รู้ เดินไปอีกหน่อยเจอพี่ตุ้ม พี่ตุ้มบอกยังไม่เห็น (ตรงนั้นเป็นระยะ ๖๐๐ เมตร จากเส้นชัย) หันไปข้างหลังเห็นครูซ้อนท้ายจักรยานใครไม่รู้ คงไปตามหาน้องบิวเหมือนกัน .. ในเมื่อครูไปแล้ว ข้าพเจ้าก็เลยยืนรออยู่ ณ ฐานที่มั่นของพี่ตุ้ม คุยกันไป เชียร์นักวิ่งกันไป  จนเห็นน้องบิววิ่งเคียงคู่ครูดินมา แล้วก็วิ่งมากับน้องตามสัญญา (ทั้ง ๆ ที่เปลี่ยนเป็นเสื้อแห้งแล้วเนี่ยละ)
แอบดีใจแทนน้องบิว ที่ในที่สุดก็สามารถวิ่งครบระยะ ทั้ง ๆ ที่เจ็บมาก่อนวันแข่ง ทำให้ซ้อมไม่ถึง แถมยังเป็นไข้อีก แล้วยังได้ถ้วยอีกตะหาก นับถือหัวใจน้องมาก ๆ เลย